Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Mistine ติวเข้มผู้ประกอบการไทย บุกตลาดจีนอย่างไรให้ไปได้สวย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

Mistine ติวเข้มผู้ประกอบการไทย บุกตลาดจีนอย่างไรให้ไปได้สวย

5 มิ.ย. 69
15:54 น.
แชร์

หากพูดถึงแบรนด์ไทยที่บุกตลาดจีนสำเร็จ ชื่อของ Mistine (มิสทิน) เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเสมอ เพราะ Mistine เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและเติบโตในจีนได้จริง โดยเฉพาะสินค้าดาวเด่นอย่างครีมกันแดดที่ครองส่วนแบ่งตลาด (market share) เป็นอันดับต้น ๆ ของตลาด

ด้วยความสำเร็จและประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ทั้งด้านที่เป็นโอกาสและด้านที่ยากลำบากของการทำธุรกิจในประเทศที่มีประชากรพันกว่าล้านคนมาแล้วด้วยตัวเอง ผู้บริหาร Mistine จึงเป็นเสมือน ‘รุ่นพี่’ ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในไทยที่กำลังมองหาโอกาสเข้าตลาดจีน ที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจในประเทศจีน หรือการส่งสินค้าไปขายในจีนได้เป็นอย่างดี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ (14 พฤษภาคม) ดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ Mistine ได้แบ่งปันบทเรียนและคำแนะนำจากประสบการณ์จริงของ Mistine ระดับที่เรียกว่า ‘ติวเข้ม’ แก่ผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดจีน ในงานสัมมนา “ตีแตกตลาดส่งออก เจาะลึกเส้นทางสู่แดนมังกร โอกาสของ SMEs ไทย” จัดโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) สมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หอการค้าไทยในจีน และศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร ‘China Wealth สถาบันผู้นำตลาดจีน’

จากขายตรง “มิสทินมาแล้วค่ะ” ทรานสฟอร์มสู่รูปแบบใหม่

ดนัยเล่าว่า เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน Mistine เติบโตขึ้นมาจากโมเดลธุรกิจขายตรง โดยให้พนักงานขายเดินเคาะประตูบ้านพร้อมคำทักทาย “มิสทินมาแล้วค่ะ” สโลแกนของแบรนด์ที่ติดหูคนยุคนั้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของคนไทยจำนวนมากมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน ช่องทางการสื่อสารและการซื้อขายสินค้าเปลี่ยน Mistine ก็เริ่มตระหนักว่า โมเดลธุรกิจแบบเดิมที่อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน โดยคนขายเดินไปหาคนซื้อที่บ้าน อาจไม่เอื้อต่อการขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ Mistine จึงเริ่มคิดเรื่องการทรานสฟอร์ม ทั้งในมิติของแบรนด์ ช่องทางจำหน่าย และการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

จุดเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเริ่มมองเห็นโอกาสจากเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Mistine จึงเริ่มขยับขยายธุรกิจออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

บทเรียนจากเมียนมา ตลาดที่คนมองข้ามอาจเป็นโอกาสใหญ่ที่สุด

ตลาดต่างประเทศตลาดแรกของ Mistine คือ เมียนมา ซึ่งในเวลานั้นอาจไม่ใช่ตลาดในฝันของผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่

ดนัยเล่าว่า ในยุคนั้น ผู้ประกอบการส่วนมากมองว่าหากต้องการเติบโตในต่างประเทศ ควรเลือกตลาดขนาดใหญ่หรือประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ แต่ Mistine กลับตัดสินใจเลือกเมียนมาเป็นจุดหมายแรก ด้วยเหตุผลสำคัญคือ มองเห็นโอกาสในพื้นที่ที่คนอื่นมองข้าม

“ประเทศที่คนมองข้ามที่สุด น่าจะเป็นประเทศที่เข้าไปแล้วมีโอกาสเกิดมากที่สุด” ประธานกรรมการบริหาร เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) กล่าว

แนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างธุรกิจในเมียนมาเมื่อ 21 ปีก่อน และปัจจุบัน Mistine เป็นแบรนด์เครื่องสำอางอันดับหนึ่งในประเทศเมียนมา

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Mistine ประสบความสำเร็จเพียงเพราะเข้าไปก่อนใคร แต่ยังเกิดขึ้นได้จากการทำความเข้าใจตลาดอย่างจริงจัง ดนัยอธิบายว่า เมื่อเข้าไปในประเทศที่ไม่คุ้นเคย สิ่งแรกที่ต้องศึกษาคือพื้นฐานตลาด ตั้งแต่รูปแบบการปกครอง รายได้ของประชากร พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพราะแต่ละประเทศมีบริบทที่แตกต่างกัน และไม่มีสูตรสำเร็จแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกตลาด

ต้องสร้าง Supply Chain ให้แกร่ง ระวังเกมเตะตัดขา

นอกจากความเข้าใจตลาดและเข้าใจผู้บริโภคแล้ว อีกด้านที่ดนัยบอกว่าสำคัญมากในการทำธุรกิจ คือ โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ซึ่งไม่ว่าจะเข้าไปตลาดไหนก็ต้องศึกษาและวิเคราะห์ว่าบริษัทของตนเองมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งพอหรือไม่ และต้องระมัดระวังการถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในประเทศจีนที่การแข่งขันรุนแรง

ดนัยอธิบายว่า ผู้ประกอบการต้องเข้าใจด้วยว่าสินค้าของเราถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร วัตถุดิบมาจากที่ไหน ใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิต ใครควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำ และหากวันหนึ่งยอดขายเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว ธุรกิจจะยังสามารถหาวัตถุดิบมาป้อนโรงงานได้เพียงพอหรือไม่

“การเข้าไปในตลาดไหนก็ตาม ต้องมอง supply chain ว่าเราเป็นพระเอกใน supply chain ได้ไหม หรือวันหนึ่งเราจะถูกตัดตอน”

ดนัยยกตัวอย่างกรณีของ Mistine ในประเทศจีน ที่เมื่อสินค้ากันแดดของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว จากยอดผลิตปีละ 1 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30 ล้านชิ้นภายในเวลาเพียงปีเดียว จนก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด ความสำเร็จนี้ดึงดูดคู่แข่งรายใหญ่เข้ามาในตลาดพร้อมกัน ซึ่งคู่แข่งเหล่านั้นไม่เพียงแข่งขันผ่านการโฆษณาหรือการลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้ความได้เปรียบด้านอำนาจต่อรองและขนาดธุรกิจเข้าไปควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต่างชาติหลายรายไม่ทันระวัง

“คู่แข่งเราเหมาวัตถุดิบบางตัวที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกันแดดของเรา ทำให้ซีซันนั้นเราไม่สามารถผลิตได้ ลักษณะนี้ภาษาไทยเรียกว่าเตะตัดขา”

ผลที่เกิดขึ้น คือ Mistine ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ความต้องการของตลาดยังมีอยู่ แต่กำลังการผลิตกลับลดลง จากยอดการผลิต 30 ล้านชิ้น ในปีถัดมาสามารถผลิตได้เพียง 20 ล้านชิ้น เพราะไม่สามารถหาวัตถุดิบได้เพียงพอ

นอกจากวัตถุดิบหลักแล้ว ดนัยยกตัวอย่างเรื่องที่ดูเล็กน้อยอย่าง ‘ฝาขวด’ ซึ่งหลายคนอาจมองข้าม หากธุรกิจพึ่งพาผู้ผลิตเพียงรายเดียว วันหนึ่งเมื่อโรงงานหยุดผลิต หรือเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา ธุรกิจก็อาจได้รับผลกระทบทันที

เพราะฉะนั้น ดนัยจึงย้ำว่า การเตรียมพร้อมด้านห่วงโซ่อุปทานจึงเป็นเรื่องเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการต้องคิดล่วงหน้าว่าจะมีแหล่งวัตถุดิบสำรองหรือไม่ จะทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตอย่างไร หรือในบางกรณีควรเข้าไปลงทุนในต้นน้ำเองหรือไม่

จุดเริ่มต้นของ Mistine ในจีนเกิดจากกระแสจีนเที่ยวไทย

เส้นทางของ Mistine ในประเทศจีนไม่ได้เริ่มต้นจากการวางแผนตั้งสำนักงานหรือการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เริ่มจากปรากฏการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ซึ่งในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน หลังจากภาพยนตร์ Lost in Thailand สร้างกระแสการเดินทางมายังประเทศไทย

ในช่วงนั้น ไกด์นำเที่ยวถือโอกาสนำสินค้าไทยไปนำเสนอแก่นักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้เสริม หนึ่งในสินค้าที่ถูกนำเสนอและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีนคือสินค้าของ Mistine อย่างอายไลเนอร์ มาสคารา ลิปสติก และลิปมัน ซึ่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกซื้อกลับไปเป็นของฝาก ทำให้แบรนด์ Mistine เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคจีนโดยธรรมชาติ

เมื่อเห็นดังนั้น Mistine รู้ทันทีว่ามีโอกาสในแดนมังกร จึงไม่รอช้าที่จะศึกษาหาวิธีเข้าสู่ตลาดจีน

อย่างไรก็ตาม ดนัยบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำก่อนหาทางเข้าตลาดจีนคือ ตอบให้ได้ว่าจะเข้าตลาดจีนด้วยวัตถุประสงค์อะไร เพราะถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจน การวางกลยุทธ์ในระยะยาวอาจจะขาดทิศทาง

สำหรับ Mistine การเข้าสู่ตลาดจีนมี 3 วัตถุประสงค์หลัก หนึ่งคือ เพิ่มช่องทางการขาย สองคือ ใช้จีนเป็นเวทีในการพัฒนาแบรนด์สู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก และสามคือ ต้องการระดมทุนในจีนเพื่อต่อยอดการเติบโตในอนาคต

ดนัยอธิบายว่า จีนเป็นตลาดที่มีประชากรพันกว่าล้านคน และเป็นประเทศที่อีคอมเมิร์ซเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในช่วงเวลานั้น เบทเตอร์เวย์เล็งเห็นว่าอนาคตของการค้าจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล การเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศของอีคอมเมิร์ซจีนจึงเป็นทั้งการเข้าถึงผู้บริโภคจีนและเป็นการเรียนรู้อนาคตของโลกการค้าไปพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน จีนก็ถูกมองเป็นเวทีสำหรับการเตรียมองค์กรให้เติบโตสู่ระดับสากลทั้งในแง่ตลาดและเงินทุน เพราะหากต้องการสร้างแบรนด์ระดับโลก งบประมาณระดับพันล้านบาทอาจไม่เพียงพอ การขยายธุรกิจในตลาดขนาดใหญ่จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขนาดองค์กรเพื่อรองรับการระดมทุนและการเติบโตในอนาคต

นอกจากเรื่องยอดขายและการสร้างแบรนด์แล้ว Mistine ยังมองถึงประโยชน์ด้านการผลิต เพราะการมีฐานธุรกิจในจีนทำให้สามารถสร้างอีกหนึ่งฐานการผลิตที่รองรับการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ได้ในอนาคต

จังหวะที่ถูกต้อง สำคัญไม่แพ้การมีสินค้าที่ดี

อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนความสำเร็จของ Mistine ในจีน คือ จังหวะเวลาที่ถูกต้อง ซึ่งดนัยมองว่า การเข้าไปในตลาดที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม สามารถสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจได้อย่างมาก

ดนัยเล่าว่า Mistine เริ่มต้นในตลาดจีนโดยการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มเถาเป่า ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นช่องทางที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ประจวบเหมาะกับในช่วงที่ Mistine เข้าสู่ตลาดจีนนั้น รัฐบาลจีนกำลังผลักดันนโยบาย Cross-Border E-Commerce หรือการค้าอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สนับสนุนการส่งสินค้าจีนออกขายต่างประเทศ พร้อมกับดึงดูดบริษัทต่างชาติให้เข้าไปทำธุรกิจในจีน จึงมีมาตรการสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการยกเว้นภาษีและการอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบให้เข้าไปทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (นั่งกลาง)
ดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (นั่งกลาง)

สินค้า Mistine ในจีนไม่ซ้ำกับไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในจีน ปัญหาใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้น คนค้าขายรายย่อยจำนวนมาก ‘หิ้ว’ สินค้า Mistine จากประเทศไทยไปขายเองในจีน ส่งผลให้เกิดการขายตัดราคา และกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์

เมื่อเป็นเช่นนั้น Mistine จึงตัดสินใจจัดระเบียบตลาดด้วยการแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดโครงสร้างราคาใหม่ และนำผู้ค้าเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อรักษามาตรฐานของแบรนด์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Mistine คือ การเลือกไม่ขายสินค้าที่มีวางขายในประเทศไทย ทั้งมาสคารา อายไลเนอร์ และลิปสติก แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะเป็นตัวสร้างชื่อให้แบรนด์ก็ตาม เหตุผลสำคัญ คือ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการนำสินค้าจากไทยไปขายตัดราคากันเองในตลาดจีน หากสินค้าชนิดเดียวกันมีขายทั้งในไทยและจีน ผู้ค้าในจีนก็สามารถหาช่องทางนำสินค้าในไทยไปขายต่อได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพด้านราคาและความน่าเชื่อถือของแบรนด์

เมื่อสามารถจัดระเบียบช่องทางจำหน่ายได้แล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการลงทุนด้านการตลาดอย่างจริงจัง ซึ่งในยุคแรกยังเป็นการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการซื้อสื่อเป็นหลัก ก่อนที่อินฟลูเอนเซอร์จะเข้ามามีบทบาทมากในเวลาต่อมา

5 เรื่องที่ต้องอ่านให้ออก ก่อนตัดสินใจบุกตลาดจีน

เมื่อถูกถามว่าการทำธุรกิจในจีนปัจจุบันยากหรือง่ายกว่าในอดีตอย่างไร ดนัยไม่ได้ตอบว่า “ยาก” หรือ “ง่าย” แต่เขาให้ข้อมูลแบบติวเข้มว่า มี 5 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยต้องศึกษาให้ลึกก่อนตัดสินใจเข้าไปแข่งขัน

ปัจจัยแรกคือ ‘ศึกษานโยบายภาครัฐ’ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดตัวหนึ่งของเศรษฐกิจจีน ดนัยอธิบายว่า ช่วงที่ Mistine เข้าไปจีนเมื่อราวสิบปีก่อน เป็นช่วงที่รัฐบาลจีนเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติและสนับสนุนให้แบรนด์ต่างประเทศเข้าไปทำตลาด แต่เมื่อเวลาผ่านไป นโยบายก็เปลี่ยนไปสู่การส่งเสริมการผลิตภายในประเทศภายใต้แนวคิด ‘Made in China’ และปัจจุบันกำลังมุ่งผลักดันสินค้าจีนให้ออกไปแข่งขันในตลาดโลก โดยให้การสนับทั้งทางนโยบาย ภาษี และการสนุนทางการเงิน

ดนัยแนะว่า ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ผู้ประกอบการต้องอ่านทิศทางนโยบายของจีนให้ออก ว่าอุตสาหกรรมของตนอยู่ในกระแสที่ภาครัฐกำลังส่งเสริมหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการแข่งขันโดยตรง

ปัจจัยที่สองคือ ‘ศึกษาผู้บริโภค’ เพื่อสร้างเรื่องราวของแบรนด์ให้แข่งขันได้ ดนัยบอกว่า ผู้ประกอบการไทยควรสร้างจุดแข็งของตัวเอง โดยเฉพาะการนำเสนอคุณค่าของความเป็นสินค้าไทยที่ยังได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ขณะที่สินค้าในจีนเองเคยทำให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์ไม่ดีฝังใจ

ดนัยยกตัวอย่างว่า แม้จีนจะผลิตบ๊วยได้ในปริมาณมากและอาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย แต่ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างความแตกต่างผ่านเรื่องราวของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการผลิตแบบออร์แกนิก มาตรฐานการผลิต หรือคุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้

“ผมชอบบอกให้คนออกแบบอาร์ตเวิร์กพิมพ์ตัวใหญ่ ๆ ว่า Made in Thailand” ดนัยกล่าว พร้อมอธิบายว่า คำว่า Made in Thailand ช่วยเพิ่มคุณค่าและช่วยสร้างความแตกต่างจากสินค้าจีนได้

ปัจจัยที่สามคือ ‘ศึกษาคู่แข่ง’ ดนัยแนะนำว่า ก่อนจะเข้าไปในอุตสาหกรรมใด ต้องดูให้ออกก่อนว่าตลาดนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง เพราะหากเป็นตลาดที่กำลังเติบโต โอกาสในการแข่งขันจะเปิดกว้างกว่า แต่หากเป็นตลาดที่เริ่มอิ่มตัวแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือสงครามราคา

ดนัยบอกวิธีสังเกตสภาพตลาดด้วยว่า ต้องเข้าไปสำรวจร้านค้าหรือแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ หากสินค้าส่วนใหญ่ยังขายในราคาเต็ม แสดงว่าตลาดยังมีแรงเติบโต แต่หากวันหนึ่งพบว่าสินค้า 7 ใน 10 แบรนด์ลดราคาพร้อมกัน นั่นเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะการแข่งขันรุนแรง

“ถ้าเราเข้าไปแล้วสินค้า 3 ยี่ห้อลดราคา ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า 7 ยี่ห้อลดราคา แปลว่าอยู่ในขาลง ทะเลเลือดเริ่มมา แปลว่าการเข้าตลาดแบบนี้จะยากท้าทายมาก ๆ สำหรับพวกเรา ยิ่งสินค้าของไทยสเกลไม่ได้ใหญ่ เราก็อาจจะเสียเปรียบมาก ๆ ถ้าเราเข้าไปในจังหวะที่ไม่ดี”

ปัจจัยที่สี่คือ ‘ศึกษาช่องทางการขาย’ ดนัยบอกว่า การเลือกช่องทางการขายไม่ได้มีผลเพียงเรื่องการเข้าถึงลูกค้า แต่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย โครงสร้างต้นทุน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ผู้ประกอบการจึงต้องตัดสินใจให้ชัดเจนว่าต้องการเข้าไปในรูปแบบใด เพราะแต่ละทางเลือกจะนำไปสู่ข้อกำหนดและกระบวนการที่แตกต่างกัน

ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือ ‘ศึกษาโครงสร้างต้นทุนและการตลาด’ ซึ่งดนัยแนะว่า ให้ศึกษาคู่แข่งอย่างจริงจัง ดูตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด อัตรากำไร และโครงสร้างธุรกิจโดยรวม เพื่อประเมินเทียบกันว่าธุรกิจของเราสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้หรือไม่

ทั้งนี้ หากต้นทุนของคู่แข่งต่ำกว่า การตลาดแข็งแรงกว่า และมีขนาดธุรกิจใหญ่กว่า ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการไทยเราไม่ควรเข้าไปแข่งขัน แต่หมายความว่าเราต้องกลับมาทบทวนโครงสร้างธุรกิจของตัวเองใหม่ ว่าจะปรับต้นทุน ปรับรูปแบบการทำงาน หรือปรับกลยุทธ์อย่างไรให้สามารถยืนอยู่ในตลาดเดียวกันได้ แต่หากไม่สามารถปรับให้แข่งขันได้ก็ไม่ควรเข้าไป

ตลาดเปลี่ยนเร็ว ต้องจับตาและเปลี่ยนให้ทัน

ดนัยบอกว่า แม้ตลาดจีนจะมีประชากรมหาศาลและโอกาสทางธุรกิจมากมาย แต่จีนเป็นตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งในด้านนโยบาย เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการแข่งขัน เป็นสนามแข่งขันที่บังคับให้ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

ดนัยเล่าว่า Mistine มีพนักงานในประเทศจีนประมาณ 900 คน มีทีมที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง 30 คน เพราะการติดตามความเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองอย่างรวดเร็วเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขัน

ในมุมมองของดนัย การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้เป็นลักษณะของระบบเศรษฐกิจจีนโดยรวม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการทำธุรกิจในจีนจำเป็นต้องเข้าใจบริบทและสภาพแวดล้อมการทำงานของประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง

ดนัยแสดงความเห็นว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว มาจากโครงสร้างการบริหารจัดการประเทศที่มีความชัดเจนและเป็นระบบ จีนไม่ได้มีเพียงรัฐบาลกลาง แต่ยังมีรัฐบาลท้องถิ่นในระดับมณฑลและระดับเมืองที่มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ตนเอง ขณะเดียวกันยังมีการแบ่งเมืองออกเป็นหลายระดับ หรือ Tier เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่

ดนัยยกตัวอย่างว่า หลายเมืองในจีนถูกกำหนดบทบาททางเศรษฐกิจไว้อย่างชัดเจน บางเมืองเป็นฐานการผลิต บางเมืองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี ขณะที่ภายในมหานครเซี่ยงไฮ้มีเมืองที่ได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมความงามหรือ beauty hub ซึ่งภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนต่างจากพื้นที่อื่น

นอกจากนั้น ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินของจีนซึ่งที่ดินเป็นของรัฐ ภาครัฐสามารถวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเป็นระบบ ทั้งการแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่พาณิชยกรรม ทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

ดนัยมองว่า โครงสร้างแบบนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและมาตรการด้านภาษีสำหรับการส่งออก ทำให้สินค้าจีนที่ส่งมาขายในไทยสามารถขายได้ในราคาถูกกว่าสินค้าไทย

“ด้วยโครงสร้างแบบนี้ พวกเราผู้ประกอบการไทยต้องมองว่าเราจะแข่งขันในมิติไหน ในอุตสาหกรรมไหนที่เราถนัดและมีความเชี่ยวชาญ มันต้องมองไกล แต่ขณะเดียวกันก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เร็วด้วย เราต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนรับมือ ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทาย” แม่ทัพแห่ง Mistine แนะนำทิ้งท้าย

แชร์
Mistine ติวเข้มผู้ประกอบการไทย บุกตลาดจีนอย่างไรให้ไปได้สวย