
วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร., พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.), พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สตม. และ พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. โดยชุดสืบสวนที่ 1 กก.ปอพ.บก.สส.สตม. นำโดย พ.ต.ท.วิทยา ทองผึ้ง รอง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ พ.ต.ต.จุรินทร์ชาติ โสตะ สว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้จับกุม นายซาซากิฯ อายุ 39 ปี สัญชาติญี่ปุ่น หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ได้ที่บริเวณย่านทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
นายซาซากิฯ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นหัวหน้าปฏิบัติการฉ้อโกงหลอกลวงประชาชนในประเทศญี่ปุ่น สร้างความเสียหายหลายพันล้านเยน และมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ จากข้อมูลของทางการญี่ปุ่น ผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นบุคคลสำคัญระดับหัวหน้าขบวนการที่มีบทบาทในการสั่งการเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลนาโกยา ลงวันที่ 1 เมษายน 2569 ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง
คดีนี้เริ่มต้นจากการที่ตำรวจญี่ปุ่นสืบสวนขยายผลเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา ซึ่งหลอกลวงประชาชนชาวญี่ปุ่น จนทราบว่า นายซาซากิฯ เป็นหัวหน้าใหญ่ผู้สั่งการ มีเครือข่ายการทำงานเชื่อมโยงในหลายประเทศ และหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทยพร้อมครอบครัว ต่อมา ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ได้มอบหมายให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการสืบสวนติดตาม กระทั่งสามารถเข้าจับกุมนายซาซากิฯ ได้สำเร็จ และจะดำเนินการส่งตัวให้ตำรวจญี่ปุ่นเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ จากการสืบสวนของทางการญี่ปุ่น พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการ และมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายผ่านขบวนการคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงมีข้อมูลเชื่อมโยงกับการนำพาและบังคับบุคคลให้ทำงานในขบวนการดังกล่าว อันเป็นลักษณะของการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของหลายประเทศกำลังร่วมกันปราบปรามอย่างเข้มข้น
พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ย้ำว่า การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์เป็นนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การทำงานร่วมกับประเทศญี่ปุ่น รวมถึงประเทศต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการนำบุคคลไปบังคับทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมุ่งเป้าไปที่การจับกุมหัวหน้าขบวนการสำคัญเพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อการทำลายวงจรอาชญากรรมดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญ
Advertisement