Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘เหล็กจีน’จ่อทะลักเข้าอาเซียน เร่งระบายหลังดีมานด์ในจีนลด ส่อกดราคายาว
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘เหล็กจีน’จ่อทะลักเข้าอาเซียน เร่งระบายหลังดีมานด์ในจีนลด ส่อกดราคายาว

9 ก.ค. 69
12:08 น.
แชร์

อาเซียนเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ “เหล็กล้นตลาด” หลังจีนมีแนวโน้มส่งออกเหล็กเข้ามาในภูมิภาคมากขึ้นเพื่อลดอุปทานส่วนเกินภายในประเทศ ขณะเดียวกัน หลายประเทศในอาเซียนก็กำลังเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กของตัวเองเช่นกัน

เอ็ดวิน บาสซอน ผู้อำนวยการใหญ่สมาคมเหล็กโลก หรือ World Steel Association ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มเห็นสัญญาณของปริมาณเหล็กส่วนเกินในตลาดชัดเจนขึ้น

แรงกดดันสำคัญมาจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของอุปทานทั่วโลก แต่ในช่วงหลัง ความต้องการใช้เหล็กภายในจีนกลับมีแนวโน้มอ่อนตัวลง โดยสมาคมเหล็กโลกคาดการณ์เมื่อเดือนเมษายนว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กของจีนจะลดลง 1.5% ในปีนี้ ก่อนจะทรงตัวในปี 2570

เมื่อความต้องการในประเทศลดลง จีนจึงมีแนวโน้มลดการผลิตเพื่อป้อนตลาดภายใน และหันมาส่งออกเหล็กไปยังตลาดอื่นในเอเชียมากขึ้น รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดปลายทางสำคัญ

แรงกดดันต่อภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นจากมาตรการคุมเข้มการนำเข้าเหล็กจากจีนของสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้ผู้ผลิตจีนต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อระบายสินค้า บาสซอนระบุว่า เหล็กจากจีนกำลังไหลเข้าสู่แอฟริกา อเมริกาใต้ และตะวันออกกลางมากขึ้น นอกเหนือจากปริมาณที่ส่งมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาเหล็กส่วนเกินไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในจีนอีกต่อไป แต่กำลังส่งแรงกดดันไปยังหลายภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งอาจต้องรับมือพร้อมกันทั้งเหล็กนำเข้าราคาถูกจากจีน และกำลังการผลิตภายในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เหล็กจีนไหลออกนอกประเทศ หลังดีมานด์ในประเทศชะลอ

บาสซอนชี้ว่า ตลาดเหล็กโลกกำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนทิศทางของเหล็กจีน หลังความต้องการใช้เหล็กภายในประเทศมีแนวโน้มลดลง ขณะที่มาตรการจำกัดการนำเข้าในสหรัฐฯ และยุโรปยิ่งผลักให้เหล็กจีนไหลไปยังตลาดอื่นมากขึ้น

อีกปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มนี้ชัดเจนขึ้นคือสงครามในอิหร่าน เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นตลาดส่งออกสำคัญของเหล็กจีน โดยมีสัดส่วน 10.7% ของการส่งออกทั้งหมด แต่เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อนานกว่าคาด และเริ่มกระทบต่อการขนส่งไปยังภูมิภาคดังกล่าว เหล็กบางส่วนจึงถูกเบนไปยังตลาดอื่นในเอเชียและภูมิภาคอื่นแทน

ผลที่ตามมาคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเดิมเป็นหนึ่งในตลาดปลายทางสำคัญของเหล็กจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อยู่แล้ว กำลังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานภายนอกมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ภูมิภาคนี้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดนำเข้าเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่หลายประเทศเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กของตนเองมากขึ้นด้วย ทำให้ความเสี่ยงจากภาวะเหล็กล้นตลาดในอาเซียนยิ่งน่าจับตา

อาเซียนเสี่ยงเจอปัญหากำลังผลิตล้นเกินยืดเยื้อ

สมาคมเหล็กโลกเตือนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเหล็กล้นตลาดในระยะยาว เพราะไม่เพียงมีเหล็กจากจีนไหลเข้ามามากขึ้นเท่านั้น แต่หลายประเทศในภูมิภาคยังเดินหน้าเพิ่มการผลิตเหล็กในประเทศของตัวเองด้วย

บาสซอนอธิบายว่า ในอดีต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดหลักที่ช่วยดูดซับเหล็กส่วนเกินจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน แต่ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศในภูมิภาคเริ่มพัฒนาฐานการผลิตของตัวเอง ขณะเดียวกัน อุปทานจากจีนก็ยังไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น

“นั่นคือภาพเมื่อสองหรือห้าปีก่อน แต่หลังจากนั้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มพัฒนากำลังการผลิตของตัวเอง และยังมีกำลังการผลิตจากจีนไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น ดังนั้นเราจึงเริ่มเห็นว่า ในภูมิภาคนี้มีปริมาณวัสดุเหล็กส่วนเกินพร้อมจำหน่ายมากขึ้น” บาสซอนกล่าว

รายงานล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ระบุว่า การส่งออกเหล็กกึ่งสำเร็จรูปของจีนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งขึ้น 300% ในปี 2568 โดยเหล็กกลุ่มนี้อาจถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กรีดขั้นปลาย ก่อนที่ประเทศอาเซียนจะส่งออกต่อไปยังตลาด OECD

ประเด็นนี้สะท้อนว่า ปัญหาเหล็กล้นตลาดในอาเซียนไม่ได้เกิดจากการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวพันกับห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคด้วย 

หากเหล็กกึ่งสำเร็จรูปจากจีนถูกนำมาแปรรูปต่อในอาเซียน แล้วส่งออกไปยังตลาดพัฒนาแล้ว ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน สหรัฐฯ ยุโรป และประเทศอาเซียนอาจยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

กีดกันการค้าอาจให้ผลดีระยะสั้น แต่เพิ่มความเสี่ยงระยะยาว

นอกจากภาวะกำลังผลิตเหล็กล้นเกิน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และยุโรปต่อเหล็กจีนยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อทางเข้าสู่ตลาดใหญ่ถูกจำกัด อุปทานส่วนเกินจากจีนย่อมต้องไหลไปยังตลาดอื่นที่ยังเปิดรับมากกว่า

ในเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กเพิ่มเติมจาก 25% เป็น 50% มาตรการลักษณะนี้มีส่วนทำให้ราคาเหล็กในสหรัฐฯ สูงขึ้นเป็นสองเท่าของราคาเฉลี่ยทั่วโลก และกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กมากขึ้น โดยมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์

บาสซอนกล่าวว่า ยุโรปอาจได้ประโยชน์ในระยะสั้นจากแนวทางกีดกันทางการค้า แต่เตือนว่า ในระยะยาว นี่อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำหรับทั้งยุโรปและอเมริกาเหนือ หากผู้ผลิตในภูมิภาคเหล่านี้ไม่สามารถรักษาประสิทธิภาพการแข่งขันไว้ได้สูงพอ

กรณีของสหรัฐฯ สะท้อนความเสี่ยงนี้อย่างชัดเจน หลังนโยบายกีดกันทางการค้าที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปีมีส่วนทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างล่าช้า และทำให้ U.S. Steel เผชิญวิกฤต ก่อนที่ Nippon Steel จะเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้นเมื่อปีที่แล้ว พร้อมเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่เพื่อปรับปรุงโรงงานเหล็กเก่าและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต

“ในระยะยาว ตลาดที่มีการควบคุมการเข้าถึงเช่นนี้มักสูญเสียประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับตลาดที่มีราคาต่ำกว่าและมีการแข่งขันเข้มข้นกว่า” บาสซอนกล่าว


อ้างอิง: Nikkei Asia

แชร์
‘เหล็กจีน’จ่อทะลักเข้าอาเซียน เร่งระบายหลังดีมานด์ในจีนลด ส่อกดราคายาว