
นพ. สุรวัช หอมวิเศษ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เผยว่า ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว วัคซีนจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยลดการแพร่ระบาดและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
วัคซีนพ่นจมูกคืออะไร
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก (Live Attenuated Influenza Vaccine: LAIV) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสะดวกและช่วยให้การสร้างภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวจากการฉีด
ทำไมวัคซีนพ่นจมูกจึงน่าสนใจ?
• ไม่ต้องใช้เข็ม : ให้วัคซีนโดยการพ่นเข้าโพรงจมูก ทำให้เป็นมิตรต่อเด็กและผู้ที่กลัวการฉีดยา
• สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ด่านแรกของร่างกาย: จมูกเป็นจุดที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย วัคซีนชนิดนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น
• ประสิทธิภาพสูงในเด็ก : งานวิจัยพบว่าสามารถลดโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กได้มากถึง 88%
• ลดความรุนแรงของโรค : แม้ติดเชื้อ วัคซีนก็ยังช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้กว่า 60%
• ป้องกันโรคได้ยาวนาน : วัคซีนนี้สามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้นานถึง 1 ปี ทำให้ไม่จำเป็นต้องฉีดบ่อย
• ปลอดภัย ใช้มายาวนานทั่วโลก : วัคซีนนี้ถูกใช้มานานกว่า 20 ปี และได้รับการแนะนำให้เป็นทางเลือกแรกในเด็กอายุ 2–17 ปี ในหลายประเทศ
ใครที่เหมาะกับวัคซีนชนิดนี้?
• เด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุ 2–49 ปี
• ผู้ที่ไม่ชอบการฉีดวัคซีน หรือกลัวเข็ม
• ผู้ที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและไม่เจ็บตัว
อาการข้างเคียงที่อาจพบ
วัคซีนชนิดพ่นจมูกมีความปลอดภัยสูง แต่บางรายอาจพบอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไข้ต่ำๆ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่รุนแรง และจะหายได้เองภายใน 1–3 วัน
ทำไมควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี?
ไวรัสไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ตลอดเวลา การฉีดหรือพ่นวัคซีนเป็นประจำทุกปีจึงสำคัญ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่สอดคล้องกับเชื้อที่ระบาดในปีนั้น ๆ
ดังนั้นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก (LAIV) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 2–49 ปี โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น จุดเด่นคือไม่ต้องใช้เข็ม ให้ภูมิคุ้มกันตรงจุดแรกที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย และมีประสิทธิภาพสูงในการลดทั้งอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค
Advertisement