Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทรัมป์ฟาดภาษีโลก10% กระทบอย่างไร จะได้ภาษีคืนไหม รวมทุกเรื่องที่ควรรู้
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทรัมป์ฟาดภาษีโลก10% กระทบอย่างไร จะได้ภาษีคืนไหม รวมทุกเรื่องที่ควรรู้

21 ก.พ. 69
13:40 น.
แชร์

คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ซึ่งระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจอาศัยกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีศุลกากรแบบ “ตอบโต้” นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการค้าสหรัฐฯ

ภายใต้คำตัดสินดังกล่าว ภาษีในอัตรา 10-50% ที่เคยบังคับใช้กับหลายสิบประเทศ รวมถึงภาษี 19% สำหรับสินค้าไทย ถูกเพิกถอนสถานะทางกฎหมายทันที ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่า ภาษีที่จัดเก็บไปแล้วจะมีสถานะอย่างไร และรัฐบาลสหรัฐจะมีภาระต้องคืนเงินให้แก่ผู้นำเข้าหรือไม่

เพื่อตอบสนองต่อคำวินิจฉัยนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% กับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมาย Trade Act of 1974 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์

มาตรการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการชั่วคราว ใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน และหากจะขยายระยะเวลาออกไป จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส สะท้อนข้อจำกัดทั้งในเชิงกฎหมายและการเมืองที่ยังคงโอบล้อมนโยบายการค้าของสหรัฐในระยะต่อไป

ภายใต้กรอบนโยบายใหม่นี้ SPOTLIGHT ชวนเจาะลึกให้เห็นชัดว่า ภาษี 10% รอบใหม่ของสหรัฐคืออะไร ใช้กลไกใดในการบังคับใช้ และเผชิญข้อจำกัดอะไรบ้าง ทั้งด้านกฎหมายและการเมือง รวมถึงความเป็นไปได้ของมาตรการภาษีอื่นที่จะตามมา คำถามเรื่องการคืนเงินภาษีจะถูกจัดการอย่างไร และท้ายที่สุด ไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดในระยะถัดจากนี้

ทรัมป์แก้เกม ฟาดภาษีโลก 10% เริ่ม 24 ก.พ. 69 ใช้ได้แค่ 150 วัน

คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐเมื่อคืนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการค้าสหรัฐ หลังศาลมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ชี้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจใช้อำนาจตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรแบบ “ตอบโต้”  (Reciprocal Tariffs) กับประเทศคู่ค้าจำนวนมาก โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายดังกล่าวไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือด้านภาษี และไม่เคยมีบรรทัดฐานในอดีตในการนำมาใช้กำหนดอัตราภาษีศุลกากร

มาตรการที่ถูกเพิกถอนครอบคลุมภาษีในอัตรา 10% ถึง 50% ซึ่งทรัมป์ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วกับหลายสิบประเทศ รวมถึงอัตรา 19% ที่เคยเรียกเก็บจากไทย ตลอดจนภาษีต่อสินค้าจากแคนาดา เม็กซิโก และจีน ที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลเข้าสหรัฐ คำตัดสินยังทำให้ภาษีที่จัดเก็บภายใต้ IEEPA กับบราซิลและอินเดียตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายในทิศทางเดียวกัน

เพื่อตอบโต้คำตัดสินดังกล่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศใช้ภาษีศุลกากรอัตรา 10% กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทุกประเทศทั่วโลก ถือเป็นการขยับเชิงรุกเพื่อรักษาแนวนโยบายการค้าของรัฐบาล หลังมาตรการภาษีแบบรายประเทศถูกศาลสั่งยกเลิก

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคำสั่งดังกล่าวออกมาเมื่อวันศุกร์ และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 00.01 น. ตามเวลาวอชิงตัน ตามเอกสารสรุปข้อมูลที่ทำเนียบขาวเผยแพร่

ทรัมป์ประกาศความเคลื่อนไหวนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าได้ลงนามคำสั่งจากห้องทำงานรูปไข่ และภาษีใหม่นี้จะมีผล “เกือบจะในทันที” สะท้อนความพยายามของผู้นำสหรัฐในการรักษาบทบาทผู้นำด้านการค้าโลก แม้ต้องเผชิญแรงต้านจากทั้งฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ 

มาตรการภาษีอัตราฐาน 10% นี้ถูกนำมาใช้ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีได้โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งแทบไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน กำหนดเพดานระยะเวลาบังคับใช้ไว้ไม่เกิน 150 วัน และหากรัฐบาลต้องการขยายเวลาภาษีออกไป จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ข้อจำกัดนี้ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับทรัมป์ เนื่องจากสมาชิกพรรคเดโมแครต รวมถึงรีพับลิกันบางส่วน แสดงท่าทีต่อต้านนโยบายภาษีบางด้านของทรัมป์มาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นสมรภูมิการเมืองในสภานิติบัญญัติในช่วงถัดจากนี้

ภาษีมาตราอื่นยังอยู่ เดินหน้าสอบสวนใหม่ เปิดทางแทนที่อัตรา 10%

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลสูงสหรัฐฯ จะเพิกถอนภาษีฐาน 10% รวมถึงภาษีตอบโต้รายประเทศในอัตราอื่น ที่อาศัยอำนาจตาม IEEPA แต่ทรัมป์ยืนยันว่าจะยังคงมาตรการภาษีนำเข้าที่บังคับใช้อยู่ภายใต้มาตรา 301 และมาตรา 232 ต่อไป พร้อมส่งสัญญาณเร่งเปิดการสอบสวนทางการค้าใหม่ เพื่อปูทางสู่การกำหนดภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

หลังมีคำตัดสินของศาลสูง ทำเนียบขาวได้สั่งการให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เริ่มกระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 ซึ่งเป็นกลไกที่ต้องพิจารณาเป็นรายประเทศ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และเปิดโอกาสให้บริษัทหรือประเทศที่ได้รับผลกระทบเข้าชี้แจง ก่อนจะสามารถประกาศมาตรการภาษีได้อย่างเป็นทางการ

เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ระบุว่า การสอบสวนรอบใหม่จะดำเนินการภายใต้กรอบเวลาที่เร่งรัด และมีแนวโน้มครอบคลุมประเทศคู่ค้ารายใหญ่จำนวนมาก ประเด็นที่อยู่ในข่ายตรวจสอบมีตั้งแต่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม แรงงานบังคับ แนวปฏิบัติด้านการตั้งราคายา การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีและสินค้า-บริการดิจิทัลของสหรัฐ ภาษีบริการดิจิทัล ปัญหามลพิษทางทะเล ตลอดจนแนวปฏิบัติด้านการค้าอาหารทะเล ข้าว และสินค้าอื่น ๆ

กรีเออร์ยังย้ำว่า การสอบสวนมาตรา 301 ที่กำลังดำเนินอยู่ก่อนหน้านี้ เช่น กรณีบราซิลและจีน จะยังเดินหน้าต่อไปโดยไม่สะดุด

ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า การสอบสวนเหล่านี้อาจดำเนินควบคู่ไปกับการบังคับใช้อัตราฐาน 10% และในระยะยาวอาจใช้แทนที่ภาษีคงที่ดังกล่าว แม้ยังไม่ยืนยันว่าจะขอขยายระยะเวลาการใช้ภาษีตามมาตรา 122 ต่อไปกับสภาคองเกรสหรือไม่ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในช่วง 15-30% ซึ่งอาจกลายเป็นมาตรการสำคัญอีกชุดหนึ่ง

การประเมินของ Bloomberg Economics ชี้ว่า หากสหรัฐจัดเก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% จริง อัตราภาษีแท้จริงเฉลี่ยของประเทศอาจเพิ่มจาก 13.6% เป็น 16.5% อย่างไรก็ตาม หากยังคงยกเว้นภาษีบางรายการ อัตราเฉลี่ยอาจลดลงเหลือราว 11.4% โดยกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับการยกเว้นรวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้า USMCA ระหว่างสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก รวมถึงสินค้าเกษตรบางประเภท ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเดิมก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการผลักดันมาตรการภาษีเพิ่มเติมของทรัมป์อาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากมาตรการเหล่านี้เริ่มเผชิญแรงต้านในสภาคองเกรสแล้ว โดยดอน เบคอน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐเนบราสกา พรรครีพับลิกัน ซึ่งประกาศจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย และเป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์นโยบายภาษีของทรัมป์ ออกมาเตือนว่า การใช้อัตราฐาน 10% ควบคู่กับกลไกทางการค้าอื่น ๆ อาจทำให้สมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนมากขึ้นตัดสินใจลงคะแนนสวนแนวทางของรัฐบาล

เบคอนระบุว่า หากทำเนียบขาวยังเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว บทบาทของสภาคองเกรสในการลงมติด้านการค้าจะเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกรีพับลิกัน 6 คนที่ร่วมกับพรรคเดโมแครตโหวตยกเลิกภาษีต่อแคนาดาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่เริ่มชัดเจนภายในพรรคต่อทิศทางนโยบายการค้าของทรัมป์เอง

สหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีกว่า 1.7 แสนล้านดอลลาร์ แต่คาดยืดเยื้อ ใช้เวลาหลายปี

สำหรับประเด็นการคืนเงินภาษี แม้ศาลจะชี้ชัดว่า IEEPA ไม่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร แต่ศาลกลับหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยประเด็นที่ภาคธุรกิจจับตามากที่สุด คือเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วควรถูกคืนหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไร โดยศาลปล่อยให้ศาลการค้าระหว่างประเทศเป็นผู้พิจารณาประเด็นดังกล่าวต่อไป

ช่องว่างนี้กลายเป็นชนวนให้ทรัมป์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลอย่างรุนแรง โดยระบุว่าผู้พิพากษาใช้เวลาหลายเดือนจัดทำคำวินิจฉัย แต่กลับไม่ให้แนวทางปฏิบัติในเรื่องเงินคืน และยอมรับว่าข้อพิพาทอาจลากยาวในกระบวนการศาลอีกอย่างน้อยห้าปี ระหว่างการไต่สวนด้วยวาจาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการยอมรับแล้วว่าหากต้องคืนเงิน กระบวนการอาจกลายเป็น “ความยุ่งเหยิง” เนื่องจากขนาดของคดี

ข้อมูลระบุว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไปแล้วราว 170,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้มาตรการนี้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ด้านการค้าขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้นำเข้ากว่า 300,000 รายแล้วที่ชำระภาษีตามกฎหมายดังกล่าว ขณะที่บริษัทมากกว่า 1,500 แห่งได้ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้า เพื่อรักษาสิทธิขอคืนเงิน หากรัฐบาลแพ้คดี ซึ่งในที่สุดก็เกิดขึ้น

การประเมินของบลูมเบิร์กระบุว่า เงินที่อาจต้องคืนให้ผู้นำเข้าอาจสูงถึง 170,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดจากภาษีชุดนี้ อย่างไรก็ดี ศาลสูงสุดไม่ได้ตัดสินว่าผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับเงินคืนโดยอัตโนมัติหรือไม่ ขณะที่ทนายฝ่ายรัฐบาลระบุว่าจะไม่คัดค้านอำนาจของศาลในการสั่งให้คำนวณภาษีใหม่ แต่เปิดช่องความเป็นไปได้ในการจำกัดกลุ่มผู้มีสิทธิได้รับเงินคืน

ด้านกระทรวงการคลังสหรัฐยืนยันว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีเงินสดในมือเกือบ 774,000 ล้านดอลลาร์ เพียงพอรองรับการคืนรายได้จาก IEEPA หากมีคำสั่งศาล แม้กระบวนการอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือยาวนานกว่าหนึ่งปีก็ตาม ขณะที่รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ระบุว่า แม้คำตัดสินจะกระทบภาษีภายใต้ IEEPA แต่รายได้ภาษีในปีงบประมาณ 2569 จะ “แทบไม่เปลี่ยนแปลง” เนื่องจากรัฐบาลยังสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 122 ควบคู่กับมาตรา 232 และมาตรา 301 เพื่อรักษาระดับรายได้รวมไว้ใกล้เคียงเดิม

คืนภาษีแต่ใครได้จริง? เกมใหญ่หลังศาลคว่ำ IEEPA

นอกจากนี้ แม้ในที่สุดศาลจะมีคำสั่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ คืนภาษีที่จัดเก็บไป แต่ในทางปฏิบัติยังมีคำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ชัด คือ “ใครควรเป็นผู้ได้รับเงินคืน” นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า หากภาระภาษีถูกผลักไปยังผู้บริโภคแล้ว การคืนเงินอาจกลายเป็นประโยชน์กับบริษัทมากกว่าผู้บริโภค เพราะผู้นำเข้ามีแนวโน้มไม่ปรับลดราคาสินค้าที่เคยขึ้นไปแล้ว ยกเว้นสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท เช่น นมและไข่ ที่การแข่งขันด้านราคาสูงกว่า

ก่อนหน้านี้ สินค้ากลุ่มที่เปราะบางต่อภาษีทรัมป์เป็นพิเศษคือสินค้ากลุ่มค้าปลีกและเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากเอเชีย โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม โดยหลายบริษัทเริ่มสะท้อนผลกระทบผ่านผลประกอบการล่าสุดแล้ว พร้อมส่งสัญญาณแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า หากก่อนหน้านี้บริษัทตั้งสมมติฐานต้นทุนภาษีไว้สูง การเพิกถอนภาษีอาจกลายเป็นอัพไซด์ต่อกำไรในช่วงถัดไป

นอกจากนี้ ข้อมูลการนำเข้าจากศุลกากรสหรัฐฯ ยังระบุว่า สินค้าสำเร็จรูปในกลุ่มสิ่งทอ ของเล่น และอาหารและเครื่องดื่ม เป็นสินค้ากลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ในสัดส่วนสูงที่สุด ขณะที่ฝั่งเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ โดดเด่นในฐานะการนำเข้าส่วนประกอบเพื่อใช้ผลิตภายในประเทศ ภาคก่อสร้างเองได้รับผลกระทบจากการนำเข้าอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับอาคารใหม่

ดังนั้น ในกรณีที่มีการคืนภาษี ขนาดของกิจการจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเงินคืนจะถูกจ่ายให้แก่ผู้นำเข้าที่เป็นผู้ชำระภาษีโดยตรง ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่าธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องจัดซื้อสินค้าผ่านผู้นำเข้ารายใหญ่

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่า แม้ศาลการค้าสหรัฐฯ จะมีประสบการณ์ในการจัดการคดีคืนเงินจำนวนมากจากอดีต แต่คดีครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าประเมินว่า การรวมคดีฟ้องร้องจำนวนมากเข้าด้วยกันอาจช่วยให้บริหารจัดการได้ดีขึ้น แต่ยังต้องใช้เวลา และต้องรอความชัดเจนเชิงนโยบายเพิ่มเติม

สำหรับภาคธุรกิจ แม้เงินคืนจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนที่แบกรับมาตลอดปีที่ผ่านมาได้บางส่วน แต่สิ่งที่ต้องการมากกว่านั้นคือความมีเสถียรภาพของนโยบายการค้า เพื่อลดความผันผวนที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การวางแผนต้นทุน และการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

“ภาษีทรัมป์ 10%” ข่าวดีการค้าไทย แต่เศรษฐกิจในประเทศยังเปราะบาง

สำหรับผลกระทบของอัตราภาษีทรัมป์ใหม่ที่ 10% ต่อการค้าไทย นายกรณ์ จาติกวาณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การประกาศเก็บภาษีนำเข้าใหม่ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในอัตรา 10% เท่ากันทุกประเทศ อาจถือเป็นข่าวดีต่อการค้าไทยและการค้าโลก หลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยตีตกมาตรการ “ภาษีทรัมป์” ชุดเดิม โดยทรัมป์หันมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมาย Trade Act of 1974 แทน

นายกรณ์ระบุว่า ผลกระทบในสหรัฐจะเกิดความวุ่นวายจากกระบวนการคืนภาษีให้ผู้นำเข้า ซึ่งคาดว่ามูลค่าภาษีที่ต้องคืนอาจสูงถึงราว 3 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศอย่างไทย ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างการเจรจาอัตราภาษีเดิมที่ 19% กลับกลายเป็นว่าต้องเสียภาษีเพียง 10% เท่ากับประเทศอื่น ๆ

สำหรับมาตรา 122 ตามกฎหมายดังกล่าว ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีเป็นการชั่วคราวไม่เกิน 150 วัน และกำหนดเพดานอัตราสูงสุดไว้ที่ 15% แต่ทรัมป์เลือกใช้อัตราเพียง 10% จากทุกประเทศ ซึ่งสะท้อนว่า การประกาศครั้งนี้อาจเป็นเรื่องการรักษาหน้าทางการเมืองมากกว่าความตั้งใจจัดเก็บภาษีอย่างจริงจัง อีกทั้งหากจะขยายระยะเวลามาตรการออกไป ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากยังมีข้อถกเถียงด้านการตีความกฎหมาย

นายกรณ์มองว่า การส่งออกของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์ยกเว้นสินค้าหลายประเภท เช่น อาหารที่สหรัฐไม่สามารถผลิตได้ อิเล็กทรอนิกส์บางชนิด รวมถึงรถกระบะบางประเภท อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การส่งออก แต่อยู่ที่กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ การปล่อยสินเชื่อที่อยู่ในระดับต่ำ และความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ ในมิติระหว่างประเทศ นายกรณ์เตือนว่ายังไม่อาจวางใจได้ โดยทรัมป์อาจพยายามกู้ภาพลักษณ์ผ่านการตัดสินใจเชิงสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งหากจบลงด้วยการเจรจาจะเป็นผลดี แต่หากนำไปสู่การใช้กำลังทางทหาร จะสร้างผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

อ้างอิง: Bloomberg 1, Bloomberg 2




แชร์
ทรัมป์ฟาดภาษีโลก10% กระทบอย่างไร จะได้ภาษีคืนไหม รวมทุกเรื่องที่ควรรู้