
ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าระลอกใหม่ของสหรัฐ หลังรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าฟื้นแรงกดดันทางการค้ารอบใหม่ ด้วยการเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 ต่อ 16 ประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย เพื่อพิจารณาว่านโยบายหรือโครงสร้างการผลิตของประเทศเหล่านี้เข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” ต่อการค้าของสหรัฐหรือไม่
การสอบสวนครั้งนี้มุ่งตรวจสอบสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหา “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศคู่ค้า ซึ่งสหรัฐมองว่าอาจทำให้เกิดการส่งออกสินค้าในราคาต่ำและบิดเบือนตลาดโลก รวมถึงประเด็นการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าหรือการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมกับประเทศที่ถูกตรวจสอบ
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติของรัฐบาลทรัมป์ในการเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศต่าง ๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้มาตรการภาษีเดิมจำนวนมากต้องยุติลง และทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องหันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่น เช่น มาตรา 301 เพื่อฟื้นแรงกดดันทางการค้า
ขณะเดียวกันในช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลได้ประกาศใช้ภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% กับคู่ค้าส่วนใหญ่เป็นเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ระหว่างรอผลการสอบสวนที่จะกำหนดทิศทางมาตรการภาษีชุดใหม่ในอนาคต
ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเริ่มต้นการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 โดยมุ่งตรวจสอบประเทศเศรษฐกิจหลักที่สหรัฐเห็นว่ามี “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่การบิดเบือนตลาดโลกผ่านการส่งออกสินค้าในราคาต่ำและสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของสหรัฐ
ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการสอบสวนรวมทั้งสิ้น 16 ประเทศ ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก ไต้หวัน เวียดนาม ไทย มาเลเซีย กัมพูชา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ขณะที่แคนาดา ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของสหรัฐ ไม่ได้ถูกนำมารวมอยู่ในการตรวจสอบครั้งนี้
เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ระบุว่าการสอบสวนจะมุ่งเน้นเศรษฐกิจที่มีหลักฐานว่ามีกำลังการผลิตเกินความต้องการในหลายภาคอุตสาหกรรม โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ เช่น การมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง การมีโรงงานหรือสายการผลิตจำนวนมากที่ถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงการขยายกำลังการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับอุปสงค์ภายในประเทศ
ประกาศอย่างเป็นทางการของ USTR ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ในจีนและญี่ปุ่น โดยระบุว่าบริษัทจำนวนมากในภาคส่วนนี้กำลังประสบปัญหาขาดทุนหรือไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณของภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน นอกจากนี้ USTR ยังชี้ให้เห็นว่ากำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนสูงกว่าความต้องการภายในประเทศอย่างมาก
เอกสารของ USTR ยังกล่าวถึงบริษัท BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนว่า กำลังขยายฐานการผลิตในต่างประเทศอย่างรวดเร็ว โดยมีโรงงานในอุซเบกิสถาน ไทย บราซิล ฮังการี และตุรกี และยังมีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตในยุโรปเพิ่มเติม ทั้งที่โรงงานยานยนต์ในยุโรปปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยเพียงประมาณ 55% เท่านั้น
ในกรณีของสหภาพยุโรป USTR ระบุว่าดุลการค้าเกินดุลขนาดใหญ่ของเยอรมนีและไอร์แลนด์กับสหรัฐเป็นหลักฐานหนึ่งของกำลังการผลิตส่วนเกิน ขณะเดียวกันยังชี้ถึงดุลการค้าเกินดุลของสิงคโปร์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์กับสหรัฐ ซึ่งถูกมองว่ามีโครงสร้างการผลิตที่เกินความต้องการของตลาด
มาตรการสอบสวนของสหรัฐสร้างปฏิกิริยาตอบโต้จากหลายประเทศทันที โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ในวันพฤหัสบดี ระบุว่าการกล่าวหาของสหรัฐเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเป็น “ข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง” และจีนคัดค้านการใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียว รวมทั้งสิ่งที่จีนเรียกว่า “การบิดเบือนประเด็นทางการเมืองภายใต้ข้ออ้างดังกล่าว”
ทางด้านสหภาพยุโรประบุว่าต้องการยึดตามเงื่อนไขของข้อตกลงการค้าที่ทำไว้กับทรัมป์ที่สนามกอล์ฟ Turnberry เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดกรอบภาษีโดยรวมไว้ที่ประมาณ 15% และเห็นว่าหากมีการกำหนดภาษีใหม่ ก็ควรสะท้อนระดับภาษีที่ตกลงกันในข้อตกลงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภายุโรปซึ่งได้เลื่อนการลงมติให้สัตยาบันข้อตกลงดังกล่าวหลายครั้ง แสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอน โดยแบร์นด์ ลังเงอ ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐสภายุโรป ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ยังไม่มีหลักประกันว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ทำให้สหภาพยุโรปต้องเผชิญภาษีที่สูงกว่าเดิม พร้อมเรียกร้องให้มีความชัดเจนมากกว่านี้
ญี่ปุ่นซึ่งถูกกล่าวถึงในประเด็นอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบุว่ากำลังตรวจสอบรายละเอียดของการสอบสวนอย่างใกล้ชิด แต่จะยังคงดำเนินการตามข้อตกลงการค้าที่มีอยู่กับสหรัฐต่อไป ตามคำกล่าวของมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น
ขณะที่ไต้หวันระบุในแถลงการณ์ของคณะรัฐมนตรีว่า ข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนที่เพิ่งลงนามกับสหรัฐเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้สร้างฉันทามติในหลายประเด็นที่อาจอยู่ในขอบเขตของการสอบสวน ส่วนอินโดนีเซียระบุว่าข้อตกลงการค้ากับสหรัฐยังคงเป็นกรอบหลักในการกำหนดความสัมพันธ์ทางการค้าแบบทวิภาคี
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐเปิดให้ภาคธุรกิจและสาธารณชนส่งความเห็นเกี่ยวกับการสอบสวนนี้ได้จนถึงวันที่ 15 เมษายน และคาดว่าจะมีการจัดการไต่สวนสาธารณะในช่วงประมาณวันที่ 5 พฤษภาคม
นอกจากการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินแล้ว เกรียร์ยังเปิดเผยว่าสหรัฐจะเริ่มการสอบสวนอีกกรณีหนึ่งภายใต้มาตรา 301 โดยมุ่งตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมการส่งออกจากมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางที่สหรัฐใช้มาแล้วก่อนหน้านี้ในการจำกัดสินค้าจากเขตซินเจียงของจีน ภายใต้กฎหมาย Uyghur Forced Labor Prevention Act ซึ่งลงนามโดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้สหรัฐห้ามนำเข้าสินค้าที่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับในภูมิภาคดังกล่าว
รัฐบาลสหรัฐกล่าวหาว่าทางการจีนได้จัดตั้งค่ายแรงงานสำหรับชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยมุสลิมอื่น ๆ ในเขตซินเจียง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด
เกรียร์ระบุว่า สหรัฐต้องการผลักดันให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกนำมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับมาใช้ในลักษณะเดียวกับกฎหมายการค้าของสหรัฐ ซึ่งมีรากฐานมานานเกือบหนึ่งศตวรรษ
เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่าการสอบสวนทั้งสองกรณีมีเป้าหมายเพื่อสรุปมาตรการตอบโต้ รวมถึงการกำหนดภาษีหรือข้อจำกัดทางการค้า ก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราวที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้ในปลายเดือนกุมภาพันธ์จะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม
ในเวลาเดียวกัน สหรัฐยังเดินหน้าช่องทางการทูตควบคู่ไปกับมาตรการกดดันทางการค้า โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ มีกำหนดพบกับเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงของจีนที่กรุงปารีสในสัปดาห์นี้ เพื่อปูทางสู่การพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งในช่วงปลายเดือน
คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่รัฐบาลทรัมป์เคยใช้ลดลงโดยพฤตินัยประมาณ 10 จุดเปอร์เซ็นต์ จากการต้องใช้ภาษีชั่วคราวแทนมาตรการเดิม ส่งผลให้เครื่องมือกดดันของสหรัฐต่อจีนในประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออกอ่อนแรงลง ซึ่งการสอบสวนทางการค้ารอบใหม่ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการสร้างอำนาจต่อรองกลับคืนมาอีกครั้ง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบใหม่จากการที่สหรัฐอเมริกาเตรียมใช้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าเพื่อตรวจสอบประเทศคู่ค้า โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่อยู่ในข่ายการสอบสวนครั้งนี้
นายเกรียงไกรระบุว่า สงครามการค้ายังคงดำเนินอยู่ และสหรัฐยังคงใช้เครื่องมือทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อกดดันประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะภายใต้นโยบาย “Make America Great Again” ในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มมองประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐในเชิงลบ
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ประเทศไทยถูกจับตามองเพิ่มขึ้นในการสืบสวนครั้งนี้ เนื่องจากตัวเลขเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในปี 2567 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้อยู่ในอันดับที่ 11 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงสุด แต่ในปี 2568 การเร่งส่งออกเพื่อให้ทันก่อนการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลให้ตัวเลขเกินดุลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 71,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้อันดับของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 7
นายเกรียงไกรระบุว่า การเพิ่มขึ้นของตัวเลขเกินดุลการค้ากับสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญภายในปีเดียว ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐจับตามองอย่างใกล้ชิด และเตือนว่า มาตรา 301 อาจส่งผลกระทบต่ออย่างน้อย 3 อุตสาหกรรมหลักของไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่มีความเสี่ยงจะถูกเพ่งเล็งมากขึ้น
นายเกรียงไกรอธิบายว่า มาตรา 301 เป็นเครื่องมือทางการค้าที่สหรัฐใช้ตรวจสอบการค้าของประเทศคู่ค้าในกรณีที่เห็นว่าการผลิตหรือการส่งออกของประเทศนั้นทำให้เกิด “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ในสหรัฐ หรือกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวสามารถนำไปสู่การจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าบางประเภทได้
นอกจากนี้ การใช้มาตรา 301 เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐในการทดแทนมาตรการ Reciprocal Tariff ที่ถูกศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกก่อนหน้านี้ และมาตรการทางการค้าที่สหรัฐสามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้ายังมีอีกหลายรูปแบบ
สำหรับแนวทางแก้ไขและลดผลกระทบ นายเกรียงไกรเห็นว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจากับฝ่ายสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการนำทีมเจรจา ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเตรียมปรับตัว เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะสามกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายความเสี่ยง
นายเกรียงไกรเห็นว่าการกระจายตลาดส่งออกและการหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐเป็นแนวทางสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการเจรจาทางการค้า
มุมมองนี้สอดคล้องกับมุมมองของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์และจัดทำแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหาของสหรัฐ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมอธิบดีทุกกรมในสังกัด เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบในแต่ละภาคอุตสาหกรรม และเตรียมแนวทางชี้แจงเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐพิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” (Unreasonable or Discriminatory) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่น เพื่อชดเชยความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยมาตรา 301 ไม่มีเพดานอัตราภาษี และที่ผ่านมาสหรัฐเคยใช้มาตรการดังกล่าวกับจีนโดยเรียกเก็บภาษีสูงถึง 100%
สำหรับเหตุผลสำคัญที่สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณามี 3 ประเด็น ได้แก่ การที่ไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐในระดับสูง โดยในปี 2568 ไทยเกินดุล 51,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียงหนึ่งในสามของอุตสาหกรรมเท่านั้นที่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายการพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงค่าเงิน
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าไทยมีลักษณะแตกต่างจากบางประเทศที่อยู่ในข่ายการตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เช่น กรณีของสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม อีกทั้งยังไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงเหมือนบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ
นางศุภจีระบุว่า ไทยยังอยู่ในกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะที่จะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังจากการพิจารณาเสร็จสิ้น
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยไม่ได้กังวลมากในประเด็นความสมเหตุสมผลของข้อกล่าวหา เนื่องจากยังมีประเด็นที่สามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจน
อ้างอิง: Reuters