
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการภาษีครั้งใหม่ โดยกำหนดเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% กับสินค้าและบริการทั้งหมดที่นำเข้าจากประเทศใดก็ตามที่ยังคง “ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน” มีผลบังคับใช้ทันที พร้อมย้ำชัดว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ “สิ้นสุดและเด็ดขาด” ไม่เปิดช่องให้มีข้อยกเว้นหรือการเจรจาต่อรองใด ๆ ในภายหลัง
คำสั่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ภายในอิหร่านซึ่งรัฐบาลใช้มาตรการเข้มข้นปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐ มีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงการปิดกั้นการสื่อสารในวงกว้าง สร้างแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนมุมมองของทรัมป์ที่มองว่า ภาษีศุลกากรไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการค้า หากแต่เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถใช้บังคับและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประเทศคู่ค้า รวมถึงจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ มาตรการนี้จึงมีนัยสำคัญทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และกฎหมาย และอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ลุกลามไปไกลกว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% กับสินค้าและบริการทั้งหมดที่นำเข้าจากประเทศใดก็ตามที่ยังคง “ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน” โดยมีผลบังคับใช้ทันที พร้อมย้ำว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ “สิ้นสุดและเด็ดขาด” ไม่เปิดช่องให้มีการยกเว้นหรือการเจรจาต่อรองในภายหลัง
แม้มาตรการนี้จะครอบคลุมในระดับโลก แต่ประเทศที่ถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือจีนและอินเดีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงด้านพลังงานและการค้ากับอิหร่านในระดับสูง จีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน คิดเป็นราว 30% ของการค้าต่างประเทศทั้งหมด และเป็นปลายทางของน้ำมันดิบที่อิหร่านส่งออกทางเรือมากถึงประมาณ 90% ขณะที่รัสเซียและอินเดียตามมาในลำดับถัดไป
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน ณ ปลายเดือนธันวาคม 2568 ชี้ว่า การค้าทางการระหว่างจีนกับอิหร่านในช่วง 11 เดือนแรกของปีก่อนหดตัวลงถึง 24% สะท้อนแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับอินเดีย ทรัมป์เคยใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกดดันมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษี “ตอบโต้” ในอัตรา 25% กับสินค้านำเข้าจากอินเดีย และเพิ่มบทลงโทษอีก 25% จากกรณีที่อินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมืองควบคู่กับนโยบายการค้าอย่างชัดเจน
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ทรัมป์ได้เชื่อมโยงมาตรการภาษีล่าสุดเข้ากับสถานการณ์การปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่าน ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 ราย รวมถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในวงกว้างเกือบทั้งหมด โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ยังข่มขู่ว่า สหรัฐอเมริกาอาจพิจารณาใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซง แม้ในขณะเดียวกันจะอ้างว่าอิหร่านได้ส่งสัญญาณต้องการ “เจรจา” ออกมาก็ตาม
ด้านอิหร่าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันต่อคณะทูตต่างประเทศในกรุง เตหะรานว่าสถานการณ์ภายในประเทศยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ พร้อมกล่าวโทษสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงและความไม่สงบที่เกิดขึ้น
การประกาศมาตรการภาษีครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่อินเดียกำลังเร่งเดินเกมการทูตกับสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น โดย อัศวินี ไวชนาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของอินเดีย ได้เข้าพบ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากประเทศสมาชิก G7 อื่น ๆ โดยฝ่ายบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันให้อินเดียลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แม้ทรัมป์และ สี จิ้นผิง จะเคยส่งสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียด โดยตกลงกันระหว่างการพบปะที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ให้ลดอุปสรรคทางการค้าบางส่วน แต่ข้อมูลจาก Peterson Institute for International Economics ระบุว่า อัตราภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากจีนยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 47.5% สะท้อนว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศยังไม่ได้คลี่คลายลงอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ทรัมป์คาดว่าจะใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการบังคับใช้มาตรการภาษีชุดใหม่ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา สอดคล้องกับแนวทางที่เคยใช้มาก่อนภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจในภาวะที่รัฐบาลมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวกำลังเผชิญบททดสอบทางกฎหมาย หลังมีการยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลว่า ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจภายใต้ “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เพื่อกำหนดมาตรการภาษีในลักษณะถาวรได้หรือไม่ โดย ศาลฎีกาสหรัฐฯ คาดว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาภายในสัปดาห์นี้
หากคำตัดสินออกมาไม่เป็นคุณต่อรัฐบาล อาจส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะกลายเป็นแรงกระแทกทางการคลังและการเมืองในทันที แม้ในระยะสั้น ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังมีแนวโน้มเดินหน้าบังคับใช้มาตรการต่อไป เพื่อรักษาแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ไว้ก่อนที่ข้อพิพาททางกฎหมายจะได้ข้อยุติอย่างชัดเจน
อ้างอิง: SCMP