
ทั่วโลกกำลังจับตาท่าทีของ ศาลฎีกาสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังศาลเตรียมออกคำวินิจฉัยชุดถัดไปในวันนี้ (14 มกราคม 2569) ท่ามกลางคดีสำคัญหลายคดีที่ยังคงค้างอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเฉพาะคดีที่ท้าทายความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการกำแพงภาษีแบบครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งบังคับใช้โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คดีดังกล่าวถูกมองว่าอาจกลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญ ไม่เพียงในแง่อำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ยังรวมถึงเสถียรภาพของระบบการค้าโลกในระยะยาว
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ระบุผ่านเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเผยแพร่คำวินิจฉัยในคดีที่ผ่านการไต่สวนแล้ว เมื่อผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันนั่งพิจารณาตามกำหนด อย่างไรก็ตาม ศาลจะไม่ประกาศล่วงหน้าว่าคดีใดจะได้รับการตัดสิน ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาได้มีคำวินิจฉัยออกมาแล้วหนึ่งคดีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคดีอาญา ขณะที่คดีขนาดใหญ่ด้านนโยบายสาธารณะและผลกระทบเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ระหว่างการรอคำชี้ขาด
คดีท้าทายกำแพงภาษีของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร รวมถึงท่าทีของศาลฎีกาสหรัฐฯ ว่าจะตรวจสอบถ่วงดุลการอ้างอำนาจอย่างกว้างขวางของประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันรายนี้มากน้อยเพียงใด โดยนักวิเคราะห์มองว่า ผลของคดีนี้จะส่งแรงสะเทือนต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจระหว่างประเทศต่อนโยบายการค้าสหรัฐฯ
ระหว่างการไต่สวนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ผู้พิพากษาทั้งสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงท่าทีตั้งคำถามต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งทรัมป์กำหนดขึ้นโดยอาศัยกฎหมายว่าด้วยอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) ปี 2520 ซึ่งมีเจตนาให้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ รัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นสองแห่งที่เห็นว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขต
ทรัมป์ยืนยันว่านโยบายกำแพงภาษีทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น และเตือนผ่านโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 2 มกราคมว่า หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยคัดค้านมาตรการดังกล่าว จะเป็น “ความเสียหายร้ายแรง” ต่อประเทศ
ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า การดำเนินมาตรการภาษีย้อนกลับจะสร้างความยุ่งยากอย่างมาก เพราะภาคธุรกิจและประเทศคู่ค้าสามารถเรียกร้องเงินคืนได้ ซึ่งจะต้องใช้เวลาหลายปีในการคำนวณว่าเป็นจำนวนเท่าใด รวมถึงใครควรได้รับเงินคืน เมื่อใด และในรูปแบบใด พร้อมย้ำว่า “มันจะกลายเป็นความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง และแทบเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศของเราจะรับภาระได้”
คดีนี้ถูกยื่นฟ้องโดยภาคธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี ร่วมกับ 12 รัฐของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต โดยโต้แย้งว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดภาษีใหม่ต่อสินค้านำเข้าที่เข้าสู่ประเทศ ก่อนคดีจะขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไปแล้วว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดกำแพงภาษีทั่วโลกดังกล่าว
นอกจากคดีกำแพงภาษีแล้ว ศาลฎีกาซึ่งมีองค์คณะผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมเป็นเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ยังมีคดีสำคัญอื่นรอคำวินิจฉัย รวมถึงคดีท้าทายบทบัญญัติสำคัญของกฎหมาย Voting Rights Act ปี 2508 ซึ่งสภาคองเกรสออกมาเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในการลงคะแนนเสียง อีกคดีหนึ่งเป็นการท้าทายโดยอ้างเสรีภาพในการแสดงออก ต่อกฎหมายของรัฐ โคโลราโด ที่ห้ามนักจิตบำบัดทำ “Conversion Therapy” เพื่อเปลี่ยนแปลงรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศของผู้เยาว์ที่เป็น LGBT
ในบริบทเดียวกัน ทรัมป์ยังเดินหน้าส่งสัญญาณแข็งกร้าวด้านการค้า โดยประกาศว่าประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่านจะต้องเผชิญอัตราภาษี 25% ในการค้ากับสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงและสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีในอิหร่าน พร้อมย้ำว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลทันทีและเป็นที่สุด ทั้งนี้ อิหร่านถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอย่างเข้มงวดมาเป็นเวลานาน และตลาดส่งออกหลักของสินค้าอิหร่าน ได้แก่ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย
ผลกระทบจากมาตรการภาษีเริ่มสะท้อนชัดในภาคอุตสาหกรรมโลก โดย โฟล์กสวาเกน รายงานว่ายอดขายในสหรัฐฯ ลดลง 8.2% ในปี 2568 จากผลของกำแพงภาษีที่ “ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งมอบสินค้าในอเมริกาเหนือ” ขณะที่ยอดขายในจีนลดลง 8.4% ท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง ตรงกันข้ามกับยุโรปที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 5.1% และอเมริกาใต้ที่ขยายตัวถึง 18.5% ภาพรวมดังกล่าวตอกย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ อาจเป็นมากกว่าคำตัดสินทางกฎหมาย แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
ด้านผู้บริหารบริษัท ผู้นำเข้า ตัวแทนศุลกากร และทนายความด้านการค้าระหว่างประเทศ กำลังเฝ้ารอคำวินิจฉัยของ ศาลฎีกาสหรัฐฯ อย่างตึงเครียด โดยนอกเหนือจากผลคำตัดสิน สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลไม่แพ้กันคือ “ศึกเงินคืนภาษี” ที่อาจตามมา หากศาลวินิจฉัยให้ภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในขณะนี้ ผู้นำเข้าอาจมีสิทธิเรียกคืนเงินภาษีศุลกากรที่จ่ายไปแล้วรวมมูลค่าอาจสูงถึงราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หลายฝ่ายประเมินว่า การดึงเงินก้อนนี้กลับจากรัฐบาลกลางอาจไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเปิดฉากข้อพิพาททางกฎหมายระลอกใหม่ที่ยืดเยื้อไปอีกหลายปี
ตามข้อมูลล่าสุดของสำนักงาน สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ภาษีภายใต้ IEEPA สร้างรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ราว 133,500 ล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ถึง 14 ธันวาคม และหากคำนวณต่อจากอัตราการจัดเก็บเฉลี่ยรายวันในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนธันวาคม ยอดรวมปัจจุบันอาจเข้าใกล้ระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากศาลตัดสินให้ภาษีเหล่านี้เป็นโมฆะ ประธานาธิบดีจะสูญเสียความยืดหยุ่นในการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทั้งด้านความมั่นคงแห่งชาติและอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้า แม้ฝ่ายบริหารอาจพยายามหันไปใช้อำนาจภาษีตามกฎหมายฉบับอื่นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป
แม้คำวินิจฉัยของศาลอาจเปิดทางให้เกิดการคืนเงินภาษีในวงกว้าง แต่ภาคธุรกิจจำนวนมากไม่ได้คาดหวังว่ากระบวนการจะเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้บริหารบางรายเชื่อว่าทรัมป์จะไม่ต้องการให้เงินจำนวนมหาศาลไหลกลับสู่ภาคเอกชนง่าย ๆ ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแคนาดาที่นำเข้าสินค้าจากจีนและเอเชีย ระบุว่าหากได้เงินคืนหลายล้านดอลลาร์จริง ก็ยังกังวลว่าจะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้คู่ค้าปลีกรายใหญ่และผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง ทำให้กระบวนการยิ่งซับซ้อน
ในเชิงระบบ หน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ยังได้เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค โดยจะยุติการคืนเงินด้วยเช็คกระดาษ และเปลี่ยนไปใช้การคืนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ACE ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตรียมความพร้อม หากศาลฎีกาตัดสินในทางที่เปิดทางให้ต้องคืนเงิน แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นระบบคืนเงินอัตโนมัติเต็มรูปแบบก็ตาม ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งคุ้นเคยกับการจ่ายคืนภาษีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี ยังไม่ให้ความเห็นชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการเงินคืนภาษีศุลกากรในกรณีนี้
ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเลือกใช้กลยุทธ์เชิงป้องกัน ด้วยการยื่นฟ้องหน่วยงานศุลกากรล่วงหน้า เพื่อรักษาสิทธิในการขอคืนเงิน แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นำเข้าทุกรายจะได้รับเงินคืนโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในกรณีที่กำหนดเวลาการแก้ไขข้อมูลการนำเข้า 314 วันได้ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับสินค้าบางส่วนที่ถูกเก็บภาษีตั้งแต่ต้นปี 2568
ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทขนาดเล็กบางรายเลือกไม่รอความชัดเจน แต่ตัดสินใจขายสิทธิเรียกร้องเงินคืนให้กองทุนหรือผู้ลงทุนในตลาดรองในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมาก เพื่อแลกกับสภาพคล่องทันที ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าเตือนว่า กระบวนการเรียกคืนเงินอาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี บริษัทที่เก็บเอกสารการชำระภาษีไว้อย่างครบถ้วน และสามารถยื่นคำร้องได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว จะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเห็นเงินคืนก่อนใคร หากศาลฎีกาชี้ขาดให้ภาษีเหล่านี้เป็นโมฆะจริง
อย่างไรก็ตาม ต่อให้มาตรการภาษีดังกล่าวถูกศาลตีตก นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ก็ยังมีทางดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากแม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะให้อำนาจการจัดเก็บภาษีและอากรเป็นของสภาคองเกรส แต่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ถ่ายโอนอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เปิดช่องให้ทรัมป์มี “ทางเลือกสำรอง” อย่างน้อย 5 แนวทางในการเดินหน้ามาตรการภาษีในรูปแบบอื่น ๆ ได้
อย่างไรก็ดี ทางเลือกเหล่านี้มักมาพร้อมข้อจำกัดและขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม ส่งผลให้ฝ่ายบริหารมีอิสระน้อยลง ทั้งในแง่ความรวดเร็วในการประกาศใช้และความสามารถในการกำหนดอัตราภาษีในระดับสูงได้ตามดุลพินิจเหมือนที่ผ่านมา
สิ่งที่อนุญาต: มาตรา 232 ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้ภาษีเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าบนเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษีหรือระยะเวลาบังคับใช้
ข้อจำกัด: ไม่สามารถประกาศใช้ได้ในทันที เนื่องจากประธานาธิบดีจะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อกระทรวงพาณิชย์เปิดการสอบสวนและมีข้อสรุปว่าการนำเข้าสินค้านั้นเข้าข่ายคุกคามหรือบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติ โดยภายหลังเริ่มการสอบสวน รัฐมนตรีพาณิชย์มีหน้าที่ต้องรายงานผลต่อประธานาธิบดีภายในกรอบเวลา 270 วัน นอกจากนี้ มาตรา 232 ยังถูกออกแบบมาให้ใช้กับการนำเข้าสินค้าเป็นรายอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรการครอบคลุมทั้งประเทศ แตกต่างจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งเปิดทางให้กำหนดภาษีในวงกว้างต่อประเทศคู่ค้าได้พร้อมกัน
การใช้งานปัจจุบัน: ทรัมป์เคยใช้อำนาจตามมาตรา 232 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในปี 2561 ระหว่างวาระแรกของการดำรงตำแหน่ง และเมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2568 เขาได้นำผลการสอบสวนชุดเดิมจากปี 2561 มาอ้างอิงซ้ำ เพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่ในระดับสูงถึง 50% พร้อมกันนั้น ยังขยายการใช้มาตรา 232 ไปสู่รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยอาศัยผลการสอบสวนที่แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2562
ในวาระที่สอง สินค้านำเข้าอื่นที่ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 ยังรวมถึงทองแดงกึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากทองแดงด้วย ขณะที่อีกหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงจะเผชิญมาตรการในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังคงมีการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกหลายกรณี
สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษี หากการนำเข้าเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดหรือคุกคามความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ผลิตสหรัฐฯ
ข้อจำกัด: ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทันทีเช่นกัน โดยต้องให้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (ITC) เปิดการสอบสวนก่อน และนับจากวันที่มีการยื่นคำร้อง ITC มีกรอบเวลา 180 วันในการสรุปผลและรายงานต่อประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม ต่างจากมาตรา 232 ตรงที่กระบวนการสอบสวนของ ITC ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน มาตรา 201 ถูกออกแบบมาให้ใช้กับการขึ้นภาษีในระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรการภาษีครอบคลุมประเทศคู่ค้าเป็นวงกว้าง โดยอัตราภาษีถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 50% เหนืออัตราเดิม ระยะเวลาบังคับใช้เริ่มต้นไม่เกิน 4 ปี และสามารถขยายได้สูงสุด 8 ปี ทั้งนี้ หากมีการจัดเก็บเกิน 1 ปี จะต้องมีการปรับลดอัตราภาษีลงเป็นลำดับตามกรอบเวลาที่กำหนด
การใช้งานปัจจุบัน: ทรัมป์เคยใช้อำนาจตามมาตรา 201 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าเซลล์และแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงเครื่องซักผ้าในครัวเรือนในปี 2561 ต่อมามาตรการภาษีโซลาร์ดังกล่าวได้รับการขยายระยะเวลาและปรับเงื่อนไขโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขณะที่มาตรการภาษีสำหรับเครื่องซักผ้าได้สิ้นสุดลงในปี 2566
สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้การกำกับของประธานาธิบดี จัดเก็บภาษีเพื่อตอบโต้การค้าของประเทศอื่นที่เห็นว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจสหรัฐฯ หรือฝ่าฝืนสิทธิของสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษี
ข้อจำกัด: ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อน โดยทั่วไปผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะต้องเปิดการหารือกับรัฐบาลของประเทศที่ถูกตรวจสอบ พร้อมทั้งเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะ ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่การจัดไต่สวนอย่างเป็นทางการ มาตรการภาษีที่ออกตามกระบวนการนี้จะมีอายุโดยอัตโนมัติ 4 ปี และจะสิ้นสุดลง เว้นแต่ USTR จะได้รับคำร้องเพื่อขอขยายระยะเวลาบังคับใช้
การสอบสวนตามแนวทางดังกล่าวมักมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม USTR สามารถพิจารณาประเด็นร่วมของหลายประเทศควบคู่กันได้ ดังเช่นในวาระแรกของทรัมป์ ที่มีการเปิดการสอบสวนมาตรการภาษีบริการดิจิทัลใน 11 เขตอำนาจ รวมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร
การใช้งานปัจจุบัน: รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกใช้อำนาจตามมาตรา 301 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีนคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในปี 2561 ภายหลังการสอบสวนนโยบายของจีนด้านการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังมีการปรับเพิ่มภาษีตามมาตรา 301 กับสินค้าจีนบางประเภทเพิ่มเติม อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า
ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2568 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เริ่มเปิดการสอบสวนบราซิลภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นที่ครอบคลุมทั้งการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การตัดไม้ทำลายป่า และการเข้าถึงตลาดเอทานอล โดยในช่วงที่การสอบสวนยังดำเนินอยู่ ทรัมป์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 40% กับสินค้านำเข้าจากบราซิลจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม
สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีเพื่อแก้ไข “ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน” โดยไม่ต้องรอการสอบสวนจากหน่วยงานรัฐบาลกลางก่อน
ข้อจำกัด: การนำมาใช้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ คือเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลบัญชีดุลการชำระเงินของสหรัฐฯ ที่มี “ขนาดใหญ่และร้ายแรง” เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่ “ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ”
ทั้งนี้ อัตราภาษีถูกกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 15% และสามารถบังคับใช้ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน โดยหากต้องการขยายระยะเวลาการจัดเก็บ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน
การใช้งานปัจจุบัน: ไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน ทั้งนี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ เคยระบุว่า หากทรัมป์ต้องการใช้ภาษีเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า ควรอยู่ภายใต้มาตรา 122 ไม่ใช่ IEEPA
สิ่งที่อนุญาต: บทบัญญัตินี้ซึ่งมีที่มาจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศที่เขา “พบข้อเท็จจริง” ว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือใช้มาตรการจำกัดทางการค้าอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนจากหน่วยงานรัฐบาลกลางล่วงหน้า
ข้อจำกัด: อัตราภาษีจำกัดที่ 50%
การใช้งานปัจจุบัน: มาตรานี้ไม่เคยถูกนำมาใช้งานมาก่อน และหากทรัมป์ตัดสินใจใช้อำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็มีแนวโน้มจะเผชิญการท้าทายทางกฎหมายตามมา ความเป็นไปได้นี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 5 คน ยื่นญัตติในเดือนมีนาคม เพื่อขอให้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวออกจากกฎหมายปี 1930
อ้างอิง: The Guardian, Reuters, Bloomberg