
รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนความตึงเครียดทางการค้ารอบใหม่ หลังเสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10-12.5% ต่อคู่ค้ารวม 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการควบคุมการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร แคนาดา จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เวียดนาม ไต้หวัน และบราซิล รวมถึง “ไทย” ส่งผลให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานโลกถูกยกระดับขึ้นเป็นเครื่องมือทางภาษีและอำนาจต่อรองทางการค้าอีกครั้ง
ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยุทธศาสตร์ภาษีของทรัมป์เผชิญแรงกดดันทางกฎหมายอย่างหนัก หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ เคยตัดสินว่ามาตรการภาษีฉุกเฉินภายใต้แนวคิด “liberation day” ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ศาลการค้าสหรัฐฯ ยังวินิจฉัยว่าภาษีแบบครอบคลุมทุกประเทศในอัตรา 10% ที่ประกาศมาภายหลังไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
แม้มาตรการดังกล่าวยังคงมีผลระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ การหยิบประเด็นแรงงานบังคับขึ้นมาใช้ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามเปิดช่องทางกฎหมายใหม่ เพื่อเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากคำตัดสินของศาล
ผลกระทบจากข้อเสนอภาษีรอบใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวเลขอัตราภาษีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความไม่แน่นอนของระบบการค้าโลกในยุคที่สหรัฐฯ ใช้ประเด็นด้านแรงงาน ความมั่นคง และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นฐานในการกำหนดนโยบายการค้า
หลังมีการประกาศนโยบายดังกล่าวออกมา คู่ค้าหลายประเทศตอบโต้ทันที โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่ยืนยันว่าภาษีดังกล่าวไม่มีความชอบธรรม และขัดต่อเจตนารมณ์ของข้อตกลงภาษีที่เคยทำกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน ขณะที่ภาคธุรกิจระหว่างประเทศกังวลว่ามาตรการนี้อาจเพิ่มต้นทุนและความสับสนให้กับบริษัทที่ต้องตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานซึ่งซับซ้อนอยู่แล้ว
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ว่า การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ จึงเข้าข่ายสามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ภายใต้มาตรา 301(b)
USTR ระบุว่า ได้จัดทำรายงานการสอบสวนฉบับครอบคลุมเพื่อรองรับข้อค้นพบในแต่ละกรณี หลังจากเปิดการสอบสวนทั้งหมด 60 รายการตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยกระบวนการดังกล่าวเปิดให้สาธารณชนและผู้มีส่วนได้เสียแสดงความคิดเห็น พร้อมจัดการไต่สวนสาธารณะก่อนหน้านี้ ซึ่งมีพยานให้ถ้อยคำเกือบ 60 ราย และมีความเห็นรวมถึงความเห็นโต้แย้งส่งเข้ามาราว 500 รายการ
ข้อเสนอของ USTR แบ่งอัตราภาษีเพิ่มเติมออกเป็น 2 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มประเทศและเขตเศรษฐกิจที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอยู่แล้ว หรือเคยให้คำมั่นว่าจะกำหนดและบังคับใช้มาตรการดังกล่าวภายใต้ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ หรือมีมาตรการบางส่วนที่ช่วยป้องกันการนำเข้าสินค้าบางประเภทจากแรงงานบังคับ จะถูกเสนอให้เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10%
กลุ่มนี้ประกอบด้วยแคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน ซึ่ง USTR ประเมินว่าไม่ได้ล้มเหลวจากการไม่มีกฎห้ามนำเข้าโดยสิ้นเชิง แต่ล้มเหลวในแง่การบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ
อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งครอบคลุม 54 เขตเศรษฐกิจ จะถูกเสนอให้เก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% เพราะถูกประเมินว่าล้มเหลวทั้งในด้านการกำหนดและการบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ
รายชื่อ 54 เขตเศรษฐกิจดังกล่าวครอบคลุมคู่ค้ารายใหญ่และประเทศในห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ไต้หวัน มาเลเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ สิงคโปร์ ไทย ฟิลิปปินส์ บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รัสเซีย และตุรกี
รายงานของ USTR ระบุว่า ความล้มเหลวของคู่ค้าในการกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับไม่ใช่เพียงปัญหาด้านมาตรฐานแรงงาน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการแข่งขันทางการค้า เพราะเปิดทางให้บริษัทที่ใช้แรงงานบังคับสามารถผลิตสินค้าด้วยต้นทุนต่ำกว่า บิดเบือนสภาพตลาด กดทับความสามารถทำกำไรของบริษัทที่ไม่ได้ใช้แรงงานบังคับ และเอื้อต่อการหลีกเลี่ยงมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับที่มีอยู่แล้ว
เจมิสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ความล้มเหลวของคู่ค้าสำคัญในการจัดการกับสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ยอมรับไม่ได้ เพราะทำให้แรงงานอเมริกันต้องแข่งขันในตลาดโลกบนสนามที่ไม่เท่าเทียม พร้อมย้ำว่า แม้บางประเทศเริ่มดำเนินมาตรการผ่านข้อตกลง USMCA หรือข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ แล้ว แต่คู่ค้าทุกประเทศยังต้องดำเนินการมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้ระบบการค้าระหว่างประเทศกลายเป็นแรงจูงใจให้แรงงานบังคับฝังรากลึกต่อไป
ข้อเสนอภาษีเพิ่มเติมครั้งนี้จะครอบคลุมสินค้าทั้งหมดจากเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน ยกเว้นรายการที่ระบุไว้ในภาคผนวกของประกาศ Federal Register ขณะเดียวกัน USTR ยังเสนอให้มีกลไกเฉพาะสำหรับสินค้าเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ โดยเปิดทางให้สินค้านำเข้าปริมาณหนึ่งจากบางประเทศสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ภายใต้อัตราภาษีมาตรา 301 ที่ลดลง สะท้อนความพยายามในการออกแบบมาตรการให้มีช่องผ่อนปรนสำหรับอุตสาหกรรมที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานต่างประเทศสูง
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีรอบนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที USTR เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการไต่สวน พร้อมสรุปคำให้การภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และเปิดรับความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ก่อนจัดการไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569
กระบวนการดังกล่าวจะเปิดช่องให้ภาคธุรกิจ ประเทศคู่ค้า และกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้ามาชี้แจง โต้แย้ง หรือขอผ่อนปรน ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะสรุปมาตรการตอบโต้ขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางของข้อเสนอครั้งนี้สะท้อนชัดว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามรื้อเกมภาษีรอบใหม่ โดยใช้ประเด็นแรงงานบังคับเป็นฐานทางกฎหมายและการเมืองในการกดดันคู่ค้าทั่วโลกอีกครั้ง
แม้รัฐบาลทรัมป์เสนอภาษีในวงกว้างต่อคู่ค้า 60 ราย แต่มาตรการดังกล่าวมาพร้อมข้อยกเว้นจำนวนมาก สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีความมั่นคงแห่งชาติมาตรา 232 อยู่แล้ว เช่น รถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และผลิตภัณฑ์ทองแดง จะไม่ถูกเก็บภาษีซ้ำภายใต้ข้อเสนอใหม่นี้ ขณะเดียวกัน สินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่ปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือจะได้รับการยกเว้นเช่นกัน
รายการยกเว้นยังครอบคลุมสินค้าหลายหมวดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของผู้บริโภคสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แร่หายาก โลหะพิเศษบางประเภท เนื้อวัว กาแฟ ผักและผลไม้บางรายการ ยา เคมีภัณฑ์อินทรีย์ และชิ้นส่วนอากาศยาน การยกเว้นเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐบาลทรัมป์ต้องการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันคู่ค้า แต่ยังต้องหลีกเลี่ยงผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าจำเป็นและต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ในมุมของภาคธุรกิจ ความซับซ้อนของข้อยกเว้นและเกณฑ์บังคับใช้ทำให้บริษัทข้ามชาติเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เพราะสินค้าจำนวนมากมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงหลายประเทศ การพิสูจน์ว่าสินค้าแต่ละรายการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับอาจกลายเป็นภาระด้านเอกสาร การตรวจสอบย้อนกลับ และต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและการค้าเตือนว่า ปัญหาแรงงานบังคับเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในหลายภาคส่วนและหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ เอง การเลือกกำหนดภาษีต่อบางประเทศโดยอิงจากปริมาณการค้าหรือระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรม และอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาแรงงานบังคับอย่างตรงจุด หากเป้าหมายหลักถูกมองว่าเป็นการขยายอำนาจต่อรองทางการค้ามากกว่าการยกระดับมาตรฐานแรงงานในห่วงโซ่อุปทานโลก
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มาตรการดังกล่าวอาจเป็น “ไม้แรก” ของแรงกดดันทางการค้ารอบใหม่จากสหรัฐฯ ที่ไทยต้องเร่งประเมินผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ว่าการเก็บภาษีตอบโต้ หรือ reciprocal tariffs ภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ภาระภาษีที่ไทยต้องเผชิญลดลงมาอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 เป็นการชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม มาตรา 122 มีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากสามารถใช้ได้เพียง 150 วัน และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกศาลตีตกอีกเช่นกัน โดยมาตรการดังกล่าวจะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ทำให้สหรัฐฯ เริ่มขยับไปใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่มีความแข็งแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะกระบวนการสอบสวนภายใต้ Section 301 ของกฎหมายการค้า ซึ่งไม่มีเพดานอัตราภาษีและไม่มีวันหมดอายุ
ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญการสอบสวนภายใต้ Section 301 พร้อมกัน 2 เรื่อง โดย ดร.พิพัฒน์ระบุว่า เรื่องแรกคือประเด็นกำลังการผลิตเกินความจำเป็น หรือ Excess Manufacturing Capacity ซึ่งสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ครอบคลุม 16 ประเทศรวมถึงไทย ในประเด็นที่ประเทศเหล่านี้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตเกินความต้องการของตลาด จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของสหรัฐฯ
สินค้าเป้าหมายของการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินความจำเป็นครอบคลุมอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และพลาสติก แม้ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศอัตราภาษี แต่บทวิเคราะห์ของ ดร.พิพัฒน์มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจถูกออกแบบมาเพื่อทดแทน Section 122 หลังหมดอายุ โดยยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าอัตราภาษีที่จะตามมาจะอยู่ในระดับใด
ส่วนการสอบสวนเรื่องที่สองคือประเด็นแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor ซึ่งสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม และเพิ่งมีการประกาศผลการสอบสวนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งใน 54 ประเทศที่ไม่มีกฎหมายภายในประเทศห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าของสหรัฐฯ
ผลการสอบสวนดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอให้เก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% จากสินค้าส่งออกของไทยทุกประเภท ยกเว้นสินค้าที่อยู่ในบัญชียกเว้น หรือ Annex A โดย ดร.พิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่ถูกนับอยู่ในมาตรการนี้รวมกันคิดเป็น 99% ของการนำเข้าสหรัฐฯ และในบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 15 อันดับแรก ต่างอยู่ในรายชื่อดังกล่าวทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือใหม่ของสหรัฐฯ ในการกดดันประเทศคู่ค้า หลังมาตรการภาษีตอบโต้เดิมเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ข่าวดีสำหรับไทยคือสินค้าส่งออกหลักอย่างกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการยกเว้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือจอแสดงผล โดยรายการยกเว้นดังกล่าวสอดคล้องกับบัญชียกเว้นที่เคยกำหนดไว้ในมาตรการภาษีตอบโต้ก่อนหน้า สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ของโลก และยังไม่ต้องการเพิ่มต้นทุนให้กับสินค้ากลุ่มยุทธศาสตร์เหล่านี้มากเกินไป
แต่สินค้าที่ได้รับผลกระทบจริงคือกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในรายการยกเว้น เช่น อาหารทะเลแปรรูป โดยเฉพาะทูน่าและกุ้ง ข้าว อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท ซึ่งล้วนเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าไม่น้อยในตลาดสหรัฐฯ หากต้องเผชิญภาษีเพิ่มเติม 12.5% ย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่สามารถเจรจาลดอัตราภาษีลงได้
ทั้งนี้ ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ทางออกของไทยยังมีอยู่ค่อนข้างชัดเจน เพราะประเทศที่ผูกพันตนในการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับผ่านข้อตกลงทวิภาคี หรือ ART จะได้รับอัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 10% โดยขณะนี้กัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียได้ทำข้อตกลงลักษณะดังกล่าวไปแล้ว ขณะที่ไทยยังไม่ได้ดำเนินการ
สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ สหรัฐฯ กำหนดให้ส่งความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม และจะมีการพิจารณาสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม ทำให้ไทยมีเวลาจำกัดในการกำหนดท่าที เจรจา และประเมินทางเลือกเชิงนโยบายก่อนมาตรการต่าง ๆ จะเริ่มเข้าสู่ช่วงตัดสินใจ
ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าผลการสอบสวนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือการที่หลายมาตรการอาจบรรจบกันในช่วงเวลาเดียวกัน โดย Section 122 จะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคม ขณะที่การพิจารณาเรื่องแรงงานบังคับจะเสร็จสิ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม และผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินความจำเป็นก็มีกำหนดออกมาในช่วงใกล้เคียงกัน
ดร.พิพัฒน์มองว่า หากมาตรการ Section 301 ทั้งสองเรื่องถูกบังคับใช้พร้อมกันในวันที่ Section 122 หมดอายุ ไทยอาจเผชิญกับภาษีใหม่หลายชั้นโดยไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่านในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทยในหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองมาตรการดังกล่าวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแรงกดดันทางการค้าระลอกใหม่ เพราะสหรัฐฯ ยังมีการสอบสวนภายใต้ Section 301 อีกหลายเรื่องที่อยู่ในกระบวนการ ครอบคลุมประเด็นดิจิทัล ภาคบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นอื่น ๆ ที่อาจถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือเจรจาทางการค้าในระยะต่อไป
ในมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ สิ่งที่สหรัฐฯ อาจต้องการจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการเก็บภาษีเพิ่มเติม แต่คือการกดดันให้แต่ละประเทศทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี หรือ ART ที่ครอบคลุมหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การเปิดตลาด และการลดการพึ่งพาสินค้าจากจีน ประเทศที่สามารถทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้เร็ว ไม่เพียงมีโอกาสได้อัตราภาษีที่ต่ำลง แต่ยังได้ความแน่นอนและความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคงกว่า
สำหรับไทย ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่แค่การเจรจาเพื่อลดภาษี แต่ยังอยู่ที่เงื่อนไขของข้อตกลง ART ที่อาจมาพร้อมกับการเปิดเสรีและข้อผูกพันที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร บริการดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมาตรฐานแรงงาน
บางเงื่อนไขอาจช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว แต่บางเงื่อนไขก็อาจสร้างแรงกระแทกต่อผู้ประกอบการ แรงงาน และภาคเศรษฐกิจบางส่วนที่ยังปรับตัวไม่ทัน การเจรจาจึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งผลดี ผลเสีย และมาตรการรองรับผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน
ดังนั้น การเจรจากับสหรัฐฯ รอบนี้จึงไม่ใช่เพียงโจทย์ระยะสั้นเรื่องภาษี หากแต่เป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจกำหนดทิศทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า ไทยจำเป็นต้องเร่งวางท่าทีทั้งในด้านการค้า กฎหมาย แรงงาน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับระเบียบการค้าใหม่ที่สหรัฐฯ กำลังผลักดันอย่างเป็นระบบ
หลังมีประกาศดังกล่าวออกมา สหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในคู่ค้าที่ออกมาตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเปิดเผยที่สุด โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า อียูเห็นพ้องกับข้อกังวลของสหรัฐฯ ต่อปัญหาแรงงานบังคับ แต่ไม่เห็นว่าการหยิบประเด็นนี้มาเป็นเหตุผลในการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมมีความชอบธรรม
อียูยังย้ำว่า อียูจะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดอัตราภาษีสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ไว้ที่ 15% พร้อมคาดหวังให้สหรัฐฯ เคารพเงื่อนไขของข้อตกลงดังกล่าวอย่างครบถ้วน
จุดขัดแย้งสำคัญอยู่ที่การประเมินมาตรการของยุโรป รายงานของ USTR ระบุว่า กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับของอียูจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนถึงเดือนธันวาคม 2570 และยังขาดองค์ประกอบสำคัญบางประการ ขณะที่ฝ่ายยุโรปมองว่า ข้อสรุปของสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องกับความพยายามทางกฎหมายที่อียูกำลังผลักดันอยู่ และอาจสะท้อนการใช้ประเด็นแรงงานเป็นข้ออ้างในการเพิ่มภาษี มากกว่าความพยายามแก้ปัญหาแรงงานบังคับอย่างแท้จริง
ด้านสหราชอาณาจักรระบุว่า ได้ดำเนินการแก้ปัญหาแรงงานบังคับผ่านกฎหมายแล้ว รวมถึง Modern Slavery Act และยังคงหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างสม่ำเสมอภายใต้กรอบการเจรจา พร้อมยืนยันว่า สิทธิการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ในเงื่อนไขพิเศษที่ธุรกิจอังกฤษได้รับภายใต้ข้อตกลงเดิมยังคงมีผล และอัตราภาษีของสหราชอาณาจักรยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ในฝั่งเอเชีย จีนคัดค้านมาตรการภาษีฝ่ายเดียวทุกรูปแบบ พร้อมยืนยันว่าไม่มีแรงงานบังคับในประเทศ ขณะที่ไต้หวันแสดงความหวังว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะสะท้อนข้อตกลงที่เคยบรรลุไว้กับสหรัฐฯ และช่วยรักษาสถานะการปฏิบัติที่ค่อนข้างเป็นพิเศษไว้ได้ ส่วนอินเดียระบุว่า กำลังหารือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับกระบวนการตามมาตรา 301
ท่าทีจากหลายประเทศสะท้อนว่า ข้อเสนอภาษีของทรัมป์อาจกลายเป็นแนวปะทะทางการค้ารอบใหม่ ที่เชื่อมโยงสหรัฐฯ เข้ากับคู่ค้าหลักทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ
สำหรับเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนภาษี แต่ยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนของกติกาการค้าในระยะถัดไป หากสหรัฐฯ สามารถใช้ประเด็นแรงงานบังคับเป็นฐานในการกำหนดภาษีกับคู่ค้าได้กว้างขึ้น ประเทศอื่นก็อาจนำแนวทางเดียวกันไปใช้ตอบโต้ หรือสร้างมาตรฐานทางการค้าใหม่ของตนเอง
ผลลัพธ์คือภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญโลกการค้าที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดยภาษีไม่ได้ถูกกำหนดจากประเภทสินค้าและประเทศต้นทางเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการพิสูจน์ที่มาของแรงงาน วัตถุดิบ และทุกชั้นของห่วงโซ่อุปทานด้วย