
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 6 พรรคกล้าธรรม ได้ลุกขึ้นอภิปรายในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย ที่อาคารรัฐสภาว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและระเบียบขั้นตอนราชการจำนวนมาก ที่ตราขึ้นภายใต้บริบทของเศรษฐกิจสังคมและเทคโนโลยีในอดีต ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาความล่าช้าในการขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ขั้นตอนราชการที่ซ้ำซ้อน กฎหมายที่จำกัดโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยรวมถึงกฎหมายบางฉบับที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและวิถีชีวิตของประชาชน
โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่สูงและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ยังประสบปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินการเข้าถึงสาธารณูปโภคและสถานะทางกฎหมาย ซึ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เขต 6 ซึ่งประกอบด้วยอำเภอพร้าว เชียงดาว เวียงแหงและ 2 ตำบลของอำเภอไชยปราการ มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายป่าไม้ กฎหมายที่ดินและระเบียบราชการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของชุมชน ส่งผลให้ประชาชนขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพทั้งที่หลายชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาอย่างยาวนาน ก่อนการประกาศเขตของรัฐ
นอกจากนี้กฎระเบียบที่ล้าสมัยยังส่งผลกระทบต่อชาวเชียงใหม่เขต 6 ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาพื้นที่ป่าไม่สามารถขอไฟฟ้าและน้ำประปาจนเกิดเป็นข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับกลุ่มชาติพันธุ์
"หลายหมู่บ้านใช้น้ำจากภูเขา แต่การขออนุญาตใช้น้ำหรือการสร้างระบบประปาชุมชน มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ส่งผลกระทบให้ชุมชนเข้าถึงน้ำสะอาดล่าช้า ระบบประปาภูเขาพัฒนาได้ยากนะคะ อีกทั้งยังส่งผลกระทบให้ถนนเข้าถึงหมู่บ้านล่าช้า การขยายเขตไฟฟ้าทำได้ยากและระบบสาธารณูปโภคไม่ทั่วถึง การเดินทางก็ลำบากชาวบ้านจึงขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ" น.ส.สุภานันท์กล่าว.
สส.สุภานันท์ ยังกล่าวว่า ระเบียบราชการแบบรวมศูนย์ทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจจำกัด ต้องรออนุมัติจากส่วนกลาง ส่งผลกระทบทำให้โครงการต่างๆล่าช้า ประชาชนเสียโอกาส โดยเฉพาะระเบียบห้ามเผาเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งสั่งห้ามเผาแบบเหมารวมโดยไม่จำแนกบริบทของเกษตรกรและกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งผลให้ชาวบ้านถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิมที่จัดการได้
ดังนั้นจึงเรียกร้องให้รัฐทบทวนแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายหรือระเบียบที่ล้าหลัง พร้อมขอให้ปรับปรุงกฎหมายรองรับ "แรงงานแพลตฟอร์ม" และธุรกิจออนไลน์ เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนได้จริงในยุคดิจิทัล รวมทั้งควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
Advertisement