
ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก สะท้อนแรงแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงสั่นสะเทือนจากท่าทีเชิงนโยบายที่คาดเดาได้ยากของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทั้งฝ่ายบริหารสหรัฐและสินทรัพย์สกุลดอลลาร์
ด้านราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 10.49 น. มีการปรับราคาแล้วรวม 8 ครั้ง โดยราคาทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 74,500 บาท และขายออกที่บาทละ 74,600 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้ออยู่ที่บาทละ 73,010.56 บาท และขายออกที่บาทละ 75,400 บาท ส่วนราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 5,077 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
การปรับขึ้นอย่างร้อนแรงของทองคำในรอบนี้ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มขาขึ้นเชิงโครงสร้างที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568 โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นแล้วกว่า 64% ในปีที่ผ่านมา และปรับขึ้นอีกมากกว่า 17% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ท่ามกลางแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของสหรัฐ การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีนซึ่งขยายการซื้อทองเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกันในเดือนธันวาคม รวมถึงเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ราคาทองคำสปอตปรับขึ้น 1.98% มาอยู่ที่ 5,081.18 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ ช่วงเช้าตามเวลา GMT หลังจากระหว่างวันแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,092.71 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ สำหรับส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 2.01% สู่ระดับ 5,079.30 ดอลลาร์ การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการประเมินใหม่ของนักลงทุนต่อความเสี่ยงทางการเมืองและเสถียรภาพเชิงนโยบายของสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยกระตุ้นสำคัญมาจากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “วิกฤติความเชื่อมั่น” ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ หลังการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ผันผวนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งการถอยจากการขู่ใช้มาตรการภาษีกับพันธมิตรยุโรปเพื่อกดดันประเด็นกรีนแลนด์ การขู่ว่าจะเก็บภาษี 100% กับแคนาดาหากเดินหน้าข้อตกลงการค้ากับจีน รวมถึงการข่มขู่เก็บภาษี 200% กับไวน์และแชมเปญฝรั่งเศส เพื่อกดดันให้ฝรั่งเศสเข้าร่วมโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” ของสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจุดกระแสความกังวลในหมู่นักวิเคราะห์และนักการทูตว่า โครงการดังกล่าวอาจบั่นทอนบทบาทของสหประชาชาติในฐานะแพลตฟอร์มหลักของโลกในการแก้ไขความขัดแย้ง แม้ฝ่ายสหรัฐจะยืนยันว่าจะทำงานร่วมกับสหประชาชาติก็ตาม โดยนักวิเคราะห์จาก Capital.com มองว่า ความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในลักษณะนี้ได้สร้าง “รอยร้าวถาวร” ต่อกรอบการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ และผลักดันให้นักลงทุนจำนวนมากหันเข้าหาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่เป็นทางเลือกสุดท้าย
ในด้านตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในวงกว้างในช่วงต้นสัปดาห์ จากการแข็งค่าของเงินเยนและการจับตาความเป็นไปได้ของการแทรกแซงค่าเงิน ขณะเดียวกันนักลงทุนทยอยลดสถานะถือครองดอลลาร์ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งภาวะดอลลาร์อ่อนยิ่งช่วยหนุนราคาทองคำให้เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น
นอกเหนือจากทองคำ โลหะมีค่าประเภทอื่นต่างปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยราคาซิลเวอร์สปอตพุ่งขึ้น 5.79% สู่ระดับ 108.91 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 109.44 ดอลลาร์ ขณะที่แพลทินัมปรับขึ้น 3.77% มาอยู่ที่ 2,871.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,891.6 ดอลลาร์ และพัลลาเดียมเพิ่มขึ้น 3.2% สู่ระดับ 2,075.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าสามปี
ซิลเวอร์ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากการปรับขึ้นถึง 147% ในปีที่แล้ว จากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยและการเก็งกำไรตามโมเมนตัม ซึ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของตลาดโลหะจริงที่ยืดเยื้อมานาน นักวิเคราะห์มองว่า หลังจากโลหะมีค่าทำผลงานพุ่งแรงเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 แนวโน้มการทำจุดสูงสุดใหม่ในปีนี้ยังเปิดกว้าง
ฝ่ายวิจัย Metals Focus ประเมินว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ และอาจขึ้นไปแตะระดับราว 5,500 ดอลลาร์ภายในช่วงปลายปีนี้ แม้จะมีแรงขายทำกำไรเป็นระยะ แต่การปรับฐานในแต่ละครั้งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น และถูกดูดซับด้วยแรงซื้อใหม่อย่างรวดเร็ว สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเชื่อว่าทองคำและโลหะมีค่าจะยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางโลกที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองยังคงทวีความรุนแรง
ด้าน โกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำสิ้นปีขึ้นมาอยู่ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นราว 10% จากประมาณการเดิมที่ 4,900 ดอลลาร์ สะท้อนมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มทองคำในระยะยาว ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่ยังทวีความรุนแรง
นักวิเคราะห์ของธนาคารมองว่า แรงซื้อทองคำในรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้นจากความตึงเครียดทางการเมืองหรือเหตุการณ์ช็อกเฉพาะหน้า แต่สะท้อนบทบาทใหม่ของทองคำในฐานะ “ประกันความเสี่ยง” ต่อความไม่แน่นอนระยะยาว
โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า นักลงทุนกำลังหันมาถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ทิศทางนโยบายที่ไม่ชัดเจน และความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งภาระหนี้รัฐบาลล่าสุดขยายตัวเกิน 38 ล้านล้านดอลลาร์ ประเด็นที่ผู้บริหารระดับสูงของแบล็กร็อกออกมาเตือนอย่างต่อเนื่องถึงความเปราะบางในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนถึงความเสี่ยงจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หากการลงทุนเหล่านี้ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการเพิ่มผลิตภาพและกำไรตามที่ตลาดคาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดการเงินในวงกว้าง ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัย
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของเรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนระดับตำนาน ซึ่งระบุบนเวทีประชุมเศรษฐกิจโลกที่ดาวอสว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความตึงเครียดทางการค้า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “สงครามเงินทุน” ควบคู่ไปกับสงครามการค้า และนั่นคือเหตุผลที่นักลงทุนควรจัดสรรทองคำไว้ในพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนราว 5% ถึง 15%
นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทมองว่า ความไม่แน่นอนที่สะสมมาตลอดทศวรรษนี้ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกไปจนถึงความเปราะบางของฐานะการคลังสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้ทั้งธนาคารกลาง นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย เร่งกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์และหนี้สหรัฐมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้การปรับขึ้นของราคาทองคำในรอบนี้อาจยังไม่ถึงจุดจบ และยังมีพื้นที่ให้ไปต่อได้อีกในระยะถัดไป