
ดร.ยุทธนา ศรีตะบุตร สส.หนองคาย พรรคพลังประชารัฐ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม โดยชี้ว่าหัวใจของการปฏิรูปครั้งนี้ ไม่ใช่การเพิ่มผู้พิพากษา แต่เป็นการสร้างกลไกสนับสนุนเพื่อคืนเวลาให้ผู้พิพากษา และคืนความยุติธรรมที่รวดเร็วแก่ประชาชน
ดร.ยุทธนา กล่าวว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทยเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 หรือกว่า 91 ปี ในยุคที่จำนวนประชากร ระบบเศรษฐกิจ และข้อพิพาทยังไม่ซับซ้อน แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกรรมออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทำให้กระบวนการยุติธรรมต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
"กฎหมายเดิมไม่ได้ผิด แต่โลกเปลี่ยนไปเร็วกว่ากฎหมาย กระบวนการยุติธรรมจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม"
โดยระบุว่า ปัญหาของศาลวันนี้ไม่ใช่การขาดผู้พิพากษา แต่เป็นปริมาณข้อมูลและพยานหลักฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องรับผิดชอบคดีเฉลี่ย 300-400 คดีต่อคนต่อปี ขณะที่หลายคดีมีเอกสารและพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ส่งผลให้เวลาที่ควรใช้วินิจฉัยคดีต้องถูกใช้ไปกับการจัดการสำนวน
"เมื่อคดีมากขึ้น ข้อมูลมากขึ้น เอกสารมากขึ้น สิ่งที่หายไปก็คือเวลา และเมื่อผู้พิพากษามีเวลาน้อยลง ผู้ที่ได้รับผลกระทบในท้ายที่สุดก็คือประชาชนที่กำลังรอความยุติธรรมอยู่ในศาล"
ดร.ยุทธนา กล่าวว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจึงกำหนดให้มี "เจ้าพนักงานคดี" ทำหน้าที่ช่วยคัดกรองข้อมูล จัดการสำนวน และเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาคดี เพื่อให้ผู้พิพากษามุ่งทำหน้าที่หลักคือการวิเคราะห์ข้อกฎหมายและพิพากษาคดี พร้อมย้ำว่า เจ้าพนักงานคดีไม่ใช่ผู้พิพากษา ไม่มีอำนาจพิพากษาคดี หรือใช้ดุลยพินิจแทนศาล
"ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เพิ่มคนเพื่อมาพิพากษาคดี แต่เพิ่มคนเพื่อคืนเวลาให้ผู้พิพากษาได้พิพากษาคดีอย่างเต็มที่"
เขาเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ไม่เพียงปรับปรุงกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง แต่ยังเป็นการยกระดับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยยังคงหลักการที่ผู้พิพากษาเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการเช่นเดิม และเปิดทางให้กลไกเจ้าพนักงานคดีสามารถประยุกต์ใช้กับกฎหมายอื่นที่อ้างอิงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ในอนาคต
ดร.ยุทธนา ยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมสนับสนุนกฎหมายทุกฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน พร้อมทิ้งท้ายว่า
"ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือประชาชนผู้มาขอความยุติธรรมจากศาล เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคำพิพากษาที่ถูกต้อง แต่ต้องการความยุติธรรมที่รวดเร็วและเข้าถึงได้จริง"
Advertisement