
การใช้สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการก้มศีรษะเพื่อมองหน้าจอหรือการนั่งดูจอเป็นเวลานานอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ และอาจสัมพันธ์กับการเกิดภาวะ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในบางกรณี
นพ. เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เข้ารับการประเมินอาการปวดคอเรื้อรังมีประวัติการใช้สมาร์ตโฟนหรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน
Cervical Spondylosis (ภาวะกระดูกคอเสื่อม) คืออะไร
Cervical Spondylosis คือภาวะความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต่าง ๆ ได้แก่
• หมอนรองกระดูกสันหลัง
• ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ
• เอ็นและเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง
โดยทั่วไปภาวะนี้มักพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังเกิดการเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แพทย์พบว่าภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อยมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย (Early-onset Cervical Spondylosis) โดยมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น
• การก้มคอเป็นเวลานาน
• การใช้สมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง
• ท่าทางการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม
• การใช้กล้ามเนื้อคอและบ่าซ้ำ ๆ โดยไม่ได้พัก
เมื่อหมอนรองกระดูกหรือข้อต่อกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อม อาจทำให้เกิดอาการปวดคอ การเคลื่อนไหวลดลง และในบางกรณีอาจมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ
ทำไม “ก้มเล่นมือถือ” ถึงทำร้ายกระดูกคอ?
ขณะก้มศีรษะลงเพื่อมองมือถือ น้ำหนักศีรษะที่ปกติประมาณ 4–5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดบนกระดูกคอเป็น 20–27 กิโลกรัม เมื่อก้มคอลงมากยิ่งก้มค้างไว้นานเท่าไร
• หมอนรองกระดูกถูกกดทับมากขึ้น
• กล้ามเนื้อคอและบ่าทำงานหนักผิดปกติ
• แนวกระดูกคอเสียสมดุล
พฤติกรรมนี้ถูกเรียกว่า Text Neck Syndrome เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในคนอายุน้อย
พฤติกรรมการใช้หน้าจอที่อาจเพิ่มความเสี่ยง
นอกจากการใช้มือถือแล้ว การดูซีรีส์หรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอได้เช่นกัน
ตัวอย่างพฤติกรรมที่พบได้บ่อย ได้แก่
• นั่งเอนหลังโดยคอพับ
• นั่งก้มคอบนโซฟาเป็นเวลานาน
• ดูจอที่อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา
• นั่งทำงานหน้าจอหลายชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
เมื่อกล้ามเนื้อคอทำงานต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ความตึงของข้อต่อ และเพิ่มภาระต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง
อาการกระดูกคอเสื่อม
อาการของภาวะกระดูกคอเสื่อมอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับระดับของการเสื่อมและโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบ
อาการที่พบได้ เช่น
• ปวดคอ บ่า หรือไหล่
• คอแข็งหรือเคลื่อนไหวได้จำกัด
• ปวดร้าวจากคอลงไปที่สะบักหรือแขน
• ชาหรืออ่อนแรงที่แขน มือ หรือปลายนิ้ว
• ปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ
ในบางกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรง ชา หรือการทรงตัวผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์
แนวทางการประเมิน
การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอมักเริ่มจาก
• การซักประวัติและประเมินพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน
• การตรวจร่างกายระบบกระดูกและระบบประสาท
• การตรวจภาพทางการแพทย์ เช่น X-ray หรือ MRI ในกรณีที่จำเป็น
หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย สามารถดูแลรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ในหลายกรณี เช่น
• กายภาพบำบัดเฉพาะทาง
• ปรับท่าทางการใช้งานในชีวิตประจำวัน
• บริหารกล้ามเนื้อคอและหลัง
• ใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ (ตามดุลยพินิจแพทย์)
แต่หากปล่อยไว้นานจนเกิดการกดทับเส้นประสาทรุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซึ่งปัจจุบันแพทย์จะใช้เทคนิคผ่าตัดแบบแผลเล็ก(Minimally Invasive Spine Surgery) ขนาดประมาณ 3 เซ็นติเมตร ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเร็วขึ้น
วิธีป้องกันกระดูกคอเสื่อม
การปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ได้ เช่น
• ยกมือถือให้อยู่ระดับสายตา ไม่ก้มคอ
• พักสายตาและเปลี่ยนท่าทุก 20–30 นาที
• จัดจอให้อยู่ในระดับพอดีขณะดูซีรีส์หรือทำงาน
• บริหารกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ
• หลีกเลี่ยงการนั่งหรือก้มคอนานต่อเนื่องหลายชั่วโมง
เมื่อใดควรพบแพทย์
ควรพิจารณาเข้ารับการตรวจจากแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
• ปวดคอเรื้อรังต่อเนื่อง
• ปวดร้าวลงแขนหรือสะบัก
• ชาหรืออ่อนแรงที่แขนหรือมือ
• อาการปวดคอร่วมกับการเคลื่อนไหวลำบาก
การประเมินโดยแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลังสามารถช่วยระบุสาเหตุของอาการและวางแผนรักษาที่เหมาะสมได้
Advertisement