
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังกดดันอุตสาหกรรมข้าวไทย ส่งผลให้การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2564 ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรงในตลาดโลก และการกลับมาของผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างอินเดีย ซึ่งเริ่มหวนคืนสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567
สัญญาณชะลอตัวนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาด้านการส่งออกเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะข้าวยังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย เมื่อการส่งออกชะลอลง ราคาข้าวเปลือกย่อมถูกกดดันโดยตรง และเมื่อรายได้ของเกษตรกรลดลง ประเด็นการช่วยเหลือชาวนาก็มักถูกดันขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งมาตรการเหล่านี้ก็หมายถึงภาระด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่ความเสี่ยงทางการคลังยังคงเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์และกรรมการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ปีนี้มีแนวโน้มเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมข้าวไทยเผชิญความท้าทายสูง หากยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาหนุนอุปสงค์ในตลาดโลก ปริมาณการส่งออกอาจลดลงเหลือเพียงราว 7 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี พร้อมประเมินว่า หากสถานการณ์ยังไม่ปรับดีขึ้น ตัวเลขส่งออกในปีนี้อาจต่ำกว่าปี 2568 ที่อยู่ประมาณ 7.9 ล้านตัน และสะท้อนการหดตัวของการส่งออกต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มูลค่าการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 34.52% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกข้าวได้มูลค่าเพียง 148,238.42 ล้านบาท จากระดับ 226,404.40 ล้านบาทในปี 2567 สะท้อนแรงกดดันทั้งด้านปริมาณและมูลค่าที่ยังคงถ่วงภาคการค้าข้าวของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน โดยตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งขึ้นราว 9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับแข็งค่าสุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งหลักอย่างเวียดนามและอินเดียประมาณ 20-30 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้นำเข้าอย่างมาก ในตลาดที่แข่งขันกันด้วยราคาอย่างเข้มข้น
ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า ข้าวขาวไทยเกรดทั่วไปเสนอขายในตลาดโลกที่ราคา 383 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้าวเวียดนามอยู่ที่ 362 ดอลลาร์ต่อตัน และข้าวอินเดียต่ำกว่าที่ 351 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนต่างราคานี้ทำให้ข้าวไทยเสียเปรียบคู่แข่งค่อนข้างชัดเจน
นายชูเกียรติยังเสริมว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ายังทำให้ภาระทางการเงินของผู้ส่งออกตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่ต้องแข่งขันด้านราคาอย่างหนักและมีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว
แนวโน้มการส่งออกที่อ่อนแรงย่อมส่งผลย้อนกลับไปยังราคาข้าวเปลือก ซึ่งเป็นมูลค่าของข้าวที่ยังไม่สีและเป็นรายได้หลักของเกษตรกร เมื่อราคาข้าวเปลือกปรับลด รายได้ของชาวนาจะได้รับผลกระทบทันที และในทางปฏิบัติ การบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรมักกลายเป็นภารกิจของภาครัฐ ผ่านโครงการอุดหนุนและมาตรการพยุงราคา ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะงบประมาณของประเทศ
ที่ผ่านมา การส่งออกข้าวของไทยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปีจนถึงปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการที่อินเดียใช้มาตรการจำกัดการส่งออกข้าว ทำให้ไทยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกได้ อย่างไรก็ดี เมื่ออินเดียกลับเข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ปริมาณการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 จึงลดลงราว 20% เหลือ 7.9 ล้านตัน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปีนี้
อีกปัจจัยลบสำคัญคือความต้องการในบางตลาดหลักที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา การส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐฯ ลดลงถึง 34% เหลือเพียง 59,929 ตัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งปี 2568 สหรัฐฯ นำเข้าข้าวไทยรวม 820,000 ตัน ในจำนวนนี้ราว 600,000 ตันเป็นข้าวหอมคุณภาพพรีเมียม ซึ่งส่วนใหญ่จำหน่ายให้ร้านอาหารเอเชีย ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญอื่นของไทย ได้แก่ อิรัก แอฟริกาใต้ และมาเลเซีย
ด้านอุปสรรคเชิงนโยบายการค้า สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า ก่อนหน้านี้ข้าวไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ ต้องเผชิญภาษีนำเข้าในอัตรา 1%-3% ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศใช้มาตรการภาษี “ตอบโต้” ในอัตรา 19% กับสินค้าจากไทยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเรียกเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าในวงกว้าง
แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยในเวลาต่อมาว่าภาษีตอบโต้ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายบริหารได้เปลี่ยนไปใช้อำนาจตามกฎหมายการค้า มาตรา 122 ของกฎหมายปี 1974 เพื่อเรียกเก็บภาษีชั่วคราว 10% กับทุกประเทศ และมีความเป็นไปได้ที่จะปรับเพิ่มเป็น 15% เป็นรายประเทศ
นายชูเกียรติ ระบุว่า มาตรการภาษีเหล่านี้ยิ่งทำให้ราคาข้าวไทยขาดความสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ และประเมินว่าในปีนี้ การส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐฯ โดยรวมอาจลดลงอีก 15%-20% สะท้อนภาพรวมของความท้าทายที่อุตสาหกรรมข้าวไทยต้องเผชิญพร้อมกัน ทั้งจากค่าเงินที่แข็งค่า การแข่งขันจากคู่แข่งรายใหญ่ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ