
บล.โกลเบล็กประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบจำกัด และมีแรงกดดันฝั่งขาลงตามทิศทางตลาดการเงินโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาความคืบหน้าทางการเมืองในประเทศ หลังรัฐสภาเริ่มเดินหน้ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาล โดยคาดว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายในช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งความชัดเจนทางการเมืองอาจช่วยพยุงความเชื่อมั่นของตลาดได้ในระยะสั้น
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,380-1,430 จุด โดยทิศทางหลักยังคงได้รับอิทธิพลจากตลาดโลกที่เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น
ปัจจัยสำคัญมาจากท่าทีของผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐยอมรับว่ายังไม่พร้อมในการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว และมุ่งเน้นการทำลายฐานโจมตีของอิหร่านเป็นลำดับแรก
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โฆษกกองทัพอิหร่านออกมาเตือนว่า ราคาน้ำมันดิบโลกอาจพุ่งแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากระดับปัจจุบัน หากวิกฤตพลังงานลุกลาม ขณะเดียวกันจีนได้สั่งระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปในเดือนมีนาคม เพื่อสำรองใช้ภายในประเทศ สะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก
นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐ หลังมีการรื้อการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อ 16 ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทย โดยมุ่งตรวจสอบสินค้ากลุ่มยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกบางส่วนช่วยลดแรงกดดันต่อตลาด โดยรัฐบาลสหรัฐเตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ปริมาณ 172 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์หน้า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ยืนยันว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อการบิน เนื่องจากไทยยังมีสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเพียงพอ และมีน้ำมันดิบสำรองใช้งานได้ประมาณ 3 เดือน
ด้านปัจจัยในประเทศ สถานการณ์การเมืองเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังรัฐสภาเปิดประชุมเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา และได้เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงรองประธานสภาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการเปิดประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งโควตารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่สองภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มมีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณบวกในระยะยาวจากภาครัฐ โดยกรมการขนส่งทางรางเตรียมเสนอแนวทางปรับโครงสร้างค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ในรูปแบบแบ่งโซนและคิดตามระยะเวลา ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปลายปี 2569
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจที่นักลงทุนต้องติดตามในช่วงนี้ ตลอดเดือนมีนาคมจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ตัวเลขการส่งออกและนำเข้า รวมถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 31 มีนาคม 2569
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ วันที่ 16 มีนาคม จีนและสหรัฐจะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจชุดสำคัญ และไฮไลต์สำคัญคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม ซึ่งจะมีการประกาศมติอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเช้าวันที่ 19 มีนาคม
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในสัปดาห์นี้คือ "หลบภัยในบ้าน" โดยเน้นลงทุนในกลุ่ม Domestic Play และ Yield Play หรือหุ้นปันผลสูงที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะไม่อ่อนไหวต่อปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง โดยมีหุ้นเด่นที่น่าจับตาคือ TRUE, ADVANC, TISCO, BBL และ KBANK