
“เราไม่เคยออกจากวิกฤต วิกฤตแค่เปลี่ยนรูปร่างไปเท่านั้น” คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงาน Earth Jump 2026
คำกล่าวนี้สะท้อนภาพของโลกธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เพราะวิกฤตที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญไม่ได้จำกัดอยู่แค่เศรษฐกิจ การเงิน หรือภูมิรัฐศาสตร์อีกต่อไป แต่รวมถึง “ปัญหาโลกเดือด” ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และกำลังทำลายระบบนิเวศโดยตรง
หากมองในมุมธุรกิจ พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือทรัพยากรและวัตถุดิบต้นน้ำในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อฐานทุนทางธรรมชาติถูกทำลาย ความเสี่ยงจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ระบบนิเวศ แต่ส่งต่อมายังต้นทุน การผลิต การค้า และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจด้วย
คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ThaiPBS ฉายภาพมูลค่าของธรรมชาติไว้อย่างน่าสนใจว่า “GDP โลกอยู่ที่ประมาณ 115 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่ธรรมชาติมอบให้เราฟรี ๆ ซึ่งอยู่ที่ราว 125 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี”
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ธรรมชาติให้สิ่งมีค่าแก่เรามากกว่าที่มนุษย์จะสร้างขึ้นเองได้เสียอีก ดังนั้น การรักษาฐานทุนทางธรรมชาติไว้จึงไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้
สำหรับ SMEs ไทย การรู้เท่าทันกฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน หากธุรกิจไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้ การเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้ารายใหญ่ หรือการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ อาจกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทันที
กฎเกณฑ์สำคัญที่ SMEs ต้องจับตา ได้แก่
แรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้มาจากฝั่งกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมาจากภาคสังคมและผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความตระหนักรู้ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ Social Responsibility สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ความยั่งยืนค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “ทางเลือก” มาเป็น “เงื่อนไข” ของการทำธุรกิจ
แม้เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 จะเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ แต่สำหรับ SMEs ไทย การปรับตัวยังคงติดอยู่กับ 3 ปัญหาหลัก
ปัญหาแรกคือการขาดเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมมักมีต้นทุนสูงเกินกว่าที่ SMEs จำนวนมากจะแบกรับไหว โดยเฉพาะเมื่อเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสร้างกำไรได้หรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่กล้าเสี่ยงลงทุน
ปัญหาที่สองคือการขาดความรู้และมาตรฐานที่ชัดเจน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่รู้วิธีวัดปริมาณคาร์บอนในสายพานการผลิตของตนเอง และยังไม่รู้ว่าควรใช้มาตรฐานใดเป็นหลักอ้างอิง ทำให้การเริ่มต้นปรับตัวกลายเป็นเรื่องยาก
ปัญหาที่สามคือความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ การเปลี่ยนไปมาของกติกาและแนวทางจากภาครัฐทำให้ภาคธุรกิจสับสน และไม่กล้าตัดสินใจลงทุนในระยะยาว ทั้งที่การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวจำเป็นต้องอาศัยแผนการลงทุนที่ต่อเนื่องและคาดการณ์ได้
ทุกเสียงบนเวทีต่างเห็นพ้องตรงกันว่า “การปรับตัวคือทางรอดเดียว” เพราะค่าใช้จ่ายของการไม่ยอมทำอะไรเลย หรือ Cost of Inaction อาจสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการปรับตัวหลายเท่าตัว
ในบริบทของประเทศไทย การปลูกป่าเพื่อแลกคาร์บอนเครดิตแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะหัวใจสำคัญของระบบนิเวศในภูมิภาคนี้คือ “ชุมชน” การดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืนจึงต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ด้วย เนื่องจากธรรมชาติคือบ้านของพวกเขา
เมื่อชุมชนอยู่ได้ พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าแผ่นดิน คอยปกป้องและดูแลธรรมชาติให้ยั่งยืนต่อไป ดังนั้น การปรับตัวของภาคธุรกิจจึงไม่ใช่แค่การลดคาร์บอนหรือทำตามกฎเกณฑ์การค้าโลกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาฐานทุนทางธรรมชาติ และสร้างระบบเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว