
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดศึกกับสเปนอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิจารณ์ว่าประเทศใช้จ่ายด้านกลาโหมน้อยเกินไป และไม่ยอมเปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้เป็นจุดโจมตีอิหร่าน แล้วเมื่อต้นเดือน ทรัมป์ถึงกับเรียกสเปนว่าเป็นประเทศที่ "สิ้นหวัง" พร้อมกล่าวหาว่า "ชาวสเปนเป็นคนไม่ดี" และขู่ระงับการค้าระหว่างสองประเทศ แต่เขากลับต้องเป็นคนที่มอบถ้วยแชมป์บอลโลกให้สเปน…
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดศึกกับสเปนอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิจารณ์ว่าประเทศใช้จ่ายด้านกลาโหมน้อยเกินไป และไม่ยอมเปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้เป็นจุดโจมตีอิหร่าน แล้วเมื่อต้นเดือน ทรัมป์ถึงกับเรียกสเปนว่าเป็นประเทศที่ "สิ้นหวัง" พร้อมกล่าวหาว่า "ชาวสเปนเป็นคนไม่ดี" และขู่ระงับการค้าระหว่างสองประเทศ
แต่ในวันนี้ ผู้นำคนเดิมที่เคยเรียกสเปนว่าเป็น "ผู้แพ้" เมื่อเดือนมีนาคม กลับต้องยืนปรบมือ และร่วมเฉลิมฉลองให้สเปนในฐานะแชมป์ฟุตบอลโลก รายการที่ทรัมป์พยายามผลักดันให้กลายเป็นเวทีของสหรัฐฯ แล้วเขาเป็นผู้มอบถ้วยแชมป์ให้กับโรดรี กัปตันทีมชาติสเปน ต่อหน้าพรีเมียร์เปโดร ซานเชซ กษัตริย์เฟลิเปที่ 6 และผู้ชมทางโทรทัศน์ทั่วโลกกว่าหนึ่งพันล้านคน
ก่อนการแข่งขัน ทรัมป์ยังกล่าวว่า "ยากที่จะเดิมพันสวนทางกับเมสซี" โดยอ้างถึงลีโอเนล เมสซี ซูปเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินา โดยระหว่างเกม เขานั่งอยู่แถวเดียวกับกษัตริย์เฟลิเปที่ 6 สมเด็จพระราชินีเลติเซีย และนายกรัฐมนตรีซานเชซ ก่อนจะลุกขึ้นจับมือกับทั้งสามคน
เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง ทรัมป์เดินลงจากห้องรับรองวีไอพีมายังสนามพร้อมกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เพื่อมอบถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกให้กับทีมชาติสเปน ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์โลกสมัยที่สองในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ผู้บริหารวงการฟุตบอลสเปนพยายามลดกระแสที่ว่าคำพูดของทรัมป์เป็นแรงกระตุ้นให้ทีมชาติสเปนในการแข่งขันครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักงานข่าวต่างประเทศก่อนนัดชิงชนะเลิศว่า
"เราไม่มีปัญหากับเขา และจนถึงตอนนี้ ทีมก็ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องการเมืองเป็นเรื่องนอกสนาม นักเตะคิดแค่เรื่องฟุตบอล"
แม้ฝ่ายบริหารจะพยายามแยกกีฬาออกจากการเมือง แต่นักเตะทีมชาติสเปนบางคนยอมรับว่า พวกเขารับรู้ถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศกับทรัมป์เช่นกัน
บอร์ฆา อิเกลเซียส กองหน้าทีมชาติสเปน ซึ่งไม่มีชื่อลงเล่นในนัดชิง ถูกถามก่อนเกมว่า หากต้องจับมือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังจบการแข่งขัน เขาจะรู้สึกอย่างไร
อิเกลเซียส ซึ่งปัจจุบันค้าแข้งกับสโมสรเซลตา บีโก และเป็นที่รู้จักจากการแสดงจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ประเด็นกาซาไปจนถึงการต่อต้านการเหยียดเพศในวงการฟุตบอลสเปน ตอบผ่านรายการ Panenka เมื่อวันศุกร์ว่า
"ผมหวังว่าจะได้ทักทายเขาในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังมีความสุข ให้มันผ่านไปเร็วที่สุด แล้วก็ลืมมันเสีย
นี่ไม่ใช่เวลาที่จะสร้างความขัดแย้ง ผู้คนก็รู้ดีอยู่แล้วว่าผมคิดอย่างไร แต่ผมไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น"
ท้ายที่สุด การจับมือระหว่างทั้งสองเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
ในทางการเมือง แทบไม่มีเรื่องใดที่เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสายกลาง-ซ้ายของสเปน และโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำชาตินิยมของสหรัฐฯ มีจุดยืนตรงกัน
หนึ่งในนโยบายสำคัญที่สุดของทรัมป์คือ การกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายออกจากสหรัฐฯ ขณะที่อีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติก รัฐบาลซานเชซกลับเดินหน้ามอบสถานะทางกฎหมายให้กับผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกต้องอย่างน้อย 500,000 คนในสเปน
ทรัมป์ยังโจมตีพลังงานหมุนเวียนอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะกังหันลม และผลักดันการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เป็นนโยบายหลักในวาระที่สองของตนเอง ขณะที่รัฐบาลซานเชซตั้งเป้าให้สเปนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถึง 81% ภายในปี 2030 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปอย่างมาก
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์สเปนอย่างต่อเนื่องที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของนาโตในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยเป้าหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องยากสำหรับซานเชซ เนื่องจากรัฐบาลผสมของเขาต้องพึ่งพาพรรคฝ่ายซ้ายที่ต้องการให้งบประมาณรัฐมุ่งเน้นไปที่สวัสดิการสังคมมากกว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหม ซึ่งสอดคล้องกับทัศนคติของประชาชนสเปนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทั้งสองผู้นำขัดแย้งกันรุนแรงที่สุด คือ ‘สถานการณ์ในตะวันออกกลาง’
ซานเชซ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2018 เป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างหนักต่อปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา ขณะที่ในปีนี้ รัฐบาลสเปนปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพร่วมในสเปนเพื่อปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล ส่งผลให้ทำเนียบขาวออกมาตอบโต้ และตำหนิสเปนหลายครั้ง
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะตึงเครียด แต่ในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ El País ก่อนการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ซานเชซแทบไม่ได้กล่าวถึงความขัดแย้งกับสหรัฐฯ กลับเลือกเน้นย้ำถึงคุณค่าที่สะท้อนตัวตนของชาวสเปน ทั้งใน และนอกสนามฟุตบอล เขาเขียนว่า
"นี่คือทีมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน ด้วยสไตล์การเล่นที่ลื่นไหล กล้าหาญ และสะท้อนตัวตนของพวกเรา
แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือคุณค่าที่หล่อหลอมประเทศของเรา"
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า
"นี่คือสเปนที่วางตัวด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และให้เกียรติคู่แข่งเสมอ ประเทศที่อาศัยพลังของส่วนรวมเพื่อคว้าชัยชนะ
และแสดงให้โลกเห็นว่าสเปนเป็นประเทศที่ผู้คนรักและเคารพ"
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้สเปนคว้าแชมป์โลกคือฟุตบอล และบางที นั่นอาจเป็นสารที่สำคัญที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ว่า ในวันที่เกมจบลง ผู้ชนะควรได้รับการยกย่องด้วย "ความอ่อนน้อมและการให้เกียรติ" ไม่ว่าความเห็นทางการเมืองของแต่ละฝ่ายจะแตกต่างกันเพียงใด