Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
BJCเร่งเกมนอกบ้าน ตั้งเป้ายอดต่างชาติ30%ปี73 ซื้อMMคืนชีพBig Cเวียดนาม
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

BJCเร่งเกมนอกบ้าน ตั้งเป้ายอดต่างชาติ30%ปี73 ซื้อMMคืนชีพBig Cเวียดนาม

1 มิ.ย. 69
16:05 น.
แชร์

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC วางทิศทางธุรกิจระยะต่อไปภายใต้เป้าหมายปี 2573 ที่ต้องการยกระดับองค์กรจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีก-สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย ไปสู่ธุรกิจระดับภูมิภาคที่มีฐานรายได้จากต่างประเทศ Own Brand และ Omni-channel เป็นเครื่องยนต์สำคัญ 

บริษัทตั้งเป้าให้ทั้ง 3 แกนดังกล่าวมีสัดส่วนประมาณ 30% ของยอดขายหรือ contribution ภายในปี 2573 สะท้อนการลดการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว และเพิ่มบทบาทของตลาดเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา ลาว ฮ่องกง รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรในกลุ่ม TCC และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์รายอื่น

ภายใต้แผนดังกล่าว BJC จะเดินหน้าขยายฐานธุรกิจต่างประเทศผ่าน MMVN ในเวียดนาม หลังปิดดีลมูลค่า 22,500 ล้านบาท พร้อมใช้เวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการเติบโตระยะยาว จากจำนวนประชากรราว 100 ล้านคน ชนชั้นกลางที่ขยายตัว กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และโอกาสจากกระบวนการ urbanization และ modernization 

ขณะเดียวกัน บริษัทจะเร่งพัฒนา Own Brand และ Private Label ซึ่งปัจจุบันบิ๊กซีมีมากกว่า 50,000 SKU ให้เป็นสินค้าที่สร้างความแตกต่าง เพิ่มอัตรากำไร และต่อยอดจากไทยและอาเซียนไปสู่ตลาดโลก

อีกแกนสำคัญคือการลงทุนในเทคโนโลยี โลจิสติกส์ และช่องทางขายใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของธุรกิจหลักและสร้างฐานเติบโตระยะยาว BJC เดินหน้าลงทุน Digital Transformation ของบิ๊กซีมูลค่าประมาณ 1,800 ล้านบาท ครอบคลุมระบบซัพพลายเชน Customer Touch Point และระบบข้อมูล พร้อมผลักดัน E-commerce, Donjai, Out-of-Store Sales, Big C AI Platform, Caisy AI และความร่วมมือ BJC DHL Logistics Solution เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และขยายโอกาสในธุรกิจ Healthcare Distribution และ Pharmaceutical Logistics 

ด้านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 BJC รายงานรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 38,191 ล้านบาท ลดลง 309 ล้านบาท หรือ 0.8% จากไตรมาส 1 ปี 2568 และลดลง 4.4% จากไตรมาส 4 ปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิที่รายงานอยู่ที่ 1,057 ล้านบาท ลดลงจาก 1,091 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน หรือ 3.1% และลดลงจาก 1,293 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า หรือ 18.2%

แม้รายได้รวมลดลงเล็กน้อย แต่สาระสำคัญของผลประกอบการไตรมาสนี้อยู่ที่ความสามารถในการประคองมาร์จิ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับขึ้นเป็น 20.8% จาก 20.4% ในไตรมาส 1 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 42 เบซิสพอยท์ สะท้อนผลจากการบริหารต้นทุน การจัดหาวัตถุดิบทางเลือก การปรับปรุงกระบวนการผลิต การกระจายแหล่งจัดซื้อ การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การใช้พลังงานหมุนเวียน และการนำระบบอัตโนมัติรวมถึง AI เข้ามาช่วยลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพในหลายซัพพลายเชน

คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงต้นปี 2569 สะท้อนทั้งแรงกดดันและโอกาส โดย Packaging Supply Chain เป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นจากธุรกิจแก้วและกระป๋อง ขณะที่ Healthcare & Technical Supply Chain เติบโตดีจากธุรกิจยาและมิกซ์สินค้าที่ดีขึ้น ส่วน Modern Retail Supply Chain ยังเป็นจุดที่ต้องบริหารใกล้ชิด

รายได้รวมลดเล็กน้อย แต่ BJC รักษากำไรผ่านการบริหารมาร์จิ้นและต้นทุน

ผลประกอบการรวมของ BJC ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขาย 38,191 ล้านบาท ลดลง 309 ล้านบาท หรือ 0.8% จากไตรมาส 1 ปี 2568 และลดลง 4.4% จากไตรมาส 4 ปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิที่รายงานอยู่ที่ 1,057 ล้านบาท ลดลงจาก 1,091 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2568 หรือ 3.1% และลดลงจาก 1,293 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2568 หรือ 18.2% โดยอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2.8% เท่ากับไตรมาส 1 ปีก่อน แต่ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้า

อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 20.8% เพิ่มขึ้นจาก 20.4% ในไตรมาส 1 ปี 2568 แต่ลดลงจาก 21.2% ในไตรมาสก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นจากปีก่อนสะท้อนว่าบริษัทสามารถบริหารมาร์จิ้นได้ดีขึ้น แม้ยอดขายรวมลดลง โดยแรงหนุนมาจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพกำไร หรือ Profit Improvement Initiatives ซึ่งในไตรมาสแรกสร้างผลประหยัดต้นทุนได้ 390 ล้านบาท

ในเชิงโครงสร้างยอดขาย Modern Retail Supply Chain ยังเป็นธุรกิจหลักของ BJC คิดเป็น 63% ของยอดขายรวม ตามด้วย Packaging Supply Chain 17%, Consumer Supply Chain 14% และ Healthcare & Technical Supply Chain 6% ขณะที่ในเชิงกำไรขั้นต้น Modern Retail มีสัดส่วน 57%, Packaging 18%, Consumer 14% และ Healthcare & Technical 11% โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ BJC มีพอร์ตธุรกิจหลากหลาย แต่ผลประกอบการรวมยังเชื่อมโยงกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

หากพิจารณา EBIT ตามซัพพลายเชน ภาพรวม EBIT รวมอยู่ที่ 3,067 ล้านบาท ลดลง 116 ล้านบาท หรือ 3.6% จากปีก่อน โดย Packaging Supply Chain มี EBIT 953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57 ล้านบาท หรือ 6.4% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น Consumer Supply Chain มี EBIT 487 ล้านบาท ลดลง 8 ล้านบาท หรือ 1.6% จากยอดขายที่ลดลง Healthcare & Technical Supply Chain มี EBIT 411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94 ล้านบาท หรือ 29.7% จากมิกซ์สินค้าที่ดีขึ้นและผลจากการขายธุรกิจ TSS ส่วน Modern Retail Supply Chain มี adjusted EBIT 1,216 ล้านบาท ลดลง 266 ล้านบาท หรือ 17.9% จากยอดขายที่ลดลง

คุณฐาปณีระบุว่า ในไตรมาสแรกยอดขายรวมอยู่ที่ราว 38,000 ล้านบาท โดยกลุ่มแพ็กเกจจิ้งฟื้นตัวและเติบโตค่อนข้างมาก ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์และเทคนิคอลซัพพลายเชนเติบโตได้ดีระดับหนึ่งในด้านยอดขาย โดยเฉพาะธุรกิจยา ส่วนเครื่องมือแพทย์ยังมีความท้าทาย ขณะที่จุดลำบากหลักของไตรมาสอยู่ที่ธุรกิจโมเดิร์นรีเทล

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยประคองผลประกอบการคือ Process Profit Improvement ซึ่ง BJC ทำต่อเนื่องทุกปี โดยคุณฐาปณีระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ บริษัทเคยทำผลลัพธ์ได้ราว 230 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และทั้งปีทำได้ 250 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 576 ล้านบาทในปีถัดมา และปิดปีล่าสุดได้ 1,190 ล้านบาท สำหรับปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำได้สูงขึ้นอีก เพราะแม้ในช่วงแรกอาจกังวลว่าไอเดียเพิ่มประสิทธิภาพจะหมดลง แต่ในทางปฏิบัติยังสามารถต่อยอดได้ต่อเนื่องผ่านนวัตกรรม AI ระบบอัตโนมัติ และการปรับกระบวนการทำงาน

มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในไตรมาสนี้ครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ การทำ process optimization การปรับสูตรการผลิตให้ยืดหยุ่นในช่วงที่วัตถุดิบบางชนิดมีราคาแพง การจัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่งและหลายพื้นที่เพื่อให้ได้ต้นทุนที่เหมาะสมและคุณภาพที่ดี การกระจายความเสี่ยงด้าน raw material supplier การใช้ automation เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลด waste ลดของเสียจากกระบวนการผลิต และลดการใช้ทรัพยากร เช่น น้ำและพลังงาน

ในธุรกิจโรงแก้ว บริษัทใช้ AI temperature control เพื่อควบคุมอุณหภูมิและบริหารการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการผลิตแก้ว ขณะที่ด้านพลังงานสะอาด บริษัทติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้วมากกว่า 500 ไซต์ หรือประมาณ 511 ไซต์ มีกำลังการผลิตรวมราว 132 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งสาขาบิ๊กซีขนาดใหญ่ สาขาขนาดเล็ก และโรงงานของกลุ่ม ส่งผลให้บริษัทลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ในด้านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ BJC ประเมินว่าผลกระทบปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และยังไม่มีปัญหา supply disruption ขนาดใหญ่ ความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ บริษัทจึงใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบหลายด้าน เช่น การส่งผ่านต้นทุนตามสัญญา การล็อกราคาล่วงหน้าก่อนสงคราม การเจรจากับซัพพลายเออร์ การหาวัตถุดิบทดแทน การกระจายแหล่งจัดซื้อ การออกแบบและปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ การรวมเที่ยวขนส่ง การปรับศูนย์กระจายสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางและการบรรทุก รวมถึงการบริหาร safety stock สำหรับสินค้าสำคัญ

Packaging Supply Chain โต 14.5% จากแก้วและกระป๋อง แต่ต้องบริหารมาร์จิ้นหลังรวมธุรกิจต่างประเทศ

Packaging Supply Chain เป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเด่นที่สุดในไตรมาสนี้ โดยมียอดขาย 6,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 828 ล้านบาท หรือ 14.5% จากปีก่อน แต่ลดลงเล็กน้อย 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้า โครงสร้างยอดขายแบ่งเป็นธุรกิจแก้ว 48% และธุรกิจกระป๋อง 52%

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วมียอดขาย 3,138 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากปีก่อน แรงหนุนสำคัญมาจากการรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในมาเลเซียและเวียดนาม การเสริมความแข็งแกร่งด้านตำแหน่งทางการตลาด การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการรวมฐานการผลิตต่างประเทศที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

คุณฐาปณีระบุว่า ธุรกิจแก้วของ BJC ภายใต้ OI BJC มีความร่วมมือกับ O-I มาตั้งแต่ปี 2553 โดยธุรกิจแก้วในประเทศไทยถือว่าใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีกำลังการผลิต 920,000 ตันต่อปี จากโรงงานในไทยที่มีเตาแก้ว 9 เตา และใช้เทคโนโลยีของ Owens-Illinois ซึ่งเป็นผู้เล่นระดับโลกด้านการผลิตแก้ว ขณะที่โรงงานแก้วในมาเลเซียและเวียดนามมีกำลังการผลิตแห่งละประมาณ 80,000 ตัน รวมอีก 160,000 ตันที่เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ

ก่อนหน้านี้ BJC ถือหุ้นร่วมกับ O-I ในลักษณะกิจการร่วมทุน โดยในมาเลเซียถือกันฝ่ายละ 50% ส่วนเวียดนามมี SABECO ถือหุ้นร่วมด้วย ต่อมา O-I ต้องการออกจากบางพื้นที่ในภูมิภาค หลังเริ่มขายธุรกิจในจีนและอินโดนีเซีย BJC จึงซื้อคืนสัดส่วนที่เหลือกลับมา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นตลาดที่ BJC มีฐานธุรกิจและมีความเกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนของกลุ่มอยู่แล้ว

การซื้อคืนสัดส่วนดังกล่าวทำให้ BJC สามารถปรับปรุงซัพพลายเชน การจัดซื้อ และแผนการผลิตได้มากขึ้น โดยปีนี้บริษัทมีแผนนำขวดแก้วจากเวียดนามและมาเลเซียเข้ามาขายในประเทศไทยประมาณ 10,000 ตัน แม้ราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งยังสูง แต่ยังถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต ขณะที่ความต้องการขวดแก้วในประเทศไทยยังสูง และมีเตาแก้วบางส่วนในตลาดปิดตัวลง ทำให้ภาวะตลาดในประเทศอยู่ในลักษณะที่ดีมานด์มากกว่าซัพพลายเล็กน้อย

ในไตรมาส 1 ปี 2569 ธุรกิจแก้วมีผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการ เช่น ThaiBev – Chang Champagne, ThaiBev – Siam Sapphire, CBG, CCM, Rayong Fish Sauce และ B.T.I Packaging ขณะเดียวกันมีลูกค้าใหม่ ได้แก่ Halong, Masan, Max One999, TPC Fresh & Food และ Peace Canning สะท้อนการขยายฐานลูกค้าและพอร์ตสินค้าในหลายกลุ่ม

ธุรกิจกระป๋องมียอดขาย 3,389 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5% จากปีก่อน จากยอดขายในไทยและเวียดนามที่เพิ่มขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวแข็งแกร่งของกลุ่มกาแฟ การเติบโตของยอดขายส่งออก การขยายตัวของกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม และกลุ่มน้ำอัดลมแต่งกลิ่น รวมถึงประโยชน์จากสภาพอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อน

ในเชิงปฏิบัติการ ธุรกิจกระป๋องเดินหน้าทั้งการเข้าสู่ตลาดใหม่ การขยายพอร์ตสินค้า การเพิ่ม penetration ของกระป๋อง การเพิ่มลูกค้าใหม่ และนวัตกรรมสินค้า โดยตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในเอกสารนำเสนอครอบคลุมหลายกลุ่ม ทั้งเครื่องดื่มพลังงาน เครื่องดื่มผลไม้ เครื่องดื่มกระป๋อง และบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่

แม้ยอดขายเติบโตสูง แต่อัตรากำไรขั้นต้นของ Packaging Supply Chain ลดลงจาก 22.6% ในไตรมาส 1 ปี 2568 เป็น 21.6% ในไตรมาส 1 ปี 2569 หรือลดลง 96 เบซิสพอยท์ ขณะที่ EBIT อยู่ที่ 952 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน แต่ลดลง 26.7% จากไตรมาสก่อนหน้า และ EBIT margin ลดลงจาก 15.7% เหลือ 14.6% หรือลดลง 112 เบซิสพอยท์จากปีก่อน

เหตุผลหลักที่มาร์จิ้นลดลงมาจากการเปลี่ยนแปลงมิกซ์ธุรกิจหลังรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วต่างประเทศ ซึ่งยังมีโครงสร้างมาร์จิ้นต่ำกว่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย ดังนั้นภาพของกลุ่ม Packaging ในไตรมาสนี้จึงเป็นการเติบโตเชิงยอดขายที่แข็งแรงจากแก้วและกระป๋อง แต่ยังต้องบริหารผลกระทบด้านมิกซ์และมาร์จิ้นหลังการขยายฐานธุรกิจต่างประเทศ

Consumer Supply Chain รายได้ลดจากนอนฟู้ดและต่างประเทศ แต่ Foods ยังโตและมาร์จิ้นดีขึ้น

Consumer Supply Chain มียอดขายรวม 5,486 ล้านบาท ลดลงราว 180-189 ล้านบาท หรือ 3.2% จากปีก่อน และลดลง 3.8% จากไตรมาสก่อนหน้า โครงสร้างรายได้ประกอบด้วยกลุ่ม Non-Foods 46%, Foods 28%, International 24% และ Logistics 2%

กลุ่ม Foods มียอดขาย 1,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตต่อเนื่องของหมวดขนมขบเคี้ยว และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดไตรมาส เอกสารระบุว่าสินค้า NPD ล่าสุดได้รับการตอบรับเชิงบวกจากลูกค้าและสร้างผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ โดยยังมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มเติมตลอดปี

กลุ่ม Non-Foods มียอดขาย 2,514 ล้านบาท ลดลง 3.0% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายในกลุ่ม personal care ที่อ่อนตัว รวมถึงผลการดำเนินงานที่อ่อนลงในบางตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ดี บริษัทยังเดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่ต่อเนื่อง เช่น กลุ่ม Parrot Liquid Soap, Berry Splash, dmp, Celox, Promise และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายหรือสุขอนามัยอื่น ๆ โดยสินค้า NPD ช่วยยกระดับยอดขายในหมวดสินค้าได้

ธุรกิจ International มียอดขาย 1,311 ล้านบาท ลดลง 7.9% จากปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและฐานสูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจ Logistics อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการปรับโครงสร้าง เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานระยะยาว

แม้ยอดขายกลุ่ม Consumer ลดลง แต่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 19.5% ในไตรมาส 1 ปี 2568 เป็น 20.4% ในไตรมาส 1 ปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 93 เบซิสพอยท์ ขณะที่ EBIT อยู่ที่ 487 ล้านบาท ลดลง 1.6% จากปีก่อน และลดลง 7.2% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่อัตรา EBIT margin เพิ่มขึ้นจาก 8.7% เป็น 8.9% หรือเพิ่มขึ้น 14 เบซิสพอยท์จากปีก่อน

ปัจจัยที่ช่วยหนุนมาร์จิ้นมาจากการปรับมิกซ์สินค้า การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่ม Consumer สามารถรักษาคุณภาพกำไรได้ แม้ยอดขายรวมถูกกดดันจากนอนฟู้ด ต่างประเทศ และการปรับโครงสร้างโลจิสติกส์ในช่วงต้น

ในมุมระยะยาว คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า BJC Big C มองธุรกิจของกลุ่มในฐานะการส่งมอบ “คอนเทนต์” ผ่านสินค้าและบริการ เพื่อทำให้บริษัทเป็นพาร์ทเนอร์ของ everyday life หรือชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

โดยคอนเทนต์ในมุมของบริษัทไม่ได้จำกัดเฉพาะสินค้า แต่รวมถึงบริการ ประสบการณ์ และมิติทางอารมณ์ เช่น ความบันเทิงจากช่องวัน ซึ่งเป็นคอนเทนต์ประเภทหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกดี และสามารถเชื่อมโยงกลับมาสู่แนวคิด well-being ของลูกค้าได้

คุณอัศวินอธิบายว่า ธีมหลักในอนาคตของ BJC Big C คือ longevity หรือการมีอายุยืนยาวและมีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นหลักคิดในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ โภชนาการ และการกินดีอยู่ดี เช่น โปรตีน แคลเซียม และ plant-based protein เนื่องจากโปรตีนและแคลเซียมมีความสำคัญต่อการเติบโตของเด็ก การป้องกันภาวะกระดูกพรุน และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

แนวโน้มดังกล่าวทำให้บรรจุภัณฑ์อาหารและขนมในอนาคตอาจไม่ได้สื่อสารเพียงราคาและขนาดสินค้า เช่น 5 บาท 20 บาท หรือ 30 บาท แต่จะเริ่มสื่อสารตามปริมาณสารอาหารที่เหมาะสมต่อมื้อ เช่น โปรตีน 19 กรัม หรือ 20 กรัม โดย BJC Big C มีโอกาสต่อยอดองค์ความรู้ด้านสินค้า เครือข่ายค้าปลีก และความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์วิจัย เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์สุขภาพและเมกะเทรนด์ระดับโลก

คุณอัศวินยังกล่าวถึงโอกาสในตลาด plant-based protein โดยระบุว่าในเวียดนามมีความแข็งแกร่งด้านถั่วและโปรตีนจากพืชอยู่แล้ว ขณะที่ BJC Big C มีความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ เช่น ISF ซึ่งมีห้องแล็บและงานวิจัยด้านโปรตีน ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าใหม่ที่ผสมผสานโปรตีนจากหลายแหล่ง ทั้งโปรตีนพืชและโปรตีนจากนม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

Healthcare & Technical Supply Chain โตจาก Pharma และ Specialty พร้อมต่อยอด DHL Logistics Solution

Healthcare & Technical Supply Chain มียอดขายรวม 2,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126 ล้านบาท หรือ 6.0% จากปีก่อน แต่ลดลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โครงสร้างรายได้แบ่งเป็น Pharmaceutical 47%, Technical 39% และ Medical 14%

แรงหนุนหลักมาจากทั้งธุรกิจ Healthcare และ Technical โดยเฉพาะโมเมนตัมแข็งแกร่งในกลุ่ม pharmaceutical และ specialty divisions แม้ต้องเปรียบเทียบกับฐานรายได้สูงในปีก่อนจากธุรกิจ Thai Scandic Steel หรือ TSS ขณะที่คุณฐาปณีระบุว่า ธุรกิจยาเติบโตได้ดี แต่เครื่องมือแพทย์ยังค่อนข้างลำบากเล็กน้อยในบางส่วน

จุดเด่นของกลุ่มนี้อยู่ที่การขยายตัวของมาร์จิ้นอย่างชัดเจน อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 35.0% ในไตรมาส 1 ปี 2568 เป็น 36.8% ในไตรมาส 1 ปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 178 เบซิสพอยท์ ขณะที่ EBIT เพิ่มขึ้นจาก 156 ล้านบาทเป็น 411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 162.8% จากปีก่อน แม้ลดลง 17.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และ EBIT margin เพิ่มขึ้นจาก 7.4% เป็น 18.3% หรือเพิ่มขึ้น 1,090 เบซิสพอยท์จากปีก่อน

ปัจจัยสนับสนุนมาจากมิกซ์สินค้าที่ดีขึ้น การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และผลจากการขายธุรกิจ TSS ซึ่งทำให้โครงสร้างผลประกอบการของกลุ่ม Healthcare & Technical มีคุณภาพกำไรสูงขึ้น ในเชิงผลิตภัณฑ์ กลุ่ม Healthcare มีการเปิดตัว NPD ในกลุ่ม Dermal Filler และ Biostimulator ภายใต้แบรนด์ Facetem ซึ่งเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของไตรมาสแรก สะท้อนการขยายพอร์ตสินค้าไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง

อีกประเด็นสำคัญคือความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ DHL ผ่าน BJC DHL Logistics Solution โดยบริษัทระบุว่า BDL สามารถบูรณาการการดำเนินงานโลจิสติกส์ทั้งหมดจาก BJC Big C และ DHL ได้สำเร็จตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 โดยไม่มี disruption เป้าหมายหลักคือการสร้างขีดความสามารถด้านปฏิบัติการระดับโลก เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ healthcare และ consumer supply chain พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายเพื่อลดต้นทุน

คุณฐาปณีระบุว่า ความร่วมมือนี้ต่อยอดจากความสัมพันธ์ระหว่าง BJC กับ DHL ที่มีมานาน 24 ปี โดย BJC มีความเชี่ยวชาญในฐานะ local distributor ในธุรกิจเฮลท์แคร์มากว่า 60 ปี ขณะที่ DHL มีเครือข่ายและความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ระดับโลก โดยเฉพาะ healthcare logistics และ 4PL หรือ fourth-party logistics เป้าหมายของความร่วมมือไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนขนส่ง แต่คือการสร้างฐาน healthcare distribution สำหรับการเติบโตในอนาคต

BJC DHL มี commitment ด้าน cost saving 360 ล้านบาทใน 3 ปี จากการรวมระบบลอจิสติกส์เดิมของ BJC และ Big C เข้าด้วยกัน ภายใต้การบริหารของ BJC DHL โดยบริษัทเริ่มได้ลูกค้าใหม่แล้ว ทั้งกลุ่ม HMCG และ healthcare โดยมีลูกค้า 4PL ในกลุ่ม consumer 2 รายที่จะเริ่ม onboarding ในเดือนมิถุนายน 2569 และลูกค้า 4PL กับ full agency customer ในกลุ่ม healthcare อีก 3 รายที่จะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมหรือตุลาคม 2569 เป็นต้นไปตามแผนงาน

แผนงานภายใต้ความร่วมมือนี้แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่

  • การผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย โดยจัดตั้งองค์กรที่เหมาะกับความต้องการของธุรกิจ 4PL healthcare และเร่งนำบัญชีลูกค้า DHL Global/Region Healthcare มาต่อยอดในตลาดไทย
  • การยกระดับ facility และ operational excellence โดยมีแผนขยายศูนย์ healthcare ที่บางนาจาก 8,000 ตารางเมตรเป็น 20,000 ตารางเมตรในไตรมาส 4 ปี 2569 จัดทำมาตรฐานกระบวนการปฏิบัติงานและระบบควบคุมคุณภาพภายในไตรมาส 3–4 ปี 2569 และพัฒนา facility กับ infrastructure ให้พร้อมสำหรับอนาคตภายในปี 2571
  • การขยายธุรกิจใหม่ผ่านลูกค้า 4PL และ full agency ทั้งในกลุ่ม consumer และ healthcare

คุณอัศวินกล่าวถึงโอกาสในธุรกิจยาและนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก โดยยกตัวอย่างกลุ่มยา GLP-1 ซึ่งเริ่มต้นจากการรักษาโรคด้านต่อมไร้ท่อและถูกใช้ในด้านการควบคุมความอยากอาหารและการลดน้ำหนัก เช่น ยาของ Novo Nordisk และ Wegovy โดยมองว่านวัตกรรมยาใหม่เหล่านี้สามารถเข้ามาเชื่อมกับ BJC Big C ผ่านโครงสร้างความร่วมมือกับ DHL ได้ เนื่องจาก DHL เป็นผู้ให้บริการกระจายสินค้าสำหรับบริษัทยารายใหญ่ทั่วโลก ทั้งวัคซีน ยา และเครื่องมือแพทย์

เหตุผลสำคัญที่ BJC จับมือกับ DHL จึงไม่ใช่เพียงการใช้บริการโลจิสติกส์ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ BJC Big C เชื่อมต่อกับ pharmaceutical model และพาร์ทเนอร์ของ DHL ที่ใช้เทคโนโลยีโลจิสติกส์ระดับโลกอยู่แล้ว การผสานความเชี่ยวชาญด้าน distributorship กับซัพพลายเชนจะทำให้กลุ่มมีสินค้าและบริการใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฝั่ง healthcare, consumer product และ private label

Modern Retail Supply Chain ยอดขายลดจาก SSSG ติดลบ แต่เร่งปรับสาขา ดัน Private Label และ Out-of-Store Sales

Modern Retail Supply Chain หรือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ มียอดขาย 24,436 ล้านบาท ลดลง 1,047 ล้านบาท หรือ 4.1% จากปีก่อน และลดลง 5.8% จากไตรมาสก่อนหน้า โดย Same-Store Sales Growth หรือ SSSG อยู่ที่ -3.3% ในไตรมาส 1 ปี 2569 เท่ากับไตรมาส 4 ปี 2568 และลดลงจาก +2.1% ในไตรมาส 1 ปี 2568

สาเหตุหลักของยอดขายที่ลดลงมาจากยอดขายนอนฟู้ดที่ยังอ่อนตัวต่อเนื่อง และผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนต่อบางสาขา อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มค้าปลีกอยู่ที่ 18.3% เพิ่มขึ้น 12 เบซิสพอยท์จากปีก่อน จากการเปลี่ยนแปลงมิกซ์สินค้า แต่ลดลงจาก 18.6% ในไตรมาสก่อนหน้า

Adjusted EBIT อยู่ที่ 1,216 ล้านบาท ลดลงจาก 1,482 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2568 หรือ 17.9% และลดลงจาก 1,247 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า หรือ 2.5% โดย adjusted EBIT margin ลดลงจาก 5.8% ในไตรมาส 1 ปีก่อน เหลือ 5.0% ในไตรมาส 1 ปี 2569 สาเหตุหลักมาจากยอดขายที่ลดลง

ในด้านการขยายและปรับปรุงสาขา Big C มีการเปิด Small Format 25 สาขา และเครือข่าย Donjai partnership ขยายเป็นมากกว่า 30,000 ร้าน ขณะเดียวกันแผน renovation ดำเนินไปตามกำหนด โดยไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับปรุง Big Format เสร็จ 5 สาขา ได้แก่ Hypermarket หาดใหญ่ 1 และ Big C Market 4 สาขา ได้แก่ น้ำโสม ระโนด ภูเวียง และชุมพวง

คุณฐาปณีระบุว่า ปัจจุบันร้านโดนใจมีจำนวนเกือบ 33,000 สาขา ขณะที่มินิบิ๊กซีมีประมาณ 1,512 สาขา และในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดมินิบิ๊กซีเพิ่มอีก 200 สาขา พร้อมรีโนเวทสาขาขนาดเล็กประมาณ 300 สาขา ทั้งในรูปแบบ full renovate และ refresh นอกจากนี้ ยังมีแผนรีโนเวทสาขาใหญ่ 18 สาขา และเปิดสาขาใหญ่ใหม่ 2 สาขา

มินิบิ๊กซีรูปแบบใหม่ถูกพัฒนาในคอนเซปต์ “super convenience” จากเดิมที่พื้นที่ร้านขนาด 150-200 ตารางเมตรมีข้อจำกัดด้านความหลากหลายของสินค้า บริษัทจึงปรับจำนวนสินค้าในร้านจากประมาณ 6,000 SKU เป็น 8,060 SKU และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 10,000 SKU เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แม้อีคอมเมิร์ซเติบโต แต่ผู้บริโภคยังต้องการร้านใกล้บ้านที่สะดวกและมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย

ภายในร้านรูปแบบใหม่มีการเพิ่มสินค้าและบริการของกลุ่ม เช่น Coco Dutch ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นโกโก้คุณภาพดี 100% และนำมาต่อยอดเป็นซอฟต์เสิร์ฟที่ได้รับการตอบรับดี ก่อนพัฒนาเป็นคาเฟ่ รวมถึงโซน Pure สำหรับสินค้าสุขภาพที่ไม่ต้องมีเภสัชประจำร้าน โดยเน้นสินค้าแบบซองเล็กที่ได้รับความนิยม และโซน Food Story ที่เน้นขนม เครื่องเขียน art toy confectionery และ snack

โมเดลมินิบิ๊กซีใหม่ช่วยเพิ่ม traffic ประมาณกว่า 20% และเพิ่มยอดขายประมาณ 40-50% เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม แม้การลงทุนต่อสาขาจะเพิ่มจากประมาณ 6.5 ล้านบาท เป็นประมาณ 8.5 ล้านบาท เนื่องจากร้านมีขนาดการลงทุนสูงขึ้นและมี SKU มากขึ้น แต่บริษัทมองว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของร้านขนาดเล็กในระยะยาว

สำหรับร้านรูปแบบ Foodplace และ Marche บริษัทเน้นของสดและตลาดเมือง โดย Foodplace เจาะพื้นที่ urban ส่วน Marche เช่น สาขา One Bangkok และหัวหิน เน้นโซน delicatessen ขนาดใหญ่ มีอาหารสด อาหารนำเข้า และพื้นที่รับประทานอาหารในร้าน ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุดิบสด เช่น ปลา แล้วให้ร้านปรุงเพื่อรับประทานในพื้นที่ได้ โดยสาขาหัวหินได้รับการระบุว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

ด้าน Town Center มี occupancy rate 92.3% ในไตรมาส 1 ปี 2569 และสาขา Big Format ที่เพิ่งปรับปรุงใหม่มี occupancy rate มากกว่า 94% โดยพื้นที่ retail and rental รวมอยู่ที่ 2.3 ล้านตารางเมตร แบ่งเป็น retail area 1.3 ล้านตารางเมตร หรือ 57% และ rental area 1.0 ล้านตารางเมตร หรือ 43%

รายได้ค่าเช่าและบริการอยู่ที่ 2,239 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลง 1.3% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุของการลดลงจากปีก่อนมาจากรายได้ค่าเช่าที่ลดลงหลังปิด Hypermarket 3 สาขาตั้งแต่ปีก่อน และการปรับปรุงพื้นที่ในระหว่างไตรมาส อย่างไรก็ตาม หากเทียบแบบ Like-for-Like รายได้ค่าเช่าและบริการเพิ่มขึ้น 1.9% ขณะที่รายได้อื่นอยู่ที่ 831 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากปีก่อน แต่ลดลง 6.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจากผลของอัตราแลกเปลี่ยน

ในด้านมิกซ์สินค้า ยอดขาย Dry Food มีสัดส่วน 68.6% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลงจาก 69.2% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจาก 67.5% ในไตรมาส 1 ปี 2568 ขณะที่ Fresh Food มีสัดส่วน 19.3% เพิ่มขึ้นจาก 18.0% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 18.5% ในไตรมาส 1 ปีก่อน ส่วน Non-Food ลดลงเหลือ 12.2% จาก 12.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 14.0% ในไตรมาส 1 ปีก่อน โดย Fresh Food participation เพิ่มขึ้น 80 เบซิสพอยท์จากปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากยอดขาย Non-Food ที่ลดลง

Private Label เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของ Big C โดยสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 17.4% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำระดับสูงสุดสำหรับไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจาก 15.8% ในไตรมาส 1 ปี 2568 และ 16.9% ในไตรมาสก่อนหน้า ยอดขาย Private Label เติบโต 5.2% จากปีก่อน และ contribution เพิ่มขึ้น 161 เบซิสพอยท์ โดยได้รับแรงหนุนจาก Dry Food และ Fresh Food รวมถึงการเปิดตัว NPD ในหลายหมวดสินค้า ซึ่งช่วยยกระดับ GP%

คุณฐาปณีระบุว่า Private Label เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการให้ลูกค้าได้ซื้อสินค้าที่คุ้มค่า ขณะเดียวกันบริษัทได้รับกำไรที่ดีกว่าและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยสินค้าในกลุ่มนี้ครอบคลุมทั้งแบรนด์ของบิ๊กซี สินค้าที่นำเข้า และสินค้าที่มีความพิเศษเฉพาะกับ Big C รวมถึงกลุ่มสินค้าครัวเรือน เช่น กระทะ และสินค้าหลากหลายหมวดที่ช่วยเพิ่ม GP uplift และ exclusivity

ช่องทาง Out-of-Store Sales หรือ OSX ยังเป็นแหล่งเติบโตใหม่ สัดส่วนยอดขาย OSX อยู่ที่ 14.2% ในไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 13.1% ในไตรมาส 1 ปี 2568 แต่ลดลงจาก 16.0% ในไตรมาสก่อนหน้า โดย OSX ครอบคลุม B2B, E-commerce, Donjai และแพลตฟอร์มอื่นในระบบ ยอดขาย OSX รวมเพิ่มขึ้น 4.1% จากปีก่อน แรงหนุนหลักมาจาก E-commerce ที่เติบโต 31.3% และ Donjai ที่เติบโต 70.2%

บริษัทได้ re-launch แอป Donjai ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อรองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งลูกค้าทั่วไป เจ้าของร้าน Donjai และธุรกิจ HoReCa โดยคุณฐาปณีระบุว่าแอปใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อเจ้าของร้านหรือ business owner ของร้านโดนใจ ซึ่งบริษัทมีสมาชิกอยู่ประมาณปลาย 32,000 รายถึงเกือบ 33,000 ราย

ฐานสมาชิก Big Point เพิ่มขึ้นเป็น 22.3 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 21.2 ล้านรายในไตรมาส 1 ปี 2568 และ 22.1 ล้านรายในไตรมาสก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นราว 1.1–1.2 ล้านรายจากปีก่อน ขณะที่ carded sales มีสัดส่วน 61% ในไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนความสำคัญของฐานสมาชิกต่อยอดขายและการทำ customer engagement ของ Big C

ด้านโลจิสติกส์ Big C Logistic และศูนย์กระจายสินค้าบางปะอินอยู่ในสถานะพร้อมเก็บเกี่ยวประสิทธิภาพ โดยบริษัทคาดว่าจะประหยัดต้นทุนได้ 150 ล้านบาทในปี 2569 ผ่านการเพิ่ม EV fleet จาก 13 คันเป็น 27 คันในเดือนกรกฎาคม 2569 การนำรถพ่วงขนาดใหญ่ใหม่ 280 คันมาใช้งาน ซึ่งมีความจุมากขึ้น 8% การปรับปรุง truck utilization เส้นทาง และรูปแบบการส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขาเพื่อลดจำนวนเที่ยวและระยะทางวิ่ง รวมถึงการปรับกระบวนการ ทรัพยากร และพลังงานในคลังสินค้าและการขนส่ง

ในไตรมาส 1 ปี 2569 ศูนย์กระจายสินค้าบางปะอินได้ migrate งาน X-Docking และเปิด Marketplace Fulfilment Center โดยมีการ go-live ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 และ 23 มีนาคม 2569 รวมถึงมีพื้นที่ใช้งานเพิ่มเติม 28,000 ตารางเมตร คุณฐาปณียังระบุว่า การพัฒนา fulfillment center มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของ E-commerce และ Donjai โดยบริษัทใช้สาขาบิ๊กซีขนาดใหญ่เป็น hub กระจายสินค้า ปีที่แล้วปิดปีด้วยจำนวน hub 75 แห่ง และปัจจุบันเพิ่มเป็นกว่า 90 แห่ง เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอ โดยเฉพาะสินค้าขายดีประมาณ 1,000 SKU ที่เจ้าของร้านโชห่วยต้องมีและสั่งซื้อบ่อย

Big C ยังวาง Big C AI Platform & Roadmap เป็นส่วนหนึ่งของ retail transformation โดยใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยอดขาย ครอบคลุม store replenishment, store operations, retail logistics, order fulfilment และ AI Agent for Data Analytics ภายใต้เป้าหมายทั้ง operation efficiency improvement และ sale improvement

คุณฐาปณีกล่าวถึง Caisy ซึ่งเป็นโมเดล AI ภายในองค์กรของ Big C ที่พัฒนาขึ้นเป็นเวอร์ชันที่ 2 ทำหน้าที่คล้ายระบบถาม–ตอบข้อมูลธุรกิจในจักรวาลข้อมูลของ Big C ผู้ใช้งานสามารถสอบถามข้อมูลยอดขายหรือข้อมูลสินค้าเพื่อวิเคราะห์ธุรกิจได้ โดยบริษัทเริ่มนำเสนอให้ซัพพลายเออร์ใช้งาน และมีซัพพลายเออร์ซื้อไปแล้ว 3 รายหลังเพิ่งเปิดตัวในเดือนนี้ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบให้คำนึงถึง PDPA และช่วยให้ซัพพลายเออร์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาสินค้าและยอดขายต่อไป

MMVN เสริมฐานเวียดนาม ดันเป้าหมายต่างประเทศ–Own Brand–Omni-channel แตะ 30% ภายในปี 2030

อีกความเคลื่อนไหวสำคัญของ BJC คือความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการ MMVN หรือ MM Mega Market Vietnam มูลค่า 22,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ขยายการเติบโตนอกประเทศไทย

สำหรับ MMVN เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของ METRO Cash & Carry จากประเทศเยอรมนี ก่อนที่กลุ่ม TCC ของไทยจะเข้าซื้อกิจการทั้งหมดในปี 2559 และเปลี่ยนชื่อเป็น MM Mega Market

ต่อมาในปี 2568 BJC ได้ปิดดีลเข้าซื้อกิจการ MMVN ด้วยมูลค่ากว่า 2.25 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายต่อยอดเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในเวียดนาม พร้อมผลักดันการสร้างระบบนิเวศธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง หรือ Retail Ecosystem ในระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งมากขึ้น

คุณฐาปณีระบุว่า การปิดดีล MMVN ชะลอออกไปเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทมีแผนขายที่ดินซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนเมษายน หลังการประชุมผู้ถือหุ้น ก่อนที่ดีลจะ closing เรียบร้อยและเริ่มกระทบงบกำไรขาดทุนของ BJC ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมเป็นต้นไป

ผลการดำเนินงานของ MMVN ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยมียอดขาย 4.506 ล้านล้านดองเวียดนาม เพิ่มขึ้น 20.5% จากปีก่อน ได้แรงหนุนจาก SSSG ที่แข็งแกร่ง 17.8% อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 15.3% และ EBIT อยู่ที่ 2.49 แสนล้านดอง เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน หากประเมินทั้งปี ธุรกิจนี้คาดว่าจะสร้างยอดขายราว 20,000 ล้านบาท และกำไรประมาณ 500 ล้านบาท

คุณฐาปณีมองว่า MM เวียดนามมีศักยภาพในการปลดล็อกการเติบโตระยะยาว เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแทบไม่ได้เปิดสาขาขนาดใหญ่ใหม่ ยกเว้นสาขารูปแบบทดลองที่ดานังในเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงโมเดล B2C มากขึ้น

เวียดนามเป็นตลาดที่ BJC มองว่ามีศักยภาพสูง จากจำนวนประชากรราว 100 ล้านคน ชนชั้นกลางเติบโตเร็ว กำลังซื้อเพิ่มขึ้น และประเทศกำลังเข้าสู่กระบวนการ urbanization และ modernization อย่างรวดเร็ว รวมถึงการรวบรวมเขตต่าง ๆ เข้ามาเป็นเขตเศรษฐกิจที่ทำให้การพัฒนาเติบโตเร็วขึ้น 

MMVN มีจุดแข็งด้าน fresh food และ direct sourcing ผ่านความร่วมมือกับเกษตรกรและชาวประมงประมาณ 260 รายที่ทำงานร่วมกันมากว่า 18 ปี บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น ปลาที่จำหน่ายในร้านสามารถดูได้ว่าจับขึ้นจากแม่น้ำวันใด ทำให้สินค้ามีความสดและสามารถควบคุมคุณภาพได้ดี โดย supply chain ของสินค้า fresh เชื่อมโยงกับผู้ผลิตในพื้นที่ เช่น ดาลัดและเกิ่นเทอ

ความร่วมมือระยะยาวกับเกษตรกรและชาวประมงทำให้ MMVN พัฒนาคุณภาพสินค้าได้ต่อเนื่อง มีความมั่นคงด้าน supply และสามารถวางแผนซัพพลายเชนร่วมกับลูกค้ารายใหญ่ได้ดี เนื่องจาก MMVN เป็นผู้ค้าส่งรายสำคัญในเวียดนาม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องการสินค้าสด คุณภาพแม่นยำ และมี traceability 

ความสำเร็จของ MMVN ยังเชื่อมโยงกับแผนการกลับมาใช้ชื่อ Big C ในเวียดนาม โดยคุณฐาปณีอธิบายว่า หลังกลุ่มทุนจากประเทศฝรั่งเศสขายธุรกิจ Big C เวียดนามให้กลุ่มเซ็นทรัลในอดีต มีเงื่อนไขเรื่องการใช้ชื่อ Big C เป็นระยะเวลา 10 ปี และ BJC จะสามารถกลับมาใช้ชื่อ Big C ในเวียดนามได้ในปี 2570 หรือช่วงปลายปีหน้า โดยบริษัทเตรียมความพร้อมไว้แล้วจากสาขารูปแบบใหม่ที่มีสีและองค์ประกอบพร้อมปรับเป็น Big C ในอนาคต

ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า BJC วางภารกิจสำคัญภายใต้เป้าหมายปี 2573 โดยต้องการให้สัดส่วนสำคัญหลายด้านขึ้นไปแตะประมาณ 30% ของยอดขายหรือ contribution ได้แก่ ยอดขายต่างประเทศ own brand และ omni-channel โดยคุณฐาปณีระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนต่างประเทศของ BJC อยู่ที่ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่บิ๊กซีเมื่อรวม MMVN เข้ามาแล้วอยู่ที่ประมาณ 20% และเมื่อรวมทั้งกลุ่มอยู่ในระดับประมาณกลางถึงปลาย 10% บริษัทจึงตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2573

ยุทธศาสตร์การเติบโตต่างประเทศจะอาศัยศักยภาพของตลาดนอกประเทศไทย โดยเฉพาะเวียดนาม รวมถึงฐานธุรกิจในมาเลเซีย กัมพูชา ลาว ฮ่องกง และการทำ synergy กับธุรกิจในเครือ TCC เช่น F&N ซึ่งมีโรงงานและฐานธุรกิจในภูมิภาคอยู่แล้ว ขณะเดียวกันบริษัทจะเติบโตผ่าน partnership และ joint venture กับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น DHL ในโลจิสติกส์ และช่องวันในด้านคอนเทนต์

ด้าน own brand บริษัทจะเร่งออกสินค้าใหม่ที่เป็นแบรนด์ของตนเอง ทั้ง personal care สินค้าอุปโภคบริโภค และ private label ของบิ๊กซี ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ own brand เช่นกัน ปัจจุบันบิ๊กซีมี private label มากกว่า 50,000 SKU และมีสัดส่วนยอดขายกว่า 17% โดยบริษัทมองว่าสินค้ากลุ่มนี้ช่วยสร้างความแตกต่าง เพิ่มอัตรากำไร และเป็นจุดแข็งของพอร์ตสินค้าในอนาคต

ด้าน omni-channel บริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนให้แตะ 30% ภายในปี 2570 จากปัจจุบันที่ OSX ของ Big C อยู่ที่ 14.2% ขณะที่ Donjai, B2B, E-commerce และแพลตฟอร์มอื่นในระบบยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง

อีกแกนสำคัญคือการลงทุน Digital Transformation ของบิ๊กซี ซึ่งคุณฐาปณีระบุว่าเป็นการปรับระบบครั้งใหญ่หลังจากระบบเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักตลอด 29 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทลงทุนประมาณ 1,800 ล้านบาท และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีหน้า ครอบคลุมตั้งแต่ระบบซัพพลายเชน Customer Touch Point ไปจนถึงระบบข้อมูล เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

ในมิติความยั่งยืน BJC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Food & Staples Retailing เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และได้รับการยอมรับใน Sustainability Yearbook 2026 โดย S&P Global เป็นปีที่ 6 โดยอยู่ในกลุ่ม Top 1% จาก Corporate Sustainability Assessment หรือ CSA Score 2025 นอกจากนี้ BJC BIG C Group ยังได้รับรางวัล Future Trends Awards 2026 รวม 4 รางวัล ครอบคลุม Leadership Excellence ทั้ง Leader of Business และ Leader of Social, Leading of People และ Leading of ESG รวมถึงรางวัล Thailand’s Most Admired Company Award

Big C ยังได้รับรางวัล Best Localization Solution Award จาก LINE Thailand เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ digital localization และ personalized customer engagement ในระดับชุมชน ขณะที่ในเชิงสังคม Big C ร่วมกับกรมการค้าภายใน เปิดแคมเปญ “Thai Fruit Fair 2026” เพื่อช่วยกระจายผลไม้ไทยคุณภาพจากสวนถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ สนับสนุนรายได้เกษตรกร และส่งเสริมผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ

ด้านพลังงานสะอาด Big C ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV เป็นมากกว่า 111 จุด ครอบคลุม 90 สาขาทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านพลังงานและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและ Net Zero

เครือข่ายสาขา Big C ณ มีนาคม 2569 ในประเทศไทยประกอบด้วย Big C Hypermarket 152 สาขา, Big C Supermarket 52 สาขา, Big C mini 1,507 สาขา, Big C Food Services 5 สาขา, Big C Depot 6 สาขา, Open-air market 9 แห่ง, Pure Pharmacy 143 สาขา, Asia Books 76 สาขา, Wawee Coffee 21 สาขา และ Donjai 30,797 ร้าน รวมถึงมีสาขาที่ renovation completed 5 แห่ง ส่วนต่างประเทศมีเครือข่ายในลาว กัมพูชา และฮ่องกง โดยลาวมี Big C Hypermarket 1 สาขา กัมพูชามี Big C Hypermarket 1 สาขา, Big C foodplace 2 สาขา และ Big C mini 20 สาขา ส่วนฮ่องกงมี Big C Hong Kong 19 สาขา

คุณอัศวินกล่าวเสริมว่า BJC Big C ต้องการผลักดันสินค้าจากไทยและอาเซียนออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น โดยมองว่าบริษัทเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2425 จากการนำสินค้าดีจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย และในปี 2570 จะครบรอบ 145 ปี หลังจากนั้นทิศทางสำคัญคือการนำสินค้าดีจากไทยและอาเซียนไปสู่ตลาดโลก โดยตั้งเป้าให้ยอดขายต่างประเทศแตะ 30% ภายในปี 2573 และในระยะยาวถึงปี 2583 ต้องการให้สัดส่วน contribution จากทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของกลุ่ม BJC Big C


แชร์
BJCเร่งเกมนอกบ้าน ตั้งเป้ายอดต่างชาติ30%ปี73 ซื้อMMคืนชีพBig Cเวียดนาม