Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สหรัฐฯ ฟันภาษีไทย 12.5% สินค้าส่งออกกว่าครึ่งรอด จับตา“ไม้สอง”แรงกว่า
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สหรัฐฯ ฟันภาษีไทย 12.5% สินค้าส่งออกกว่าครึ่งรอด จับตา“ไม้สอง”แรงกว่า

24 ก.ค. 69
12:48 น.
แชร์

สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% กับสินค้าไทย แม้สินค้ากว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้น แต่ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการสอบสวนตามมาตรา 301 รอบใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มภาระภาษีและกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

ตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาวอชิงตัน สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10% หรือ 12.5% กับสินค้าจากประเทศและเขตเศรษฐกิจคู่ค้าราว 60 แห่ง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศคู่ค้าหลายแห่งยังมีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับไม่เพียงพอ

จากมาตรการดังกล่าว ไทยและประเทศคู่ค้าอีก 37 แห่ง รวมถึงจีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากอัตราปกติภายใต้หลักชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือ MFN ในอัตรา 12.5% สูงกว่าอัตราภาษีชั่วคราว 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงในวันเดียวกันอยู่ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สินค้าไทยจำนวน 2,120 รายการได้รับการยกเว้นจากภาษีส่วนเพิ่มรอบใหม่นี้ ครอบคลุมมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ จึงช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่งออกในระยะแรกได้บางส่วน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ความเสี่ยงด้านการค้าของไทยยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการสอบสวนตามมาตรา 301 อีกประเด็นหนึ่ง ว่าด้วยกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งครอบคลุม 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย

ผลการสอบสวนรอบถัดไปจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะอาจกำหนดทั้งภาระภาษีสุทธิของสินค้าไทย ส่วนต่างต้นทุนเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ตลอดจนทิศทางคำสั่งซื้อและการลงทุนในระยะข้างหน้า

สหรัฐฯ เปลี่ยนฐานกฎหมายจากภาษีชั่วคราวสู่มาตรา 301

การประกาศมาตรการภาษีรอบใหม่มีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี ก่อนที่ภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมทั่วโลกอัตรา 10% ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์จะสิ้นสุดลงในวันศุกร์ ภาษีดังกล่าวถูกนำมาใช้ไม่นานหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยให้ภาษี “ตอบโต้” รายประเทศในวงกว้าง รวมถึงภาษีที่เชื่อมโยงกับปัญหาเฟนทานิลสำหรับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก เป็นโมฆะ

หลังความพ่ายแพ้ในศาล รัฐบาลสหรัฐฯ หันไปใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้าได้สูงสุด 15% เพื่อแก้ไขการขาดดุลบัญชีดุลการชำระเงินที่มีขนาดใหญ่และรุนแรง อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวใช้ได้เพียง 150 วัน หากไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสให้ขยายเวลา ภาษีอัตรา 10% ภายใต้มาตรานี้จึงสิ้นสุดลงในเวลา 00.01 น. วันที่ 24 กรกฎาคม ตามเวลาวอชิงตัน

ระหว่างที่มาตรา 122 ยังมีผล รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนทางการค้าตั้งแต่เดือนมีนาคม เพื่อหามาตรการที่มีความถาวรมากขึ้นภายใต้มาตรา 301 ซึ่งให้อำนาจสหรัฐฯ ตอบโต้กรณีที่เห็นว่าต่างประเทศใช้นโยบายหรือแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม มาตรานี้เคยถูกใช้เป็นฐานในการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในช่วงที่ทรัมป์เริ่มสงครามการค้ากับปักกิ่งระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

การสอบสวนปัจจุบันแบ่งเป็นสองประเด็น ได้แก่ 1) การไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ และ 2) ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง โดยการประกาศครั้งนี้เป็นคำตัดสินขั้นสุดท้ายเฉพาะกรณีแรงงานบังคับ ส่วนการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินยังไม่มีข้อสรุป

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า การใช้แรงกดดันและการโน้มน้าวทางศีลธรรมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่สามารถขจัดแรงงานบังคับออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกได้ พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับมาเกือบหนึ่งศตวรรษและบังคับใช้อย่างจริงจัง จึงต้องการให้ประเทศคู่ค้าดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

เกรียร์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ยังกล่าวหาว่า ประเทศคู่ค้าบางแห่งสามารถลดต้นทุนการผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ ทำให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียม รัฐบาลสหรัฐฯ จึงกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของข้อกล่าวหา รวมถึงมาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้ของแต่ละประเทศ

ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% ขณะที่อีกประมาณ 20 ประเทศและเขตเศรษฐกิจถูกเรียกเก็บ 10% เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นว่ามีกฎหมายหรือมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับมากกว่า กลุ่มนี้ประกอบด้วยประเทศและเขตเศรษฐกิจ เช่น สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก กัมพูชา อินเดีย แคนาดา สหภาพยุโรป และไต้หวัน โดยบางแห่งมีข้อกฎหมายรองรับแล้ว ขณะที่บางแห่งตกลงปรับหลักเกณฑ์ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตราที่สูงกว่า แต่ได้รับเงื่อนไขพิเศษ โดยสินค้าที่ถูกเก็บภาษี 12.5% หรือสูงกว่าอยู่แล้วจะไม่ถูกเรียกเก็บซ้ำจากมาตรการนี้ ส่วนจีนไม่ได้รับสิทธิแบบเดียวกัน ทำให้ภาษีใหม่ 12.5% จะถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีที่มีผลอยู่เดิม

มาตรการรอบใหม่ไม่ครอบคลุมสินค้าที่ถูกเก็บภาษีรายอุตสาหกรรมภายใต้มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว เช่น รถยนต์และผลิตภัณฑ์เหล็ก ซึ่งอยู่ภายใต้โครงสร้างภาษีเฉพาะอีกชุดหนึ่ง

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้มาตรการคิดเป็นประมาณ 99% ของการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ระบุสัดส่วนไว้ที่ 99.4% สะท้อนว่าภาษีรอบนี้ครอบคลุมฐานการนำเข้าเกือบทั้งหมด ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง

ไทยถูกเก็บ 12.5% แต่สินค้ากว่าครึ่งได้ยกเว้น

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า แม้อัตราภาษีส่วนเพิ่มสำหรับสินค้าไทยจะสูงขึ้นจาก 10% เป็น 12.5% แต่สินค้าไทย 2,120 รายการได้รับการยกเว้น คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ครอบคลุมวงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูลหรือ HDD คอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่นและยางแท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว และน้ำตาลจากอ้อย

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เวียดนามและจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดสหรัฐฯ ถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% เช่นเดียวกัน เมื่อประกอบกับการที่สินค้าส่งออกของไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับการยกเว้น จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ประเมินในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ภาษีรอบนี้ยังไม่ใช่ข่าวร้ายรุนแรงสำหรับไทย เพราะสินค้าส่งออกหลักจำนวนมากยังได้รับการยกเว้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เพิ่มรายการยกเว้นอีกกว่า 400 รายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายประเภท เช่น ยาง แป้งมันสำปะหลัง และน้ำตาล

ดร.พิพัฒน์มองว่า สหรัฐฯ อาจใช้มาตรา 301 รอบแรกเป็นฐานจัดเก็บรายได้จากภาษีนำเข้า เพื่อทดแทนมาตรการเดิมที่ถูกศาลวินิจฉัยให้ตกไป จึงกำหนดอัตราภาษีของหลายประเทศให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน พร้อมยกเว้นสินค้าที่จำเป็นต่อสหรัฐฯ ไว้ค่อนข้างกว้าง

อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญอัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่งบางประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ซึ่งถูกเรียกเก็บ 10% ส่วนต่าง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์จึงอาจมีผลต่อสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นและต้องแข่งขันโดยตรงกับประเทศเหล่านี้

ผลกระทบต่อสินค้าไทยจึงแตกต่างกันตามประเภทสินค้า โดยสินค้าที่อยู่ในบัญชียกเว้นจะไม่ต้องรับภาษีเพิ่มเติม 12.5% ขณะที่สินค้านอกบัญชีต้องรับภาษีดังกล่าวเพิ่มจากอัตรา MFN และอาจเผชิญต้นทุนสูงกว่าคู่แข่งที่อยู่ในกลุ่มอัตรา 10%

ไทยเร่งเจรจา พร้อมวางมาตรการรองรับผู้ประกอบการ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ ระบุว่า ไทยกำลังเร่งเจรจาเพื่อหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าระยะยาวระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของไทยไม่ใช่เพียงการเร่งปิดการเจรจาให้เร็วที่สุด แต่ต้องได้ความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล ไม่กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ประโยชน์สาธารณะ และความสามารถของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายบริหารประเทศ

จุดยืนดังกล่าวอาจทำให้การหารือของไทยใช้เวลามากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดทางกฎหมายภายในที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การกำหนดท่าทีจะคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และผู้นำเข้า รวมถึงการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade: ART กับสหรัฐฯ ควบคู่กับการติดตามมาตรการภาษีในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างที่ยังไม่มีข้อสรุป

กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมมาตรการรองรับผู้ประกอบการและภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ประกอบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับผู้ส่งออก การลดต้นทุนการขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโลจิสติกส์ และการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานไทย

อีกแนวทางคือการเร่งบุกเจาะตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม เป้าหมายไม่เพียงอยู่ที่การบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า แต่รวมถึงการปรับโครงสร้างการค้าของไทยให้ยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก

จับตา “ไม้สอง” กำลังการผลิตส่วนเกิน ตัวแปรชี้ภาษีสุทธิ

ดร. พิพัฒน์ระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้ภาษีที่เชื่อมโยงกับปัญหาแรงงานบังคับแล้ว แต่ ดร.พิพัฒน์มองว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียง “ไม้แรก” ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือ “ไม้สอง” จากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนตามมาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Excess Capacity

การสอบสวนครั้งนี้ครอบคลุม 16 เขตเศรษฐกิจหลัก รวมถึงจีน สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย และไทย โดยพุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมหลายประเภท ตั้งแต่ยานยนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลาสติก ไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์

ขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศผลการสอบสวนหรืออัตราภาษีเพิ่มเติม แต่ “ไม้สอง” อาจสร้างผลกระทบรุนแรงกว่าภาษีรอบแรก เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่า สินค้าจากแต่ละประเทศต้องรับภาระภาษีสุทธิในอัตราเท่าใด และจะมีต้นทุนแตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากน้อยเพียงใด

โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า สินค้าไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าอัตราภาษีดังกล่าวสูงกว่าคู่แข่งหรือไม่ หากไทยเผชิญภาษีสูงกว่าประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้ผู้ซื้อหันไปสั่งสินค้าจากแหล่งอื่น กระทบต่อการลงทุนใหม่ และเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะทบทวนหรือย้ายฐานการผลิตอีกระลอก ก่อนส่งผลต่อเนื่องไปยังการส่งออก การจ้างงาน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ภาษีกลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า

ดร.พิพัฒน์ประเมินว่า สหรัฐฯ กำลังใช้ภาษีภายใต้มาตรา 301 เป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดหรือปรับปรุงกฎหมายตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องการ ในท้ายที่สุด ไทยอาจหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องเปิดตลาดบางส่วน เพื่อรักษาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ตลอดจนรักษาความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเปิดตลาดทุกด้านโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ควรเป็นการ “เปิดอย่างมียุทธศาสตร์” โดยเลือกเปิดตลาดในส่วนที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทย พร้อมเตรียมมาตรการรองรับภาคธุรกิจและแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบ

แนวทางแรกคือการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐฯ ในรายการที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้เอง การเปิดตลาดในลักษณะนี้อาจช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ เพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องใหม่ ๆ แต่ต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจและแรงงานในอุตสาหกรรมที่อาจเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น

แนวทางที่สองคือการเร่งออกและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมีมาตรฐานและกลไกควบคุมที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสให้อัตราภาษีใน “ไม้แรก” ลดลงจาก 12.5% เหลือ 10% เท่ากับประเทศคู่แข่งบางแห่ง

แนวทางที่สามคือการยกระดับกระบวนการพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้า หรือ Rule of Origin ให้ชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อยืนยันว่าสินค้าส่งออกจากไทยผ่านกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added ภายในประเทศจริง ไม่ใช่การนำสินค้าจากประเทศอื่นมาส่งผ่านหรือสวมสิทธิ หรือ Transshipment เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ

จากการเปิดตลาดสู่การปฏิรูปภายในประเทศ

ดร.พิพัฒน์มองว่า วิกฤตภาษีครั้งนี้เป็นอีกสัญญาณหนึ่งว่า ยุคการค้าเสรีในรูปแบบเดิมกำลังเปลี่ยนไป สหรัฐฯ กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยให้น้ำหนักกับการเจรจาทวิภาคีและการใช้เงื่อนไขเชิงนโยบายกับประเทศคู่ค้ามากขึ้น

การเปิดตลาดบางส่วนจึงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่โจทย์สำคัญคือ ไทยจะกำหนดยุทธศาสตร์เปิดเสรีอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมชดเชย เยียวยา และเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจและแรงงานสามารถปรับตัว ตลอดจนเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

แรงกดดันดังกล่าวอาจไม่ได้มาจากสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เพราะข้อตกลงทางการค้าและเศรษฐกิจสมัยใหม่มักเชื่อมโยงกับเงื่อนไขการปรับปรุงคุณภาพของสถาบันทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ตั้งแต่กฎหมายการแข่งขันทางการค้า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการคุ้มครองแรงงาน ไปจนถึงทรัพย์สินทางปัญญา

ไทยจึงอาจใช้แรงกดดันจากการเจรจาการค้าเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภายในประเทศควบคู่กันไป เพื่อสร้างกติกาทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและรองรับการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ขนาดของผลกระทบที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน อัตราภาษีในรอบถัดไป และผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทั้งความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป



แชร์
สหรัฐฯ ฟันภาษีไทย 12.5% สินค้าส่งออกกว่าครึ่งรอด จับตา“ไม้สอง”แรงกว่า