
ปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับจีนยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลช่วง 4 เดือนแรกของปีสะท้อนว่า “จีน” คือประเทศที่ไทยขาดดุลการค้าสูงที่สุด โดยระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสะสม 933,075.83 ล้านบาท หรือทะลุระดับ 9.3 แสนล้านบาทแล้ว
ตัวเลขดังกล่าวเกิดจากมูลค่าการนำเข้าจากจีนที่สูงกว่าการส่งออกไปจีนอย่างมาก โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ไทยส่งออกสินค้าไปจีนมูลค่า 439,833.48 ล้านบาท ขณะที่นำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 1,372,909.31 ล้านบาท สะท้อนช่องว่างทางการค้าที่กว้างขึ้น และตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะแหล่งนำเข้าสินค้าสำคัญของไทย
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยที่อยู่ในภาวะ “ส่งออกโต แต่นำเข้าโตแรงกว่า” โดยเฉพาะในเดือนเมษายน 2569 ไทยส่งออกมูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1% หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.022 ล้านล้านบาท ขณะที่การนำเข้าพุ่งขึ้นเป็น 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 45% หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.363 ล้านล้านบาท
ผลจากการนำเข้าที่เร่งตัวสูงกว่าการส่งออก ทำให้เดือนเมษายน 2569 ไทยขาดดุลการค้า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 340,727 ล้านบาท นับเป็นระดับขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภาพรวม 4 เดือนแรกของปี ไทยขาดดุลการค้าสะสม 19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 677,245 ล้านบาท ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทในระยะถัดไป
ในบทความนี้ SPOTLIGHT จึงชวนผู้อ่านสำรวจสถิติการค้าระหว่างไทยกับจีนในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ว่ามีทิศทางอย่างไร ไทยนำเข้าสินค้าใดจากจีนเป็นหลัก และส่งออกสินค้าใดไปยังจีนบ้าง เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดไทยจึงขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูงเช่นปัจจุบัน
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนต่อเนื่องทุกเดือน โดยยอดขาดดุลยังเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่า 2.2 แสนล้านบาทต่อเดือน
เดือนมกราคม ไทยขาดดุลจีน 228,694.30 ล้านบาท เดือนกุมภาพันธ์ขาดดุล 220,255.18 ล้านบาท เดือนมีนาคมขาดดุล 230,787.86 ล้านบาท และเร่งขึ้นเป็น 253,338.49 ล้านบาทในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี
ส่งผลให้ 4 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสะสม 933,075.83 ล้านบาท ตอกย้ำแรงกดดันจากการค้ากับจีนที่ยังขยายตัวในฝั่งนำเข้าสูงกว่าการส่งออกของไทยอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเจาะลึกโครงสร้างการค้าระหว่างไทยกับจีนในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 พบว่า สินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบการผลิต และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยไปจีนยังพึ่งพากลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยยังมีบทบาทเป็นทั้งตลาดปลายทางของสินค้าอุตสาหกรรมจากจีน และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตร-วัตถุดิบเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของจีน แต่เมื่อเทียบมูลค่ารายสินค้าแล้ว ฝั่งนำเข้าจากจีนมีมูลค่าสูงกว่าสินค้าส่งออกของไทยไปจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ซึ่งมีมูลค่านำเข้าสูงถึงกว่า 322,168 ล้านบาท
สินค้า 10 ประเภทแรกที่ไทยนำเข้าจากจีน ช่วงมกราคม-เมษายน 2569 ได้แก่
ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนยังมีฐานสำคัญจากสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ โดยเฉพาะผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปจีนในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่า 62,294.15 ล้านบาท ตามด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง
สินค้า 10 ประเภทแรกที่ไทยส่งออกไปจีน ช่วงมกราคม-เมษายน 2569 ได้แก่
ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างการค้าระหว่างไทยกับจีนยังมีความไม่สมดุลในเชิงมูลค่า โดยไทยนำเข้าสินค้าทุน สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุตสาหกรรมจากจีนในระดับสูง ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยไปจีนยังพึ่งพาสินค้าเกษตรและวัตถุดิบเป็นสัดส่วนสำคัญ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญต่อการยกระดับมูลค่าส่งออกของไทยในระยะต่อไป
โครงสร้างการค้าดังกล่าวสะท้อนความจริง 3 ชั้นของเศรษฐกิจไทย
ชั้นแรก ไทยพึ่งพาจีนในฐานะแหล่งนำเข้าสินค้าทุนและชิ้นส่วนสำคัญของภาคอุตสาหกรรม หากการผลิตไทยยังต้องใช้เครื่องจักร ชิ้นส่วนไฟฟ้า แผงวงจร วงจรพิมพ์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์จากจีนในสัดส่วนสูง การขยายตัวของภาคผลิตหรือการลงทุนในประเทศย่อมมีโอกาสดึงการนำเข้าจากจีนเพิ่มตามไปด้วย
ชั้นที่สอง ฝั่งส่งออกของไทยไปจีนยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่าฝั่งนำเข้า สินค้าอย่างผลไม้ ยางพารา มันสำปะหลัง และไม้ แม้เป็นสินค้าสำคัญและมีตลาดรองรับในจีน แต่ส่วนใหญ่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านราคา ฤดูกาล มาตรฐานตลาด และอำนาจต่อรองของผู้ซื้อ ขณะที่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยังมีน้ำหนักไม่มากพอจะชดเชยมูลค่านำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนจากจีน
ชั้นที่สาม ไทยอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ประกอบและผู้ใช้ชิ้นส่วน” มากกว่า “เจ้าของเทคโนโลยีต้นน้ำ” ในหลายอุตสาหกรรม การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้า แผงวงจร และวงจรพิมพ์จำนวนมากสะท้อนบทบาทจีนในฐานะศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมของภูมิภาค ขณะที่ไทยยังต้องเร่งยกระดับการผลิตไปสู่สินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อลดแรงกดดันจากการขาดดุลเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ดังนั้น โครงสร้างการค้าดังกล่าวจึงสะท้อนว่า ไทยควรเร่งปรับบทบาทจากการเป็นผู้ซื้อสินค้าอุตสาหกรรมมูลค่าสูงจากจีน ไปสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น เพราะหากโครงสร้างการค้ายังคงเป็นเช่นนี้ การขยายตัวของการค้าไทย-จีนอาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างมูลค่านำเข้าและส่งออกถ่างกว้างขึ้นในระยะต่อไป