
ทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่ตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมใจเตรียมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยกระดับการประกาศหยุดยิงชั่วคราวให้กลายเป็นการยุติสงครามอย่างถาวร ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจช่วยดับไฟความขัดแย้งที่คุกรุ่นมานานหลายสัปดาห์ และช่วยต่อลมหายใจให้แก่เศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนจากพิษบาดแผลของสงครามครั้งนี้
หัวใจสำคัญของดีลหยุดโลกครั้งนี้ หนีไม่พ้นแผนการทยอยเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก แลกกับการที่สหรัฐฯ จะต้องปลดล็อกและคืนทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล แต่อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงที่ดูเหมือนจะลงตัวนี้กลับยังมีรอยร้าวลึก เมื่อปมร้อนระดับชาติอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และชะตากรรมของแนวรบในเลบานอนยังคงหาข้อสรุปที่แท้จริงไม่ได้
Spotlight พาเปิด 6 ปมข้อตกลงลับ สหรัฐฯ-อิหร่านดับไฟสงคราม เงื่อนไขอะไรบ้างที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและการเมืองโลก และปมร้อนไหนที่อาจทำลายดีลนี้ลงในพริบตา
ปมแรกที่เป็นหัวใจสำคัญของดีลนี้คือการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางน้ำยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อพลังงานและเศรษฐกิจโลก โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณผ่านโซเชียลมีเดียว่าช่องแคบนี้จะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งภายใต้ข้อตกลงใหม่
แต่ฝั่งอิหร่าน โดยเฉพาะสื่อที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กลับมองต่างออกไป โดยระบุว่า ช่องแคบนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของอิหร่านเหมือนเดิม เพียงแต่จะยอมให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือในปริมาณเท่าช่วงก่อนเกิดสงครามภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ อิหร่านยังยื่นเงื่อนไขว่า สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือทันที แต่ทรัมป์กลับยันเสียงแข็งว่า "การปิดล้อมจะยังคงมีผลเต็มที่จนกว่าจะมีการเซ็นสัญญาฉบับสมบูรณ์" ด้านอิหร่านยังส่งสัญญาณว่า พวกเขาไม่ได้สละสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบ และในระหว่างความขัดแย้งที่ผ่านมา อิหร่านยังได้อ้างสิทธิ์ในการเก็บค่าธรรมเนียมเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านอีกด้วย
ประเด็นร้อนแรงที่สุดหนีไม่พ้นเรื่อง "โครงการนิวเคลียร์" แหล่งข่าวเปิดเผยว่าในข้อตกลงเบื้องต้นนี้ อิหร่านจะต้องให้คำมั่นว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ ยอมระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมรอบใหม่ และเตรียมเข้าสู่เจรจาเพื่อสละคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์
ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นคำขาดผ่านโฆษกในทำนองว่า "ไม่มีฝุ่น (นิวเคลียร์) ก็ไม่มีดอลลาร์" - No dust? No dollars หากอิหร่านไม่ทำตามเงื่อนไข ก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น และทรัมป์ยังยืนยันว่าอิหร่านต้องยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงกว่า 400 กิโลกรัมที่เชื่อว่าถูกฝังดินหนีระเบิดอยู่
อย่างไรก็ตาม ฝั่งอิหร่านกลับพยายามแยกเรื่องนี้ออกไป โดยสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า ในข้อตกลงขั้นแรกนี้ อิหร่านยังไม่ได้มีข้อผูกมัดใด ๆ เกี่ยวกับการส่งมอบคลังนิวเคลียร์หรือปิดโรงงาน และประเด็นนี้ควรคุยกันหลังจากลงนามหยุดยิงเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
ด้วยสภาพเศรษฐกิจของอิหร่านที่กำลังย่ำแย่และอยู่ในขั้นวิกฤต รัฐบาลเตหะรานจึงยื่นคำขาดว่า สหรัฐฯ ต้อง "ปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์" ที่ถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศทันที โดยสื่ออิหร่านย้ำชัดว่า หากไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนว่าจะคืนเงินก้อนนี้ให้ในขั้นตอนแรก ข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น
แต่ในมุมของสหรัฐฯ เกมนี้เป็นแบบสัดส่วนแลกเปลี่ยน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า เงินก้อนนี้จะถูกปล่อยก็ต่อเมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดใช้งานได้อย่างปลอดภัยและเรียบร้อยแล้วเท่านั้น แถมในตอนนี้ สหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นรูปธรรมเลยว่า จะมีกระบวนการส่งคืนเงินในธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นกลับไปให้อิหร่านในรูปแบบใด
นอกจากเงินที่ถูกอายัดแล้ว อิหร่านยังจมอยู่ใต้กอง "มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ" มหาศาลจากทั้งสหรัฐฯ และยุโรป ทางอิหร่านได้ประเมินว่า แค่เพียงสหรัฐฯ ยอมปลดล็อกให้พวกเขากลับมาขายน้ำมันได้ตามปกติ ก็จะสามารถสร้างรายได้เข้าคลังได้เกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาแค่ 60 วัน
แม้ว่าอิหร่านจะพยายามระบุเรื่องการยกเลิกคว่ำบาตรลงไปในร่างข้อความ แต่ทางโฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านก็ยอมรับว่า รายละเอียดเชิงลึกอาจจะยังไม่ได้ข้อยุติในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ และต้องไปว่ากันต่อหลังจากบันทึกความเข้าใจนิวเคลียร์เริ่มนับหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ย้ำว่า มาตรการคว่ำบาตรจะถูกยกเลิกก็ต่อเมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วเท่านั้น
ในช่วงที่เกิดการสู้รบอย่างดุเดือด สหรัฐฯ เคยยื่นคำขาดเสียงแข็งว่า "ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยไกล" (Ballistic Missiles) ของอิหร่านจะต้องถูกทำลาย เนื่องจากทรัมป์มองว่าโครงการพัฒนาขีปนาวุธนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและน่ากลัวเกินไป
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการเจรจาร่างข้อตกลงครั้งล่าสุดนี้ ประเด็นเรื่องการรื้อถอนคลังแสงขีปนาวุธกลับถูกพูดถึงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอย่าง อิสราเอล และกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย จะยังคงมองว่าขีปนาวุธของอิหร่านคือภัยคุกคามที่ร้ายแรงและเร่งด่วนที่สุดก็ตาม
ปมสุดท้ายที่ยังคงคลุมเครือคือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลลาห์ใน "เลบานอน" ซึ่งมีอิหร่านหนุนหลังอยู่ สื่อฝั่งอิหร่านระบุว่า ถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมถึงการประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบ ซึ่งหมายความว่าไฟสงครามในเลบานอนต้องดับลงด้วย
อย่างไรก็ตาม นี่คืออีกปมที่ทั้งสองฝั่งเห็นไม่ตรงกัน เพราะเจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยว่า ในการต่อสายตรงคุยกันระหว่าง นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และโดนัลด์ ทรัมป์ ฝั่งอิสราเอลได้ย้ำชัดเจนว่า อิสราเอลต้องมีเสรีภาพในการโจมตีเพื่อจัดการภัยคุกคามในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอนด้วย ซึ่งทรัมป์เองก็แสดงท่าทีเห็นชอบและสนับสนุนหลักการนี้ของอิสราเอล ทำให้ปมแนวรบเลบานอนยังคงเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ