Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เม.ย. 69 ไทยขาดดุล 3.4 แสนล้าน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่อกดบาทอ่อน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เม.ย. 69 ไทยขาดดุล 3.4 แสนล้าน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่อกดบาทอ่อน

25 พ.ค. 69
13:54 น.
แชร์

การค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนเมษายน 2569 เผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการนำเข้าที่เร่งตัวสูงกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในวันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนเมษายนมีมูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1% หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.022 ล้านล้านบาท ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่าสูงถึง 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 45% หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.363 ล้านล้านบาท

ช่องว่างระหว่างมูลค่าส่งออกและนำเข้าดังกล่าวทำให้เดือนเมษายน 2569 ไทยขาดดุลการค้า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 340,727 ล้านบาท นับเป็นระดับขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นสัญญาณที่ตลาดการเงินต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากดุลการค้าที่ติดลบมากสะท้อนความต้องการใช้เงินดอลลาร์เพื่อชำระค่าสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพลังงาน วัตถุดิบ และสินค้าทุน

ในภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดี โดยมีมูลค่า 127,752 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9% หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาท แต่การนำเข้าขยายตัวแรงกว่า อยู่ที่ 147,250.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.7% หรือประมาณ 4.68 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสะสม 19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 677,245 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคการค้าต่างประเทศยังอยู่ในภาวะ “ส่งออกโต แต่นำเข้าโตแรงกว่า” ซึ่งอาจกดดันเสถียรภาพค่าเงินในระยะต่อไป

นำเข้าพุ่ง 45% จากวัตถุดิบ สินค้าทุน และเชื้อเพลิง ดันขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายนันทพงษ์อธิบายว่า การนำเข้าที่ขยายตัวสูงในเดือนเมษายน 2569 ควรพิจารณาแยกเป็นกลุ่มสินค้า โดยมี 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ วัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และสินค้าเชื้อเพลิง โดยสองกลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับการนำเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตและผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ขณะที่กลุ่มเชื้อเพลิงสะท้อนแรงกดดันจากมูลค่าพลังงานที่สูงขึ้น

ในส่วนของวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป นายนันทพงษ์ยกตัวอย่างสินค้าที่นำเข้า เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ทรานซิสเตอร์ และแผงวงจรพิมพ์ ส่วนสินค้าทุนที่มีการนำเข้า เช่น เครื่องจักรกลไฟฟ้าและเครื่องจักรกล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเทคโนโลยีที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกไทยในช่วงนี้ ดังนั้น หากมองเฉพาะการนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบและสินค้าทุนเพื่อผลิตส่งออก สนค.ประเมินว่ายังไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวลมากนัก

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่น่ากังวลและสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย คือการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นสูง โดยเดือนเมษายน 2569 การนำเข้าเชื้อเพลิงขยายตัว 128.6% ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงและสะท้อนต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ขยายตัว 169% หากแยกองค์ประกอบจะพบว่าปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นประมาณ 62% ขณะที่ราคาเพิ่มขึ้น 65.9% ทำให้มูลค่านำเข้าพลังงานสูงขึ้นและมีผลโดยตรงต่อการขาดดุลการค้า

นายนันทพงษ์ระบุว่า ทิศทางการนำเข้าที่สูงและการขาดดุลการค้าในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และราคาพลังงาน หากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัว การนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ และสินค้าทุนเพื่อการผลิตก็มีแนวโน้มยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน หากราคาพลังงานยังสูง การนำเข้าพลังงานก็จะยังเป็นแรงกดดันต่อดุลการค้าต่อเนื่อง การนำเข้าและการขาดดุลจะเริ่มผ่อนคลายได้ก็ต่อเมื่อวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มชะลอลง และราคาน้ำมันค่อย ๆ ลดลงหรือเบาลง

แรงกดดันจากดุลการค้าที่ขาดดุลสูงยังเชื่อมโยงกับค่าเงินบาท โดยนายนันทพงษ์ระบุว่า ปัจจัยแรกคือการนำเข้าพลังงาน ซึ่งทำให้ไทยต้องนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินดอลลาร์เพื่อซื้อพลังงาน ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ปัจจัยที่สองคือความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ทำให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินไปหาสินทรัพย์ที่มั่นคง โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ และปัจจัยที่สามคือสถานการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve ยังไม่ลดดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินทุนยังมีแนวโน้มอยู่ในสหรัฐฯ มากกว่าจะไหลเข้าประเทศไทย

ในด้านดุลการค้ารายประเทศ ไทยขาดดุลการค้ากับจีนในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 7,680.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 4 เดือนแรกขาดดุล 29,202.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าสำคัญที่ไทยขาดดุล ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า ส่วนประกอบ และเครื่องจักรกล ขณะที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 4,648.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 4 เดือนแรกเกินดุล 21,519.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่งออกยังโตจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ สหรัฐฯ-จีน-ออสเตรเลียหนุนตลาดหลัก

แม้ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายน 2569 แต่การส่งออกยังขยายตัวได้ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 เดือนเมษายนขยายตัว 27.5% มีมูลค่า 25,937 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 839,598 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 22.8% มีมูลค่า 107,815.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.377 ล้านล้านบาท

สินค้าที่ขยายตัวโดดเด่นในหมวดอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 140.5% มีมูลค่า 1,449.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 46,906 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ สิงคโปร์ สหรัฐฯ และเม็กซิโก สินค้ากลุ่มนี้สะท้อนแรงส่งจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก

เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 68.7% มีมูลค่า 4,733.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 153,218 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ สหรัฐฯ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ขณะที่แผงวงจรไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 19.4% มีมูลค่า 1,088.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 35,244 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย และจีน ส่วนช่วง 4 เดือนแรก แผงวงจรไฟฟ้าขยายตัว 11.2% มีมูลค่า 3,838 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 120,454 ล้านบาท

สินค้าอุตสาหกรรมอื่นที่ขยายตัวดี ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำ ซึ่งขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 29.5% มีมูลค่า 942.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 30,506 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ สหรัฐฯ ฮ่องกง และสวิตเซอร์แลนด์

เครื่องจักรกลและส่วนประกอบขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 29.3% มีมูลค่า 1,000.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 32,394 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดีย ส่วนช่วง 4 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 20.6% มีมูลค่า 4,105.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลิตภัณฑ์ยาขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 14% มีมูลค่า 1,346.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 43,574 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ส่วนช่วง 4 เดือนแรกขยายตัว 3.5% มีมูลค่า 5,297.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 166,038 ล้านบาท

ขณะที่รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบกลับมาขยายตัวหลังหดตัวในเดือนก่อน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 9.4% มีมูลค่า 2,234.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 72,338 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ส่วนช่วง 4 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 4.8% มีมูลค่า 10,230.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม สินค้าอุตสาหกรรมบางรายการยังหดตัวในเดือนเมษายน ได้แก่ จักรยานยนต์และส่วนประกอบ ลดลง 3.2% และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ลดลง 6.7% สะท้อนว่าการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมยังไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกกลุ่ม แต่กระจุกตัวอยู่ในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยา และยานยนต์บางประเภท

สำหรับตลาดส่งออกในเดือนเมษายน 2569 ตลาดที่ขยายตัว ได้แก่ ทวีปออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 53.2% สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 44.2% อาเซียน 5 เพิ่มขึ้น 34.3% ลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้น 26.8% ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 23.4% จีนเพิ่มขึ้น 21.9% ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 19.3% สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 19.2% และไต้หวันเพิ่มขึ้น 18.8% ส่วนตลาดสำคัญที่หดตัวคือกลุ่ม CLMV ซึ่งลดลง 13.4%

นายนันทพงษ์ระบุว่า ปัจจัยหนุนการส่งออกในเดือนเมษายนมีหลายประการ ปัจจัยแรกคือการเร่งนำเข้าและเร่งซื้อสินค้าล่วงหน้า โดยส่วนหนึ่งมาจากความกังวลด้านความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปัญหาลอจิสติกส์ และการหลีกเลี่ยงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือการทำ front loading เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการของสหรัฐฯ มาตรา 122 ซึ่งไทยได้ประโยชน์จากอัตรา 10% โดยสหรัฐฯ มี grace period 150 วัน ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ปัจจัยดังกล่าวมีส่วนหนุนให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัว 44.2%

ปัจจัยที่สองคือการเติบโตของเทคโนโลยีโลก โดยไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการลงทุนด้าน AI ซึ่งส่งผลต่อการผลิตของโลก และทำให้สินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า และแผงวงจรพิมพ์ ได้รับอานิสงส์ ปัจจัยที่สามคือกิจกรรมภาคการผลิตโลก โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ Global PMI Index อยู่ที่ 52.6 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 และขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน

ขณะเดียวกัน ตลาดตะวันออกกลางกลับมาขยายตัวในเดือนเมษายน โดยนายนันทพงษ์ระบุว่าสถานการณ์ตั้งแต่เดือนเมษายนมีพัฒนาการในเชิงบวก การเจรจามีความก้าวหน้า ความรุนแรงลดลง มีการบรรลุข้อหยุดยิงชั่วคราวและยืดเวลาออกไป เปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาเพิ่มเติม 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวม 4 เดือนแรกของตลาดตะวันออกกลางยังติดลบอยู่ โดยสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางในช่วง 4 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 2.9% ของการส่งออกไทย สินค้าสำคัญ 3 อันดับแรกในตลาดนี้ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ และรถยนต์พร้อมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้การส่งออกเดือนเมษายนกลับมาบวก

ประเทศสำคัญในตลาดตะวันออกกลางที่มีบทบาทเด่นในเดือนเมษายน ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ซึ่งไทยส่งออกมูลค่า 522.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 96.6% และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 58.9% ของการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง รองลงมาคือตุรกีและอิสราเอล นายนันทพงษ์ระบุว่า หากความขัดแย้งยังอยู่ในระดับปัจจุบันหรือค่อย ๆ ชะลอลง ตลาดตะวันออกกลางยังเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

เกษตรกลับมาฟื้นในรอบ 9 เดือน แต่สินค้าเกษตรแปรรูปยังถูกกดดันจากน้ำตาลและน้ำมันพืช

สินค้าเกษตรของไทยกลับมาขยายตัวในรอบ 9 เดือน โดยเดือนเมษายน 2569 ขยายตัว 17.9% มีมูลค่า 2,880.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 93,248 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 1.1% มีมูลค่า 8,780.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 276,144 ล้านบาท การฟื้นตัวของสินค้าเกษตรถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนการส่งออกเดือนเมษายน โดยสินค้าเกษตรมีสัดส่วนประมาณ 9.1% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

สินค้าสำคัญที่ขยายตัวในหมวดเกษตร ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น และแช่แข็ง ซึ่งกลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน โดยเดือนเมษายนขยายตัว 74.3% มีมูลค่า 1,270.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 41,132 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ จีน สหรัฐฯ และอินโดนีเซีย ส่วนช่วง 4 เดือนแรกขยายตัว 54.1% มีมูลค่า 2,174.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนแรงซื้อผลไม้ไทยในตลาดหลักที่กลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน

เครื่องเทศและสมุนไพรขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 55.6% มีมูลค่า 31.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,006 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ บังกลาเทศ ปากีสถาน และอินเดีย ส่วนช่วง 4 เดือนแรกขยายตัว 38.6% มีมูลค่า 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไก่แปรรูปขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 6.1% มีมูลค่า 260.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,445 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ส่วนช่วง 4 เดือนแรกขยายตัว 6.1% มีมูลค่า 1,061.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในด้านสินค้าสำคัญที่หดตัวในหมวดเกษตร เดือนเมษายน 2569 มียางพาราลดลง 18.1% และไก่สดแช่เย็นแช่แข็งลดลง 16.6% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของภาคเกษตรยังมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ โดยได้รับแรงหนุนมากจากผลไม้ เครื่องเทศ สมุนไพร และไก่แปรรูป ขณะที่สินค้าบางรายการยังถูกกดดันจากปัจจัยตลาดเฉพาะสินค้า

สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เดือนเมษายน 2569 กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อน โดยลดลง 8.9% มีมูลค่า 1,924.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 62,306 ล้านบาท ส่วนช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 1.2% มีมูลค่า 7,770.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 243,455 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันในกลุ่มสินค้าแปรรูปบางรายการ แม้บางสินค้ายังขยายตัวต่อเนื่อง

สินค้าที่ขยายตัวดีในหมวดอุตสาหกรรมการเกษตร ได้แก่ สิ่งปรุงรสอาหาร ซึ่งขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 88.1% มีมูลค่า 90.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,932 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ ส่วนช่วง 4 เดือนแรกขยายตัว 5.8% มีมูลค่า 364.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกสินค้าหนึ่งคืออาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 6.4% มีมูลค่า 281 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,096 ล้านบาท ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเยอรมนี ส่วนช่วง 4 เดือนแรกขยายตัว 5.7% มีมูลค่า 1,127 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่หดตัวแรง ได้แก่ น้ำตาลทราย ซึ่งเดือนเมษายนลดลง 49.1% มีมูลค่า 168.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหดตัวในตลาดอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และจีน ส่วนช่วง 4 เดือนแรกลดลง 35.7% มีมูลค่า 735.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์กลับมาหดตัวในรอบ 9 เดือน โดยเดือนเมษายนลดลง 23.1% มีมูลค่า 166.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดที่หดตัว ได้แก่ อินเดีย เมียนมา และญี่ปุ่น แม้ช่วง 4 เดือนแรกยังขยายตัว 75.8% มีมูลค่า 716.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปหดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน โดยเดือนเมษายนลดลง 8.2% มีมูลค่า 228.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,409 ล้านบาท ตลาดที่หดตัว ได้แก่ จีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนช่วง 4 เดือนแรกลดลง 7.6% มีมูลค่า 942.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สนค.ประเมินส่งออกปี 2569 มี 3 ฉากทัศน์ ลบ 3% ถึงบวก 8% พร้อมจับตาเงินบาทอ่อนจากพลังงานและดอลลาร์แข็ง

นายนันทพงษ์ระบุว่า แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 ยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกที่ยังได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกที่ขยายตัวในช่วงนี้ขับเคลื่อนโดยสินค้าเทคโนโลยีเป็นหลัก และหลายองค์กรยังประเมินว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตต่อเนื่องในปีนี้ อย่างไรก็ตาม วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะเป็นรอบ เมื่อเติบโตไปถึงจุดสูงสุดแล้วก็มีโอกาสชะลอลง ดังนั้นในระยะต่อไปต้องติดตามว่าการเติบโตจะไปถึงช่วงพีคเมื่อใด

สำหรับคาดการณ์การส่งออกทั้งปี 2569 สนค.ประเมินเป็น 3 ฉากทัศน์ โดยกรณีต่ำสุดคาดว่าการส่งออกอาจหดตัว 3% และมีมูลค่าทั้งปี 329,416 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นได้หากการส่งออกยังถูกกดดันจากวิกฤตพลังงาน เส้นทางการเดินเรือที่ยังเป็นประเด็นด้านต้นทุน การหมุนเวียนของตู้คอนเทนเนอร์ กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความผันผวนสูง และการชะลอตัวของวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี

กรณีฐาน สนค.ประเมินว่าการส่งออกอาจขยายตัว 3% ภายใต้สมมติฐานว่าเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ความขัดแย้งยังมีอยู่ แต่ไทยยังสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ดี และสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวอยู่บางส่วน 

ส่วนกรณีดีที่สุด สนค.ประเมินว่าการส่งออกอาจขยายตัว 8% และมีมูลค่าทั้งปี 366,805.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากครึ่งปีแรกมีแรง front loading สูง สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง การเดินเรือและต้นทุนคอนเทนเนอร์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ในภาพรวม ปัจจัยบวกต่อการส่งออกยังมาจากการเร่งนำเข้าและการเร่งซื้อสินค้าล่วงหน้าของคู่ค้า ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และ AI การขยายตัวของ Global PMI Index ที่อยู่ที่ 52.6 จุด และการกลับมาขยายตัวของสินค้าเกษตรในรอบ 9 เดือน ขณะที่ปัจจัยกดดันยังมาจากภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ผลกระทบต่อการนำเข้า และโอกาสทางตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังต้องติดตามตามระดับความขัดแย้ง

ในส่วนของค่าเงินบาท นายนันทพงษ์ระบุว่า การขาดดุลการค้าในระดับสูงมีแนวโน้มกดดันเงินบาทอ่อนค่าได้จากหลายช่องทาง โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานที่ทำให้ต้องใช้เงินบาทแลกเป็นดอลลาร์เพื่อชำระค่าสินค้า ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์เพิ่มขึ้นและเงินบาทอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ 

นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังทำให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์ ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังสูงอาจทำให้ Federal Reserve ยังไม่ลดดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินทุนยังมีแนวโน้มอยู่ในสหรัฐฯ และไม่ไหลเข้าสู่ไทยมากนัก

ดังนั้น ภาพการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนเมษายน 2569 จึงมีลักษณะซับซ้อน ด้านหนึ่ง การส่งออกยังขยายตัวจากแรงหนุนของสินค้าเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่ม ตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และการฟื้นตัวของสินค้าเกษตร แต่อีกด้านหนึ่ง การนำเข้าที่ขยายตัวสูงมาก โดยเฉพาะเชื้อเพลิง วัตถุดิบ และสินค้าทุน ทำให้ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทในช่วงที่ดอลลาร์ยังแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังไม่ผ่อนคลาย


แชร์
เม.ย. 69 ไทยขาดดุล 3.4 แสนล้าน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่อกดบาทอ่อน