
บริการทางการแพทย์คือหนึ่งในธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย 2 ตัวเร่งสำคัญคือเทรนด์ด้านสุขภาพและเทคโนโลยีใหม่ ๆอย่างปัญญาประดิษฐ์ ที่มีส่วนต่อก้าวใหม่ในวงการธุรกิจการแพทย์ของไทย
ความร่วมมือล่าสุดเกิดขึ้นระหว่างบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ (BJL) ภายในเครือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี และบริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี สู่มาตรฐานสากล พร้อมรุกตลาดเฮลธ์แคร์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ทั้งสองบริษัทประกาศความร่วมมือตั้งบริษัทร่วมทุน มีมูลค่าจดทะเบียน 100 ล้านบาท และจะเริ่มให้บริการภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
บริษัทร่วมทุนแห่งนี้เน้นการให้บริการโซลูชั่นโลจิสติกส์เฉพาะทางที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ ในประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6.45 แสนล้านบาทภายในปี 2573 โดยบริษัทร่วมทุนมีจุดแข็งจากมาตรฐานโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ระดับโลกของดีเอชแอลเข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบีเจซีทางด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์ของไทย ซึ่งทั้งสองบริษัทได้มีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับความร่วมมือกับ DHL จะสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและแรงงาน โดยบริษัทร่วมทุนนี้มีพนักงานรวมราว 3,000 คน (ไม่มีการจ้างพนักงานใหม่) เป็นพนักงานเดิมของ DHL จำนวน 700 คน และพนักงานเดิมของ BJC อีกราว 2,000 คน โดยมีนายเคนนี่ ไท ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทร่วมทุนนี้
ฐาปนี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC ชี้ว่าความร่วมมือครั้งนี้ BJC ลงทุนปีละ 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดจาก BJC Healthcare และระยะเวลาการลงทุนอย่างน้อย 4-5 ปี คาดว่าจะช่วยให้ยอดขายเติบโต 36% ข้อมูลระบุว่าในปี 2566 ตลาดบริการทางการแพทย์ไทยมีมูลค่า 40,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท เติบโต 7.9%
“คิดว่าเราจะเป็น 3 อันดับแรกต่อไป เราคงโตก้าวกระโดดให้เร็วกว่าเทรนด์สุขภาพก็สบายใจแล้ว และการมี Global suppliers เข้ามาก็เป็นการต่อยอด” คุณฐาปนีกล่าวถึงเป้าหมาย BJC Healthcare ในการครองที่นั่งผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพอันดับ 3 เอาไว้ให้ได้ และค่อย ๆ ปิดช่องว่างระหว่างคู่แข่ง 2 อันดับแรกให้ลดลง
“75% ของประชากรไทยอาศัยอยู่นอกกรุงเทพมหานคร แต่ไม่ว่าใคร จะอยู่ที่ไหน ในหรือนอกกรุงเทพ ทุกคนล้วนมีสิทธิเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และตรงเวลา นี่คือสาเหตุที่บริษัทเราเข้ามาเพื่อมอบบริการโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพ ส่งมอบให้ทุกคนทั่วประเทศ” เคนนี่ ไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุนกล่าว ซึ่งเขาทำงานกับ DHL มานานกว่า 20 ปี
ธีรวรรณ ศรีสุข รองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์ BJC อธิบายบริการด้านสุขภาพที่ BJC ดำเนินการมานานกว่า 60 ปี ที่เธอกล่าวว่ามีความกว้างขวาง ในแง่ของบริการหลากหลายแขนง และด้านพื้นที่ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ
สัดส่วนการให้บริการของ BJC Healthcare แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่คือ: 59% เภสัชกรรม Pharmaceutical Division (PD) อย่าง ยาแผนปัจจุบันและแผนโบราณ, ยาชีววัตถุ, จนถึงยาและผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้เอง
และบริการของ BJC อีก 41% เป็น บริการทางการแพทย์ Medical Division (MD) อาทิ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์, อุปกรณ์ช่วยชีวิตและประคองชีวิต, อุปกรณ์ผ่าตัด หรือวัสดุทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง
ในด้านพื้นที่ ข้อมูลปี 2568 เผยว่า BJC ส่งอุปกรณ์และบริการเหล่านี้ให้โรงพยาบาลกว่า 1,200 แห่ง คลินิก 2,600 แห่ง และร้านขายยากว่า 4,600 แห่งทั่วประเทศ นับว่าเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพอันดับ 3 ในประเทศ
คุณธีรวรรณ เน้นย้ำการเป็น One-stop service ที่มีบริการครอบคลุม ตั้งแต่การลงทะเบียน การนำเข้า การตลาด การขาย การขนส่ง การจัดทำแพ็กเกจ บริการหลังการขาย
“เรามองว่าตอนนี้เราทำธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการในท้องถิ่น อาจจะมองภาพได้ไม่เห็นชัดเท่า DHL ไม่มีระบบอย่างที่เขาทำ DHL ในฐานะผู้ให้บริการระดับโลก เขามีศักยภาพที่จะนำมาซึ่งการเติบโตในฐานะผู้ให้บริการได้อย่างแน่นอน เราจะนำ knowledge และ know how ของเขามา
สร้างการเติบโต” ธีรวรรณกล่าว
บริการทางการแพทย์ที่เติบโตหมายถึงโลจิสติกส์บริการทางการแพทย์ที่เติบโตตาม และเพราะบริการสุขภาพ-การแพทย์มีความหลากหลาย อุปกรณ์แต่ละชนิดจึงมีความต้องการต่างกัน เช่น อุณหภูมิ ขนาด และอื่น ๆ DHL เป็นหนึ่งในบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ขั้นสูง มีการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ การติดตามสถานะเรียลไทม์ และการตรวจสอบย้อนกลับที่จำเป็นต่อการขนส่งบริการด้านสุขภาพ
บริการอย่างแรกที่คุณอาทิตย์ สุวรรณวรบุญ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการบริษัทร่วมทุนชี้ว่า DHL จะเข้ามาส่งเสริม BJC คือด้าน เครือข่ายห่วงโซ่ความเย็น หรือระบบการจัดการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ต้อง "ควบคุมอุณหภูมิ" ให้คงที่ตลอดเวลา ซึ่งจำเป็นสำหรับการขนส่ง ยาชีววัตถุ (Biologics), วัคซีน, เลือด, เนื้อเยื่อ, หรือแม้แต่อาหารสด การขนส่งต้องมีระบบทำความเย็นพิเศษ และระบบติดตาม รวมถึงการบันทึกอุณหภูมิ
ต่อมาคือระบบ Personalized Medicine (การแพทย์แม่นยำ) และ Remote Monitoring (การติดตามผู้ป่วยทางไกล) ที่เกิดขึ้นตามการให้บริการทางการแพทย์ที่มาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งจะใช้การจ่ายยา หรือการส่งผลตรวจต่าง ๆ จากสถานพยาบาลมาที่บ้านของผู้ป่วยโดยตรง
และข้อที่สามคือ การเพิ่มระบบตรวจสอบ เพื่อยืนยันคุณภาพและความโปร่งใส เมื่อเกิดปัญหาสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
จากทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา คุณอาทิตย์ชี้ว่าต้องอาศัยการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบ "ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ" หรือ End-to-End (E2E) Supply Chain ที่เริ่มตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจนถึงการขนส่งถึงมือผู้ป่วย เพราะบริการทางสุขภาพและการแพทย์มีความละเอียดอ่อนซับซ้อน จึงต้องจัดการเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และยังทิ้งความยืดหยุ่นไปไม่ได้อีกด้วย
“บริษัทร่วมทุนจะเข้ามาช่วยยังไง? อย่างแรกเลยคือ DHL จะนำ knowhow solution ต่าง ๆ จากต่างประเทศเข้ามาเพื่อนำมาปรับใช้กับความต้องการของลูกค้าคนไทย และการจัดเก็บและขนส่งสินค้าในคลังที่เราจะใช้เทคโนโลยีจาก DHL ต่างประเทศ” อาทิตย์ยกตัวอย่าง
ความร่วมมือของ 2 บริษัท BJC จะเน้นให้ความร่วมมือด้านการเข้าถึงตลาด จากจุดแข็งที่เข้าถึงสถานพยาบาลทั่วประเทศอยู่แล้ว การมีใบอนุญาตดำเนินกิจการในตลาดด้านการแพทย์ในประเทศ ตลาดลูกค้าที่มีความสัมพันธ์แข็งแกร่ง
ด้าน DHL มีคลังสินค้าและระบบขนส่งระดับสากลและขั้นสูง มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล สามารถช่วย BJC พัฒนามาตรฐานและกลยุทธ์ มีแพลตฟอร์มดิจิทัลและ e-commerce เข้มแข็ง มีเครือข่ายกับผู้ให้บริการด้านบริการทางการแพทย์ทั่วโลก ซึ่งอาจนำผลิตภัณฑ์จากบริษัทเหล่านั้นเข้ามาในไทยได้อีก
“เราจะเอาจุดแข็งของทั้งสองบริษัทมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับตลาดเมืองไทยของ BJC และเทคโนโลยีจากต่างประเทศของ DHL ที่เมื่อนำมารวมกันแล้ว เราจะสามารถจัดทำระบบขนส่งสินค้าโลจิสติกส์ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย”
อาทิตย์อธิบายเพิ่มเติมถึงความร่วมมือกันของบุคลากรสองบริษัทที่ต่างมีความเชี่ยวชาญด้านของตน และยังอาจมีความร่วมมือกับ DHL ต่างประเทศอย่างสิงคโปร์และออสเตรเลีย
บริษัทร่วมทุนจะส่งมอบบริการโลจิสติกส์ด้านบริการการแพทย์ผ่าน 3 เสาหลักคือ:
อ้างอิงข้อมูลที่คุณธีรวรรณนำเสนอ ตลาดบริการทางการแพทย์มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในช่วงปี 2569-2573 เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ BJC ต้องการลงทุนในตลาดนี้เพื่อตามให้ทันโอกาสด้านธุรกิจ และสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริการทางการแพทย์มากขึ้น คุณธีรวรรณแบ่งความต้องการบริการการแพทย์ที่จะเติบโตใน 5 ปีข้างหน้านี้เป็น 5 ด้าน:
ความร่วมมือของทั้งสองบริษัทสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้นและรวมถึงบริบทโลกขณะเดียวกันความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นจะช่วยผลักดันยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub ) ระดับภูมิภาค