
คืนวันนี้ (20 ก.พ. 2569) ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกนโยบายภาษีนำเข้าที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงภาษี 19% ที่เก็บจากไทย คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของทำเนียบขาว และเป็นสัญญาณชัดว่าศาลจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการใช้นโยบายการค้า
ศาลสูงลงมติหกต่อสาม โดยเห็นว่ากฎหมายที่รัฐบาลนำมาใช้อ้างอิงเพื่อเก็บภาษีนำเข้ารายประเทศทั่วโลก หรือ กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร” ทำให้นโยบายภาษีซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของทรัมป์ในการจัดการความสัมพันธ์ทางการค้าของสหรัฐ กลายเป็นปัญหาทางกฎหมายทันที
อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่ได้ชี้ชัดว่า ภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วก่อนหน้านี้จะต้องคืนให้แก่ผู้เสียภาษีหรือไม่
คำวินิจฉัยฉบับนี้เขียนโดยประธานศาลสูงสุด จอห์น โรเบิร์ตส์ โดยมีผู้พิพากษา คลารันซ์ โธมัส, ซามูเอล อาลิโต และ เบร็ตต์ คาวานอห์ ลงความเห็นแย้ง ขณะที่ผู้พิพากษาอีกหกคนลงมติเห็นด้วย
เสียงข้างมากของศาลเห็นตรงกันว่า กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ IEEPA ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ใช้อ้างอิงเพื่อเก็บภาษี ไม่ได้ระบุชัดว่าให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีศุลกากร และไม่สามารถตีความขยายให้ครอบคลุมอำนาจดังกล่าวได้
โดยหลักแล้ว IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุมการนำเข้า” และจัดการธุรกรรมหรือทรัพย์สินจากต่างประเทศ หลังมีการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ถือว่าร้ายแรงและผิดปกติ แต่ศาลมองว่า การควบคุมการนำเข้าไม่เท่ากับการจัดเก็บภาษี เพราะการตั้งภาษีเป็นเรื่องรายได้ของรัฐ ซึ่งตามหลักควรอยู่ในอำนาจของสภาคองเกรส
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า ภาษีเป็นหนึ่งในเครื่องมือควบคุมการนำเข้า และสามารถใช้รับมือภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติได้ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์จำนวนมากโต้แย้งมาตลอดว่า IEEPA ไม่ได้เปิดช่องให้ประธานาธิบดีตั้งภาษีฝ่ายเดียวแบบไม่จำกัดขอบเขต ทั้งในแง่ขนาด ประเทศเป้าหมาย หรือระยะเวลา
ทั้งนี้ ศาลการค้ากลางและศาลอุทธรณ์กลางเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้วว่า ภาษีที่ออกภายใต้ IEEPA ของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่ศาลสูงสุดจะรับคดีขึ้นมาพิจารณาและมีคำตัดสินในที่สุด
นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐอย่างรวดเร็ว ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้ากับแทบทุกประเทศทั่วโลก ภาษีจำนวนมากตั้งอยู่บนการตีความกฎหมาย IEEPA ในแนวทางใหม่ ทั้งภาษีแบบ “ตอบโต้” กับหลายประเทศ และมาตรการเฉพาะที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง เช่น การสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดร้ายแรงอย่างเฟนทานิล โดยมุ่งเป้าไปที่เม็กซิโก แคนาดา และจีน
ในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ทรัมป์เปิดตัวแผนภาษีตอบโต้ขนาดใหญ่ที่ทำเนียบขาว ภายใต้ชื่อ “วันปลดปล่อย” ของอเมริกา (Liberation Day) การประกาศครั้งนั้นสร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงินทันที จนรัฐบาลต้องระงับมาตรการในเวลาไม่นาน หลังจากนั้น ภาษีชุดเดียวกันถูกเลื่อน ปรับแก้ และนำกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง ส่งผลให้นโยบายการค้าของสหรัฐยิ่งสับสนและซับซ้อนมากขึ้น
รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐในปี 2568 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากภาษีที่จัดเก็บภายใต้ IEEPA ทรัมป์ย้ำอยู่เสมอว่าภาษีเป็นทั้งแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลกลาง และเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับทั้งพันธมิตรและคู่แข่ง เขามักระบุว่าประเทศคู่ค้าเป็นผู้รับภาระภาษี และพยายามบอกว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะไม่ทำให้ราคาสินค้าในประเทศปรับสูงขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แม้ว่าภายหลังฝ่ายบริหารจะยอมรับว่า ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีโดยตรงคือผู้นำเข้าสหรัฐ
ทรัมป์ยังอ้างว่ารายได้จากภาษีมีมากพอที่จะใช้ทดแทนภาษีเงินได้ และเคยเสนอแนวคิดแจกเช็กเงินสดจากรายได้ภาษีให้ชาวอเมริกันคนละ 2,000 ดอลลาร์ โดยระบุผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐจัดเก็บและกำลังจะได้รับรายได้จากภาษีกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากหน่วยงานและองค์กรอิสระกลับไม่ตรงกับที่ทรัมป์กล่าวอ้าง ศูนย์นโยบายสองพรรคประเมินว่ารายได้ภาษีศุลกากรขั้นต้นของสหรัฐในปี 2025 อยู่ที่เพียงราว 289,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐระบุว่า ระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 15 ธันวาคม สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าได้ประมาณ 200,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้จากภาษีที่จัดเก็บภายใต้ IEEPA โดยเฉพาะ รัฐบาลระบุว่าอยู่ที่ราว 129,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2568
ก่อนมีคำวินิจฉัย ทรัมป์และทีมงานพยายามเน้นย้ำอย่างหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากศาลเพิกถอนมาตรการภาษีดังกล่าว โดยทรัมป์โพสต์เมื่อวันที่ 12 มกราคมว่า หากศาลสูงสุดตัดสินสวนทางกับรัฐบาลในประเด็นที่เขามองว่าเป็น “ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่” ประเทศอาจเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน รวมถึงรัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ก็แสดงความมั่นใจว่าศาลจะไม่ล้มล้างนโยบายเศรษฐกิจที่ถือเป็น “ซิกเนเจอร์” ของประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม คำตัดสินล่าสุดไม่เพียงหมายถึงความพ่ายแพ้ทางกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์เท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐในยุคนี้ และอาจนำไปสู่การถกเถียงครั้งใหม่เกี่ยวกับเส้นแบ่งอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในประเด็นการจัดเก็บรายได้ของรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ หลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยไม่เห็นด้วยกับมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนต่อภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษี และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่ Nasdaq Composite ขยับขึ้น 0.7% ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average บวก 45 จุด หรือ 0.1% พลิกฟื้นจากการปรับลดลงกว่า 200 จุดในช่วงต้นวัน หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าคาด
คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดได้เพิกถอนมาตรการภาษีในวงกว้างที่รัฐบาลทรัมป์ออกภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act โดยเสียงข้างมากชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ระบุชัดเจนว่าภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วก่อนหน้านี้จะต้องมีการคืนเงินหรือไม่
หลังมีคำตัดสินดังกล่าว หุ้นของ Amazon ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม “Magnificent Seven” และพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากจีนในสัดส่วนสูง ปรับตัวขึ้น 2% โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าบริษัทเริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีต่อราคาสินค้าบางรายการแล้ว ขณะเดียวกัน หุ้นผู้ผลิตเครื่องแต่งกายอย่าง Deckers Outdoors รวมถึงผู้ค้าปลีกอย่าง Home Depot และ Five Below ต่างปรับตัวขึ้น ส่วนหุ้น Caterpillar พลิกจากขาดทุนช่วงต้นวันกลับมาบวกเกือบ 1%
นักลงทุนมองว่าการยุติความเสี่ยงด้านภาษีจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาสินค้าและอุปสงค์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน อย่างไรก็ดี ผลบวกต่อภาพรวมตลาดค่อนข้างจำกัด เนื่องจากวอลล์สตรีทคาดหมายคำตัดสินของศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว และยังมีความเป็นไปได้ที่ทำเนียบขาวจะหันไปใช้ช่องทางอื่นในการบังคับใช้มาตรการภาษีในลักษณะใกล้เคียงกัน
ในช่วงต้นวัน ตลาดยังถูกกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ หลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ขยายตัวเพียง 1.4% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.5% อย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อในช่วงครึ่งแรกของไตรมาสได้หักการเติบโตทางเศรษฐกิจไปราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์
ด้านเงินเฟ้อ รายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดหลักของธนาคารกลางสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมทรงตัว โดยดัชนี Core PCE อยู่ที่ 3% สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด แต่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือกยังคงอ่อนแรงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อเอกชน โดยเฉพาะเงินกู้ในภาคซอฟต์แวร์ หุ้น Blue Owl Capital ปรับลดลงอีก 1% หลังบริษัทจำกัดการไถ่ถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อเอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนหุ้น Blackstone และ Ares Management ปรับตัวลงราว 1% เช่นกัน
จากการเคลื่อนไหวล่าสุด ดัชนี Dow มีแนวโน้มปิดสัปดาห์บวกเล็กน้อย 0.1% ขณะที่ S&P 500 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.7% ส่วน Nasdaq ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง มีแนวโน้มยุติการปรับตัวลงติดต่อกัน 5 สัปดาห์ หลังขยับขึ้นมากกว่า 1% ในรอบสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ แม้มาตรการภาษีของทรัมป์จะถูกศาลตีตก นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ยังมีทางดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากแม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะให้อำนาจการจัดเก็บภาษีและอากรเป็นของสภาคองเกรส แต่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ถ่ายโอนอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เปิดช่องให้ทรัมป์มี “ทางเลือกสำรอง” อย่างน้อย 5 แนวทางในการเดินหน้ามาตรการภาษีในรูปแบบอื่น ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกเหล่านี้มักมาพร้อมข้อจำกัดและขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม ส่งผลให้ฝ่ายบริหารมีอิสระน้อยลง ทั้งในแง่ความรวดเร็วในการประกาศใช้และความสามารถในการกำหนดอัตราภาษีในระดับสูงได้ตามดุลพินิจเหมือนที่ผ่านมา
สิ่งที่อนุญาต: มาตรา 232 ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้ภาษีเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าบนเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษีหรือระยะเวลาบังคับใช้
ข้อจำกัด: ไม่สามารถประกาศใช้ได้ในทันที เนื่องจากประธานาธิบดีจะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อกระทรวงพาณิชย์เปิดการสอบสวนและมีข้อสรุปว่าการนำเข้าสินค้านั้นเข้าข่ายคุกคามหรือบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติ โดยภายหลังเริ่มการสอบสวน รัฐมนตรีพาณิชย์มีหน้าที่ต้องรายงานผลต่อประธานาธิบดีภายในกรอบเวลา 270 วัน นอกจากนี้ มาตรา 232 ยังถูกออกแบบมาให้ใช้กับการนำเข้าสินค้าเป็นรายอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรการครอบคลุมทั้งประเทศ แตกต่างจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งเปิดทางให้กำหนดภาษีในวงกว้างต่อประเทศคู่ค้าได้พร้อมกัน
การใช้งานปัจจุบัน: ทรัมป์เคยใช้อำนาจตามมาตรา 232 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในปี 2561 ระหว่างวาระแรกของการดำรงตำแหน่ง และเมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2568 เขาได้นำผลการสอบสวนชุดเดิมจากปี 2561 มาอ้างอิงซ้ำ เพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่ในระดับสูงถึง 50% พร้อมกันนั้น ยังขยายการใช้มาตรา 232 ไปสู่รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยอาศัยผลการสอบสวนที่แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2562
ในวาระที่สอง สินค้านำเข้าอื่นที่ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 ยังรวมถึงทองแดงกึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากทองแดงด้วย ขณะที่อีกหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงจะเผชิญมาตรการในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังคงมีการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกหลายกรณี
สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษี หากการนำเข้าเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดหรือคุกคามความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ผลิตสหรัฐฯ
ข้อจำกัด: ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทันทีเช่นกัน โดยต้องให้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (ITC) เปิดการสอบสวนก่อน และนับจากวันที่มีการยื่นคำร้อง ITC มีกรอบเวลา 180 วันในการสรุปผลและรายงานต่อประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม ต่างจากมาตรา 232 ตรงที่กระบวนการสอบสวนของ ITC ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน มาตรา 201 ถูกออกแบบมาให้ใช้กับการขึ้นภาษีในระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรการภาษีครอบคลุมประเทศคู่ค้าเป็นวงกว้าง โดยอัตราภาษีถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 50% เหนืออัตราเดิม ระยะเวลาบังคับใช้เริ่มต้นไม่เกิน 4 ปี และสามารถขยายได้สูงสุด 8 ปี ทั้งนี้ หากมีการจัดเก็บเกิน 1 ปี จะต้องมีการปรับลดอัตราภาษีลงเป็นลำดับตามกรอบเวลาที่กำหนด
การใช้งานปัจจุบัน: ทรัมป์เคยใช้อำนาจตามมาตรา 201 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าเซลล์และแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงเครื่องซักผ้าในครัวเรือนในปี 2561 ต่อมามาตรการภาษีโซลาร์ดังกล่าวได้รับการขยายระยะเวลาและปรับเงื่อนไขโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขณะที่มาตรการภาษีสำหรับเครื่องซักผ้าได้สิ้นสุดลงในปี 2566
สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้การกำกับของประธานาธิบดี จัดเก็บภาษีเพื่อตอบโต้การค้าของประเทศอื่นที่เห็นว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจสหรัฐฯ หรือฝ่าฝืนสิทธิของสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษี
ข้อจำกัด: ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อน โดยทั่วไปผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะต้องเปิดการหารือกับรัฐบาลของประเทศที่ถูกตรวจสอบ พร้อมทั้งเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะ ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่การจัดไต่สวนอย่างเป็นทางการ มาตรการภาษีที่ออกตามกระบวนการนี้จะมีอายุโดยอัตโนมัติ 4 ปี และจะสิ้นสุดลง เว้นแต่ USTR จะได้รับคำร้องเพื่อขอขยายระยะเวลาบังคับใช้
การสอบสวนตามแนวทางดังกล่าวมักมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม USTR สามารถพิจารณาประเด็นร่วมของหลายประเทศควบคู่กันได้ ดังเช่นในวาระแรกของทรัมป์ ที่มีการเปิดการสอบสวนมาตรการภาษีบริการดิจิทัลใน 11 เขตอำนาจ รวมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร
การใช้งานปัจจุบัน: รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกใช้อำนาจตามมาตรา 301 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีนคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในปี 2561 ภายหลังการสอบสวนนโยบายของจีนด้านการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังมีการปรับเพิ่มภาษีตามมาตรา 301 กับสินค้าจีนบางประเภทเพิ่มเติม อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า
ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2568 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เริ่มเปิดการสอบสวนบราซิลภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นที่ครอบคลุมทั้งการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การตัดไม้ทำลายป่า และการเข้าถึงตลาดเอทานอล โดยในช่วงที่การสอบสวนยังดำเนินอยู่ ทรัมป์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 40% กับสินค้านำเข้าจากบราซิลจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม
สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีเพื่อแก้ไข “ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน” โดยไม่ต้องรอการสอบสวนจากหน่วยงานรัฐบาลกลางก่อน
ข้อจำกัด: การนำมาใช้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ คือเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลบัญชีดุลการชำระเงินของสหรัฐฯ ที่มี “ขนาดใหญ่และร้ายแรง” เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่ “ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ”
ทั้งนี้ อัตราภาษีถูกกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 15% และสามารถบังคับใช้ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน โดยหากต้องการขยายระยะเวลาการจัดเก็บ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน
การใช้งานปัจจุบัน: ไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน ทั้งนี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ เคยระบุว่า หากทรัมป์ต้องการใช้ภาษีเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า ควรอยู่ภายใต้มาตรา 122 ไม่ใช่ IEEPA
สิ่งที่อนุญาต: บทบัญญัตินี้ซึ่งมีที่มาจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศที่เขา “พบข้อเท็จจริง” ว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือใช้มาตรการจำกัดทางการค้าอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนจากหน่วยงานรัฐบาลกลางล่วงหน้า
ข้อจำกัด: อัตราภาษีจำกัดที่ 50%
การใช้งานปัจจุบัน: มาตรานี้ไม่เคยถูกนำมาใช้งานมาก่อน และหากทรัมป์ตัดสินใจใช้อำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็มีแนวโน้มจะเผชิญการท้าทายทางกฎหมายตามมา ความเป็นไปได้นี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 5 คน ยื่นญัตติในเดือนมีนาคม เพื่อขอให้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวออกจากกฎหมายปี 1930
ที่มา: CNBC