
รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันทางการคลังและการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ เตรียมออกคำวินิจฉัยในวันศุกร์นี้ในคดีที่อาจส่งแรงสะเทือนต่อทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ และระบบการค้าโลก โดยหนึ่งในคดีที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีศุลกากรขนาดใหญ่ที่บังคับใช้ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากศาลตัดสินว่าภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีให้แก่ผู้นำเข้าและผู้เสียภาษีรวมกันมากกว่า 1.335 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.2 ล้านล้านบาท
คดีนี้ไม่เพียงกระทบฐานะการคลังของรัฐบาลกลาง แต่ยังเป็นบททดสอบเชิงโครงสร้างต่ออำนาจของฝ่ายบริหารในการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินเพื่อกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการค้าในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาษีศุลกากรถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการกดดันคู่ค้าและกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ระบุผ่านเว็บไซต์ในวันนี้ว่า อาจมีการประกาศคำตัดสินในคดีที่ผ่านการไต่สวนแล้ว เมื่อผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์ตามกำหนดในวันศุกร์นี้ แม้ศาลจะไม่เปิดเผยล่วงหน้าว่าจะออกคำวินิจฉัยในคดีใดบ้าง แต่คดีภาษีของทรัมป์ถือเป็นหนึ่งในคดีที่ได้รับการจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีศักยภาพในการกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และถูกมองว่าเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของอำนาจฝ่ายบริหาร
ภาษีที่เป็นประเด็นเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งออกในปี 2520 และมีเจตนารมณ์ให้ใช้เฉพาะในสถานการณ์ “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ไม่ปกติและร้ายแรง” เท่านั้น รัฐบาลทรัมป์อ้างอำนาจตามกฎหมายนี้เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าเป็นรายประเทศ โดยให้เหตุผลว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังใช้อำนาจตาม IEEPA กับสินค้านำเข้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก โดยเชื่อมโยงประเด็นการค้าเข้ากับความพยายามกดดันประเทศเหล่านี้ให้ร่วมมือในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลและยาเสพติดผิดกฎหมายเข้าสู่สหรัฐฯ ก่อนจะขยายมาตรการไปสู่การเก็บภาษีแบบ “ตอบโต้” (reciprocal) ในระดับโลก
มาตรการภาษีตอบโต้ดังกล่าวเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568 ด้วยอัตราภาษีตั้งแต่ 10% ถึง 50% และแม้ในบางกรณีจะสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีลงหลังการเจรจาการค้า แต่รัฐบาลยังเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันผ่านภาษีเชิงลงโทษสำหรับบางประเทศหากผลการเจรจาไม่เป็นไปตามความต้องการของทรัมป์ โดยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 40% สำหรับสินค้าจากบราซิลเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 และเพิ่มภาษีอีก 25% สำหรับสินค้าจากอินเดียเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 สะท้อนแนวทางการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางนโยบายอย่างเข้มข้นและกว้างขวาง
ระหว่างการไต่สวนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างตั้งข้อสงสัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการดังกล่าว โดยคดีนี้เป็นการอุทธรณ์ของรัฐบาลทรัมป์ หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินว่าการใช้กฎหมาย IEEPA ในลักษณะนี้เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ผู้พิพากษาหลายคนแสดงท่าทีไม่มั่นใจว่าการอ้าง “ภาวะฉุกเฉิน” ด้านการค้าจะเข้าข่ายตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
โดนัลด์ ทรัมป์ เองยังคงแสดงความกังวลต่อแนวโน้มของคดี โดยโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ว่า หากศาลตัดสินไม่เป็นคุณต่อภาษี จะเป็น “ความเสียหายร้ายแรง” ต่อสหรัฐฯ พร้อมย้ำในอีกโพสต์หนึ่งว่า ภาษีทำให้ประเทศ “แข็งแกร่งขึ้นทั้งในเชิงการเงินและความมั่นคงของชาติ และได้รับความเคารพมากกว่าที่เคยเป็นมา”
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศความไม่แน่นอนสะท้อนผ่านตลาดคาดการณ์ผลคำตัดสิน โดยแพลตฟอร์ม Kalshi ประเมินโอกาสที่ศาลจะตัดสินเป็นคุณต่อทรัมป์ไว้ราว 30% ขณะที่ Polymarket ประเมินไว้ประมาณ 23% ลดลงอย่างมีนัยจากระดับราว 40% หลังการไต่สวนในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568
ในด้านรายได้ แม้ทรัมป์จะอ้างว่าภาษีศุลกากรได้สร้างหรือกำลังจะสร้างรายได้ให้สหรัฐฯ ถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ แต่ข้อมูลทางการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กลับชี้ว่ารายได้จากอากรศุลกากรทั้งหมดในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน อยู่ที่ 1.95 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ยังห่างไกลจากตัวเลขที่อดีตประธานาธิบดีอ้างถึงอย่างมาก ขณะที่รายได้ในช่วงหลังจากนั้นอยู่เพียงราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากศาลฎีกาตัดสินว่าภาษีเหล่านี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคืนเงินภาษีจำนวนมหาศาล แต่ยังจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการใช้อำนาจภาวะฉุกเฉินเพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว ท่ามกลางบริบทที่ศาลฎีกาซึ่งมีเสียงข้างมากฝ่ายอนุรักษนิยม 6 ต่อ 3 กำลังพิจารณาคดีสำคัญอื่นอีกหลายคดี ตั้งแต่กฎหมายสิทธิเลือกตั้งปี 2508 เสรีภาพในการแสดงออก ไปจนถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ศาลฎีกายังมีวาระพิจารณาคดีที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายสาธารณะอย่างกว้างขวาง ทั้งคดีการบังคับใช้กฎหมายของรัฐที่ห้ามนักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันในทีมกีฬาหญิงของโรงเรียนรัฐบาล และคดีความพยายามของทรัมป์ในการถอดถอนกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ลิซา คุก ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถูกจับตามองว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ทั้งหมดนี้ทำให้คดีภาษียุคทรัมป์ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านการค้า แต่เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางอำนาจฝ่ายบริหาร ระบบตรวจสอบถ่วงดุล และบทบาทของศาลฎีกาในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาว
อ้างอิง: Nikkei Asia, Cryptopolitan