
ตลาดหุ้นโลกกำลังถูกจัดอันดับใหม่ด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยล่าสุด ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งทำผลงานโดดเด่นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สามารถแซงสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่อันดับ 8 ของโลกได้สำเร็จ จากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI
ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) นับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 27 เมษายน 2026 มูลค่าตลาดรวมของบริษัทจดทะเบียนในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นมากกว่า 45% มาอยู่ที่ราว 4.04 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าตลาดหุ้นอังกฤษที่มีมูลค่ารวมประมาณ 3.99 ล้านล้านดอลลาร์
เมื่อปลายปี 2024 ตลาดหุ้นอังกฤษ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ยังมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ประมาณเท่าตัว แต่ปีนี้ มูลค่ารวมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 3% ถูกฉุดรั้งด้วยความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าประเทศอื่นในยุโรป
การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงเร่งตัวของธีม AI ที่กำลังดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเอเชีย ซึ่งก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นไต้หวันก็เพิ่งแซงตลาดหุ้นสหราชอาณาจักรขึ้นมาเป็นอันดับ 7 ของโลกในช่วงกลางเดือนเมษายน และล่าสุด มูลค่าตลาดขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.48 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งกำลังเข้าใกล้มูลค่าของตลาดแคนาดาที่อยู่ในอันดับ 6
แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นไต้หวันยังคงกระจุกอยู่ที่บริษัท ไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์ (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.) หรือ TSMC ซึ่งกินสัดส่วนมากกว่า 40-45% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด และเป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงรายใหญ่ที่สุดของโลก ในยุค AI ความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตมากกว่า 30% ในปีนี้
บทบาทในฐานะ ‘AI hardware proxy’ ทำให้ตลาดหุ้นไต้หวันได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากก่อนหน้านี้มีแรงขายออกจำนวนมาก การฟื้นตัวของดัชนี Taiex จนทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรมนี้
แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจจริงของไต้หวันจะมีขนาดเล็กกว่าประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปอยู่มาก (IMF ประมาณการมูลค่าจีดีพีปี 2026 ของไต้หวัน 977,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หราชอาณาจักร 4.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่มูลค่าตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้นแซงหน้า กลับสะท้อนว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เฟื่องฟู กำลังกระตุ้นความคาดหวังด้านการเติบโตของเศรษฐกิจไต้หวัน ที่มีบทบาทเป็นฐานการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดในโลก
การทะยานขึ้นของตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีแรงขับเคลื่อจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) และเอสเอค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) สองยักษ์ใหญ่ด้านชิปหน่วยความจำ (memory chip) ที่ครองสัดส่วนรวมกันมากกว่า 40% ของดัชนี Kospi และเป็นกำลังสำคัญในตลาด memory chip ที่เป็นหัวใจของระบบ AI นอกจากนั้น ปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมยังมาจากการผลักดันของประธานาธิบดีลี แจ มยอง (Lee Jae Myung) ในการสนับสนุนราคาหุ้นผ่านการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรและนโยบายที่เป็นมิตรต่อตลาด
ทั้งนี้ ดีมานด์หน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ส่งผลให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐที่มุ่งยกระดับธรรมาภิบาลและสนับสนุนตลาดทุน ก็ช่วยเสริมความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติม
ฟรานเชสโก ชาน (Francesco Chan) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตลาดเกิดใหม่และเอเชียแปซิฟิกของ เจพี มอร์แกน แอสเสต แมเนจเมนต์ (JPMorgan Asset Management) มองว่า การพุ่งขึ้นของทั้งสองตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว โดยอธิบายว่า “การขยับขึ้นอย่างรวดเร็วของเกาหลีใต้และไต้หวัน สะท้อนให้เห็นถึงการปรับสมดุลเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้นโลก ซึ่งขับเคลื่อนโดยความเป็นผู้นำในด้านฮาร์ดแวร์ AI ไม่ใช่แค่การจัดพอร์ตลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น
เขายังชี้ว่า ทั้งสองประเทศทำหน้าที่เป็น ‘แกนหลักของห่วงโซ่อุปทาน AI’ ตั้งแต่โรงงานผลิตชิปขั้นสูงไปจนถึงชิปหน่วยความจำ ส่งผลให้มีความได้เปรียบในลักษณะวัฏจักรขาขึ้นระยะยาว และดึงดูดเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
ด้าน แพทริก เคลเลนเบอร์เกอร์ (Patrick Kellenberger) นักกลยุทธ์ด้านหุ้นตลาดเกิดใหม่จากลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) ให้มุมมองว่า แรงหนุนจาก AI รวมถึงการใช้จ่ายด้านกลาโหมและการปฏิรูปธรรมาภิบาล กำลังหนุนให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชันกว่ายุโรปอย่างมาก
เขาชี้ว่า ยุโรปยังคงประสบปัญหาในการนำนวัตกรรมมาใช้ในเชิงพาณิชย์และขยายขนาดธุรกิจ แม้ว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดขึ้นและการเติบโตของบริษัทนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ แต่ก็ต้องใช้เวลามาก
ในขณะนี้ นักวิเคราะห์กลยุทธ์ในวอลล์สตรีทยังคงมองหุ้นเกาหลีในแง่ดี โดยอ้างถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากความต้องการด้าน AI และการประเมินมูลค่าที่เอื้ออำนวย หนึ่งในนั้นโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป (Goldman Sachs Group Inc.) ที่ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี Kospi เป็น 8,000 จุด โดยให้เหตุผลว่า สาเหตุหลักมาจากการคาดการณ์การเติบโตของกำไรในปี 2026 ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 200%
สำหรับตลาดไต้หวัน ยุน อึ้ง (Yoon Ng) หัวหน้าฝ่ายโซลูชันการเติบโตของการบริหารสินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ บรอดบริดจ์ ไฟแนนเชียล โซลูชันส์ (Broadridge Financial Solutions) กล่าวว่า ไต้หวันยังคงถูกมองว่าเป็นตัวแทนของฮาร์ดแวร์ AI ตราบใดที่โมเมนตัมการลงทุนในด้าน AI ยังคงอยู่ กระแสเงินทุนก็ควรจะยังคงสนับสนุนตลาดหุ้นไต้หวันต่อไป
อ้างอิง : Bloomberg [1], Bloomberg [2]