Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ภาษีทรัมป์ลดไม่ช่วยไทย! จีนไม่ส่งผ่าน กดส่งออกหด ความไม่แน่นอนฉุดลงทุน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ภาษีทรัมป์ลดไม่ช่วยไทย! จีนไม่ส่งผ่าน กดส่งออกหด ความไม่แน่นอนฉุดลงทุน

23 ก.พ. 69
12:06 น.
แชร์

การตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางกฎหมายภายในประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก หากแต่เป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผ่านมาถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยโดยตรง 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO Economic Strategy Unit) มองว่า ท่ามกลางบริบทที่ไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง และอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกับจีน เอเชียตะวันออก และยุโรป คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจริง (Effective Tariff Rate) ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 13.6% เหลือเพียง 6.0-6.5% ในทันที ลดแรงกดดันต่อต้นทุนผู้ส่งออกไทยในระยะสั้น และอาจช่วยพยุงคำสั่งซื้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการผ่อนคลายภาษีมีแนวโน้มจำกัดและชั่วคราว เนื่องจากจีนได้รับอัตราภาษีในระดับเดียวกัน ทำให้แรงจูงใจในการใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่การขยายตัวในอดีตส่วนหนึ่งมาจากการถ่ายโอนการส่งออก ทำให้ทั้งการนำเข้าและส่งออกของไทยมีแนวโน้มลดลงพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน ความผันผวนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงอีกภายใน 150 วันข้างหน้า เมื่อผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ มีแนวโน้มกดดันการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ และฉุดแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569

ศาลฎีกาสหรัฐฯ จำกัดอำนาจ IEEPA ยกเลิกภาษีรายประเทศทันที

ในคืนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพื่อขึ้นภาษีศุลกากรในวงกว้างแบบไม่จำกัดระยะเวลา ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Power Act (IEEPA) ได้อีกต่อไป และมีคำสั่งให้รัฐบาลยกเลิกการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั้งหมดที่ใช้อำนาจจากกฎหมายฉบับดังกล่าวโดยทันที

ผลโดยตรงคือ ภาษีรายประเทศที่สหรัฐฯ เรียกเก็บในช่วงปี 2568 ต้องสิ้นสุดลงทั้งหมด ทั้งภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่เริ่มเก็บตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และภาษีเฉพาะประเทศที่อ้างเหตุด้านเฟนทานิล (Fentanyl Tariff) ซึ่งเริ่มเก็บในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2568 เมื่อภาษีส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้ใช้อำนาจตาม IEEPA การยกเลิกดังกล่าวจึงทำให้อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงลดฮวบลงเหลือเพียง 6.0-6.5% จากระดับ 13.6% ก่อนคำตัดสิน

อย่างไรก็ดี ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บเฉพาะกลุ่มสินค้า (Sectoral Tariff) ยังคงมีผลบังคับใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเหล็กและอลูมิเนียมในอัตรา 25-50% ทองแดง 50% รถยนต์นั่งบุคคล 25% ชิ้นส่วนยานยนต์ 10-25% รถบรรทุก 10-25% รวมถึงไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ไม้ 10-50% สะท้อนว่าสงครามการค้าในมิติอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ยังไม่สิ้นสุด

ในเชิงโครงสร้าง คำตัดสินครั้งนี้ถือเป็นการจำกัดขอบเขตอำนาจและความคล่องตัวของประธานาธิบดีทรัมป์ในการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเชิงรุกต่อประเทศคู่ค้า แต่ยังไม่ใช่จุดจบของแนวคิด “America First” เนื่องจากรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้แทนได้

มาตรา 122, 232, 301 และ 338 เกมกฎหมายที่ยังไม่ปิดฉาก

แม้ IEEPA จะถูกจำกัดบทบาท แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายมาตราอื่นเพื่อขึ้นภาษีได้ มาตรา 122 อนุญาตให้ประธานาธิบดีบังคับใช้ภาษีศุลกากรในอัตราสูงสุด 15% หรือกำหนดโควตานำเข้าได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน และหากต้องการขยายเวลาเกินกว่านั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 232 และ 301 ซึ่งเป็นที่มาของภาษีเหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์ในอดีต แต่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนโดยกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนการค้า (USTR) ใช้เวลาอย่างน้อย 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับขอบเขตการศึกษา ขณะที่มาตรา 338 ให้อำนาจขึ้นภาษีได้สูงสุดถึง 50% ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยอาศัยรายงานจากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ แม้กฎหมายนี้ยังไม่เคยถูกใช้จริง แต่ถือเป็น “อาวุธสำรอง” ทางนโยบาย

ทันทีหลังคำตัดสินศาล เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจฝ่ายบริหารประกาศขึ้นภาษีกับทุกประเทศทั่วโลกผ่านมาตรา 122 ในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 23 กรกฎาคม 2569 พร้อมระบุรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น เช่น แร่หายาก ทองคำ พลังงาน สินค้าเกษตรบางประเภทอย่างเนื้อวัว ส้ม และมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์ยาและส่วนประกอบทำยา สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด และยานพาหนะบางประเภท

แม้จะมีการขึ้นภาษีรอบใหม่ แต่การประเมินชี้ว่า Effective Tariff Rate จะอยู่ที่ราว 10% ต่ำกว่าระดับก่อนคำตัดสินศาล เนื่องจากยังมีการยกเว้นสินค้าหลายกลุ่ม และมาตรา 122 มีข้อจำกัดด้านเวลา ความต่อเนื่องหลังครบ 150 วันจึงยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีผู้แทนพรรครีพับลิกันบางส่วนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับแนวทางภาษีของทรัมป์

ต่อมาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะปรับอัตราภาษีขึ้นเป็น 15% จากเดิม 10% หากมีผลจริงจะทำให้ Effective Tariff Rate ขยับขึ้นใกล้ 12% แม้ยังต่ำกว่าระดับก่อนศาลตัดสิน อย่างไรก็ดี ทำเนียบขาวยังไม่มีถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการรับรองประกาศดังกล่าว เพิ่มระดับความคลุมเครือของนโยบายการค้าในสายตาตลาดโลก

คืนภาษี 1.7 แสนล้านดอลลาร์ และแรงกระเพื่อมถึงไทย

อีกประเด็นที่ต้องจับตา คือการเวรคืนภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ จัดเก็บผ่าน IEEPA ตั้งแต่ปี 2568 ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2569 รวมมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า 65% ของรายรับจากภาษีศุลกากรทั้งหมด และมากกว่า 0.5% ของ GDP สหรัฐฯ รูปแบบการคืนเงินยังขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ ว่าจะคืนเต็มจำนวนภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมดอกเบี้ย 6-7% ต่อปี หรือให้ผู้ประกอบการยื่นคำร้องเข้าสู่กระบวนการศาลเป็นรายกรณี

หากต้องคืนเต็มจำนวนอย่างรวดเร็ว อาจทำให้การขาดดุลการคลังสหรัฐฯ ปี 2569 สูงกว่าคาดราว 0.3-0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจเลือกออกตั๋วเงินคลัง (T-bills) เพื่อระดมทุนชดเชยเงินคืน และจำกัดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การใช้มาตรา 122 แบบอัตราเดียวกับทุกประเทศ ทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบที่เคยแตกต่างกันลดลง ช่วงก่อนหน้า จีนและอินเดียเผชิญภาษีสูงกว่าหลายประเทศ ขณะที่อังกฤษเผชิญอัตราค่อนข้างต่ำ แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่ ความแตกต่างดังกล่าวลดลง และจีนอาจกลับมาเร่งส่งออกตรงสู่สหรัฐฯ ในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวระบุว่าได้มอบอำนาจให้ USTR ดำเนินการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศที่อาจดำเนินนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม ซึ่งมีแนวโน้มครอบคลุมสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย อังกฤษ และบราซิล แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะครอบคลุมสินค้าใดบ้าง นอกจากนี้ รัฐบาลยังอาจเร่งสอบสวนผ่านมาตรา 232 ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ เช่น ยาและเซมิคอนดักเตอร์

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย TISCO ESU มองว่า ในระยะสั้นอัตราภาษีที่ลดลงจะมีผลเชิงบวกต่อการส่งออกอยู่บ้าง จากการที่อัตราภาษีปรับลดลงมาอยู่ที่ 15% จากเดิม 19% อย่างไรก็ตาม ผลบวกดังกล่าวมีแนวโน้มจำกัดในระยะยาว เนื่องจากจีนได้รับอัตราภาษีในระดับเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการเติบโตของการส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งที่ผ่านมาเป็นผลจากการถ่ายโอนการส่งออก (transshipment) จากจีน

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ดุลการค้าสุทธิของไทยอาจไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมูลค่าการส่งออกและการนำเข้ามีแนวโน้มปรับลดลงไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนอาจชะลอลงในช่วง 150 วันข้างหน้า จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ซึ่งเมื่อผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ อาจกดดันการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ และส่งผลลบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569



แชร์
ภาษีทรัมป์ลดไม่ช่วยไทย! จีนไม่ส่งผ่าน กดส่งออกหด ความไม่แน่นอนฉุดลงทุน