
หุ้นเกาหลีใต้กำลังมีแรงซื้ออันร้อนแรง หลังจากทำผลงานได้ดีจนเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2025 และนักลงทุนมองว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะยังพุ่งแรงต่อเนื่องในปี 2026
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่จะทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งต่อเนื่อง คือ ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้มีบทบาทสำคัญอในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ อย่างเช่น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการปฏิรูปองค์กรอย่างเต็มรูปแบบของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเหล่านักลงทุนสถาบันสายกระทิงอย่าง NH-Amundi Asset Management และ Life Asset Management มองว่าปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นอย่างเต็มที่
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระบุว่า มี 6 ปัจจัยกระตุ้นตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ต้องจับตามองในปี 2026 ดังนี้
แม้ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้จะพุ่งทะยานขึ้นเกือบ 76% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นสถิติโลก แต่ยังคงซื้อขายอยู่ที่ระดับ 10 เท่าของ Forward P/E เท่านั้น ซึ่งจากการที่บลูมเบิร์กรวบรวมและเทียบข้อมูล พบว่า Kospi เป็นหนึ่งในดัชนีที่มีราคาถูกที่สุดในโลก
คัง แด-ควอน (Kang DaeKwun) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Life Asset Management กล่าวว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เคยอยู่ในสภาวะที่ถูกกดมูลค่าอยู่ตลอด แต่ในปีนี้เราจะได้เห็นการสิ้นสุดของภาวะดังกล่าว โดยคาดว่าดัชนี Kospi จะพุ่งแตะระดับ 6,000 จุดได้ภายในสิ้นปีนี้
สองบริษัทผู้ส่งออกชิปรายใหญ่ของเกาหลีใต้ คือ ซัมซุง (Samsung Electronics) และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) ถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากความเฟื่องฟูของกระแส AI โดยคาดว่าผลกำไรจะพุ่งสูงขึ้นในปีนี้ และทั้งสองบริษัทจะครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ในประมาณการกำไรโดยรวมของบริษัทเกาหลีที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นถึง 74% ในปีนี้
ขณะที่ประมาณเชิงบวกบางส่วนระบุว่า กำไรของ Samsung ในปี 2026 อาจเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากราคาชิปหน่วยความจำพื้นฐานที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางภาวะขาดแคลนสินค้า
ปีเตอร์ คิม (Peter Kim) นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกจาก KB Securities Co. ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV ว่า ในขณะนี้ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการลงทุน
รัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง (Lee Jae Myung) กำลังเปิดตัวกองทุนมูลค่า 150 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.23 ล้านล้านบาท) เพื่อกระตุ้นนวัตกรรมในอุตสาหกรรมไฮเทค โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเติบโตภายในประเทศที่ชะงักงันและปัญหาสังคมผู้สูงอายุ
กองทุนนี้จะมุ่งเป้าการลงทุนไปในกลุ่ม AI เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ และสาขาอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันบริษัทที่อยู่ในระยะเริ่มต้นให้ก้าวไปสู่ขั้นต่อไป ซึ่ง คัง แด-ควอน จาก Life Asset Management มองว่า นี่คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะปิดฉากนโยบายการคลังที่เข้มงวดตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้
รัฐสภาเกาหลีใต้ได้ผ่านการแก้ไขกฎหมายพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบของคณะกรรมการและยกระดับการกำกับดูแลกรรมการโดยผู้ถือหุ้นแล้ว และวาระต่อไปคือร่างกฎหมายที่บังคับให้บริษัทต้อง ‘ตัดหุ้นที่ซื้อคืน’ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดอุปทานส่วนเกินในตลาด เพิ่มกำไรต่อหุ้น และปรับปรุงประสิทธิภาพเงินทุน
การปฏิรูปเหล่านี้เป็นการดำเนินตามรอยความสำเร็จของญี่ปุ่นที่เคยช่วยฟื้นฟูตลาดหุ้นญี่ปุ่นมาแล้ว และกำลังได้รับความสนใจจากกองทุนระดับโลก โดยคาดว่านักลงทุนระยะยาวจะนำปัจจัยนี้มาพิจารณาการปรับโพสิชันการลงทุนด้วย
บริษัทขนาดเล็ก (Small-cap) อาจเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตชิปในการขับเคลื่อนการเติบโตของกำไร โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนของรัฐบาล และความพยายามในการเร่งถอดบริษัทออกจากตลาด Kosdaq ซึ่งการกำจัดบริษัทที่ไร้ประสิทธิภาพหรือ ‘บริษัทซอมบี้’ ออกไปจะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้
ทั้งนี้ เจมส์ ลี (James Lee) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจระดับโลกของ Must Asset Management ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ Kospi จะพุ่งทะยานได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายกว่าแค่บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องสำอาง โดยเขายกตัวอย่าง Samyang Foods Co., Hyosung Heavy Industries Corp. และ APR Corp. เป็นหุ้นที่บริษัท Must Asset Management ของเขาเลือก
“เราจำเป็นต้องเลือกหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากเซมิคอนดักเตอร์” ลีย้ำ
ปีก่อน ๆ หน้านี้ นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้หอบเงินหนีไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ต่ำต่อตลาดในประเทศ ความกังวลเรื่องค่าเงินวอนที่อ่อนค่า และความต้องการผลตอบแทนที่มั่นคงสม่ำเสมอในระยะยาว โดยในปี 2025 นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขายสุทธิหุ้นใน Kospi ไป 26.4 ล้านล้านวอน (18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่ซื้อหุ้นสหรัฐฯมากถึง 32,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มนี้อาจเปลี่ยนไปได้ด้วยมาตรการจูงใจทางภาษีใหม่ ๆ และแคมเปญจากภาครัฐที่พยายามดึงให้นักลงทุนรายย่อยกลับมาลงทุนในประเทศ ซึ่งหากนักลงทุนรายย่อยกลับมาจะเป็นแรงหนุนต่อตลาด และอาจจะช่วยแก้ปัญหา ‘Korea Discount’ หรือการถูกกดมูลค่าของหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ประกาศกร้าวไว้ว่าจะจัดการให้สำเร็จ
ชิม จงมิน (Shim Jong Min) นักวิเคราะห์จาก CLSA Securities Korea ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยมักจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาด ดังนั้น จึงไม่ควรประเมินพลังของนักลงทุนรายย่อยต่ำเกินไป