
รัฐบาลเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หลังพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ แม้ยังมีฐานะยากจน เนื่องจากข้อมูลในระบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น รถยนต์ที่ขายแบบโอนลอย สูญหาย หรือสิ้นสภาพ ตลอดจนกรณีถูกนำชื่อไปแอบอ้างเป็นลูกจ้าง ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท
ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย โดยมากกว่าร้อยละ 40 มีปัญหาเกี่ยวกับการถือครองรถยนต์ รัฐบาลจึงเตรียมเสนอให้ไม่นำรถยนต์อายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี มาใช้เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ ส่วนรถที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์แต่สิ้นสภาพแล้ว เจ้าของสามารถยื่นคำร้องเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีได้
สำหรับผู้เรียนการศึกษานอกระบบ หรือ กศน. ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รวมถึงผู้เรียนอาชีวศึกษานอกระบบ จะไม่ถูกตัดสิทธิเพียงเพราะมีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา แต่จะพิจารณารายได้ ทรัพย์สิน และคุณสมบัติด้านอื่นประกอบกัน โดยเบื้องต้นมีผู้เรียนการศึกษานอกระบบยื่นขอทบทวนสิทธิประมาณ 45,000 ราย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียมเสนอขยายระยะเวลายื่นขอทบทวนสิทธิ จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดภายในสิ้นเดือน เป็นวันที่ 20 กันยายน โดยกระทรวงมหาดไทยจะเปิดศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางหรือเข้าถึงระบบออนไลน์
กระทรวงการคลังจะรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอทั้งหมด เสนอต่อคณะกรรมการบัตรประชารัฐและคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยตั้งเป้าให้ผู้ที่ผ่านการทบทวนเริ่มได้รับสวัสดิการภายในวันที่ 1 ตุลาคม ส่วนผู้มีสิทธิเดิมจะยังคงได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตามปกติ
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า เกณฑ์การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่มีที่มาจากข้อร้องเรียนว่า ผู้มีรายได้หรือมีกำลังทางเศรษฐกิจบางส่วนยังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยระบุว่า โครงการควรเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ทุก 2 ปี เพื่อทบทวนคุณสมบัติและคัดกรองให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่สมควรได้รับสิทธิจริง
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำหลักเกณฑ์มาใช้และประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่าเงื่อนไขบางส่วนยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในชีวิตของประชาชนทั้งหมด จึงเกิดข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลรถ สถานะการศึกษา รายได้ การจ้างงาน การถือหุ้น และการเป็นกรรมการบริษัท
รัฐบาลจึงจัดการชี้แจงโดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเข้าร่วม ได้แก่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง
การชี้แจงมุ่งให้ข้อมูลแก่ประชาชนใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ วิธีการยื่นขอทบทวนสิทธิ หน่วยงานที่ต้องติดต่อเพื่อแก้ไขข้อมูล และกรอบเวลาที่ต้องดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิ
ดร.วินิจเปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย ในจำนวนนี้มากกว่าร้อยละ 40 เป็นปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ ซึ่งมีข้อเท็จจริงแตกต่างกันหลายลักษณะและไม่สามารถพิจารณาจากข้อมูลทะเบียนเพียงอย่างเดียวได้
หลักเกณฑ์เรื่องรถมีที่มาจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบางส่วนที่ยังมีรถยนต์ใช้เดินทางไปรับสิทธิ รัฐบาลจึงนำการถือครองรถมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการคัดกรอง เพื่อให้ความช่วยเหลือมุ่งไปยังประชาชนที่มีความเดือดร้อนและเปราะบางที่สุด
แต่เมื่อประมวลผลข้อมูลจริงกลับพบว่า การมีชื่อเป็นเจ้าของรถในทางทะเบียนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นยังครอบครองรถ สามารถใช้รถได้ หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดีเสมอไป เพราะระบบทะเบียนไม่สามารถตรวจสอบโดยอัตโนมัติว่ารถคันใดถูกขายแบบโอนลอย สูญหาย หรือสิ้นสภาพไปแล้ว แต่เจ้าของเดิมยังไม่ได้แก้ไขหรือยกเลิกทะเบียน
ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับรถแบ่งเป็น 4 กรณีสำคัญ ได้แก่
รัฐบาลระบุว่า หลักเกณฑ์เดิมมีเป้าหมายคัดกรองให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่สมควรได้รับจริง แต่เมื่อนำมาใช้กลับพบรายละเอียดของปัญหาที่ไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ เช่น จำนวนรถที่ขายแบบโอนลอย หรือรถที่สิ้นสภาพแต่เจ้าของยังไม่ได้แจ้งยกเลิกทะเบียน จึงต้องเปิดให้ประชาชนแจ้งข้อมูลและให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติม
การปรับเกณฑ์ครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มเงื่อนไขยกเว้นให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ไม่ใช่การยกเลิกเงื่อนไขการถือครองรถทั้งหมด ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เรื่องรถอาจยังต้องผ่านการตรวจสอบรายได้ ทรัพย์สิน และคุณสมบัติด้านอื่นตามเดิม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำว่าไม่ได้กำหนดเพดานว่าผู้ได้รับสิทธิต้องไม่เกิน 10 ล้านคนหรือ 13 ล้านคน หากการปรับเงื่อนไขทำให้มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นก็พร้อมรับจำนวนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด และหากงบประมาณที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอจะพิจารณาจัดหางบประมาณเพิ่มเติม
ส่วนผู้ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์หลังการทบทวน รัฐบาลจะหารือเพื่อจัดหามาตรการอื่นมาดูแลต่อไป โดยข้อมูลที่ได้จากการลงทะเบียนครั้งนี้จะช่วยให้ภาครัฐเห็นระดับความเดือดร้อนของประชาชนได้ละเอียดขึ้น และสามารถกำหนดความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มมากกว่าการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงมาตรการเดียว
หลักเกณฑ์เดิมกำหนดให้ผู้รับสิทธิต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับพาหนะ 4 ประเภท ได้แก่ รถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถสามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถที่ใช้เพื่อการเกษตร โดยกำหนดให้มีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน
หลังได้รับข้อร้องเรียน กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอเพิ่มเงื่อนไขยกเว้น โดยรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี จะไม่นำมานับเป็นทรัพย์สินที่ทำให้ผู้ลงทะเบียนตกเกณฑ์ หากข้อเสนอดังกล่าวผ่านความเห็นชอบ
นายสิริพงศ์ยกตัวอย่างว่า หากบุคคลหนึ่งมีรถยนต์อายุเกิน 20 ปี ซึ่งยังต้องใช้ในการประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิต รถคันดังกล่าวจะไม่ทำให้เจ้าของตกเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐภายใต้ข้อเสนอใหม่
สำหรับการถือครองรถจักรยานยนต์ กระทรวงคมนาคมเสนอให้ผู้ลงทะเบียนสามารถมีรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซีได้ 2 คัน หากรถยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระและเจ้าของยังมีภาระผ่อนอยู่ จากเดิมที่กำหนดให้มีได้เพียงคันเดียว โดยรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปีจะไม่นำมารวมในการนับจำนวนดังกล่าว
กระทรวงคมนาคมอธิบายว่า เกณฑ์อายุรถพิจารณาจากค่าเสื่อมราคา มูลค่า และระยะเวลาการใช้งาน เพื่อกำหนดช่วงอายุที่เห็นว่าสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม อายุรถจะไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว เพราะรถบางคันอายุไม่ถึง 20 ปีหรือ 15 ปี แต่อาจเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้แล้ว
ผู้ที่มีรถอายุยังไม่ถึงเกณฑ์แต่รถสิ้นสภาพ สามารถแจ้งสำนักงานขนส่งจังหวัดให้ตรวจสอบและบันทึกสภาพรถได้ เช่นเดียวกับรถที่จอดทิ้งไว้ ไม่ได้ใช้งาน หรือไม่ได้ต่อทะเบียนเป็นเวลานาน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งไปใช้ประกอบการขอทบทวนสิทธิ
กรณีขายรถแบบโอนลอยแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ขายสามารถไปแจ้งข้อเท็จจริงกับสำนักงานขนส่ง หากมีหลักฐานการซื้อขายควรนำไปแสดงเพื่อประกอบการพิจารณา แต่หากไม่มีเอกสารก็สามารถให้ถ้อยคำเพื่อบันทึกข้อเท็จจริงได้
ส่วนผู้ที่ไม่เคยซื้อรถ แต่พบว่าชื่อของตนถูกนำไปใช้จดทะเบียนหรือซื้อรถ สามารถยื่นเรื่องต่อสำนักงานขนส่งได้เช่นกัน โดยกรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบและบันทึกข้อมูลให้
เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดินทางไปสำนักงานขนส่งด้วยตนเองทุกกรณี กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำแบบฟอร์มสำหรับตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะทำงานร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย นำแบบฟอร์มไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ ก่อนส่งข้อมูลกลับมาให้สำนักงานขนส่งตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอาจลงพื้นที่ถึงบ้านเพื่อตรวจสอบว่ารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ยังอยู่หรือไม่ มีสภาพพร้อมใช้งานหรือสิ้นสภาพไปแล้ว จากนั้นจะส่งข้อมูลให้หน่วยงานด้านการขนส่งและกระทรวงการคลังประกอบการพิจารณา
กระทรวงคมนาคมมองว่า รูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชนในเมือง ต่างจังหวัด และชนบทมีความแตกต่างกัน รถบางคันอาจเป็นเครื่องมือจำเป็นต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต การมีชื่อถือครองรถจึงต้องพิจารณาควบคู่กับอายุ สภาพการใช้งาน และภาระการผ่อนชำระ
อย่างไรก็ตาม หากรถเก่า เช่นอายุถึง 30-40 ปีแล้วยังอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งาน อาจยังต้องผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์อื่น เนื่องจากการยกเว้นตามอายุรถไม่ได้หมายความว่าผู้ถือครองจะผ่านคุณสมบัติทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
ข้อเสนอเกี่ยวกับรถจะถูกส่งให้กระทรวงการคลังรวบรวม ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบัตรประชารัฐและคณะรัฐมนตรี พร้อมกำหนดกระบวนการรับรองข้อเท็จจริงและคืนสิทธิให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าข้อมูลทะเบียนไม่ตรงกับสภาพจริง
อีกปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนคือ ผู้ลงทะเบียนบางส่วนไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากมีสถานะเป็นนักเรียนนักศึกษา โดยเฉพาะผู้เรียนการศึกษานอกระบบ ซึ่งรวมถึงผู้เรียนของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. ผู้เรียนอาชีวศึกษานอกระบบ และผู้เรียนในลักษณะอื่นที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ
รัฐบาลมองว่า ผู้เรียนกลุ่มนี้ไม่ได้มีสถานะเช่นเดียวกับนักเรียนนักศึกษาในระบบทุกกรณี หลายคนยังมีฐานะยากจนและเข้าเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตหรือเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ การตัดสิทธิเพียงเพราะมีชื่อเป็นนักเรียนนักศึกษาจึงอาจไม่สะท้อนฐานะและความเดือดร้อนที่แท้จริง
กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเตรียมปรับเงื่อนไข เพื่อไม่ให้ผู้เรียน กศน. หรือ สกร. ผู้เรียนอาชีวศึกษานอกระบบ หรือนักเรียนนักศึกษาลักษณะอื่นถูกตัดสิทธิเพียงเพราะสถานะทางการศึกษา โดยจะนำรายได้ ทรัพย์สิน และคุณสมบัติด้านอื่นมาพิจารณาร่วมกัน
ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ไม่จำเป็นต้องลาออกจากระบบเพื่อรักษาสิทธิ เพราะสถานะนักเรียนนักศึกษาจะไม่ถูกใช้เป็นเหตุให้ตกเกณฑ์เพียงประการเดียว หากผู้ลงทะเบียนยังมีฐานะยากจนและผ่านเงื่อนไขด้านอื่น ก็อาจได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีผู้เรียนการศึกษานอกระบบยื่นขอทบทวนสิทธิประมาณ 45,000 ราย แต่ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการประมวลผล และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคนต้องรอให้ยื่นคำร้องเป็นรายบุคคล
หากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าสามารถปรับเงื่อนไขในระบบได้ ผู้ที่เข้าข่ายอาจได้รับการนำกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทั้งหมด แม้ยังไม่ได้มายื่นทบทวนสิทธิด้วยตนเอง
ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำข้อมูลผู้เรียนมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของโครงการ หากพบว่าเกณฑ์เดิมไม่สามารถแยกผู้เรียนในระบบออกจากผู้ที่ทำงานและกลับมาเรียนเพื่อเพิ่มทักษะได้อย่างเหมาะสม ก็อาจต้องปรับหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมทั้งระบบ
รัฐบาลระบุว่า การพิจารณาจะยึดความเดือดร้อนจริง ไม่ได้นำระบบ Scoring มาใช้เพื่อจัดลำดับว่าผู้ใดมีความยากจนมากกว่า โดยหลักสำคัญคือ หากประชาชนเดือดร้อนจริงและสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ก็ควรได้รับความช่วยเหลือ
แนวทางเดียวกันจะถูกนำไปใช้กับเงื่อนไขอื่นที่ได้รับข้อร้องเรียน โดยกระทรวงการคลังจะรวบรวมข้อเสนอจากหน่วยงานต่างๆ และข้อมูลจากการขอทบทวนสิทธิ ก่อนเสนอคณะกรรมการบัตรประชารัฐพิจารณาเพิ่มรายละเอียดให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่จริง
กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้เป็นกลไกหลักในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจ การจัดตั้งศูนย์ประสานงานแบบเบ็ดเสร็จ และการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยตรวจสอบและแก้ไขปัญหา
ด้านแรกคือการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ผ่านเกณฑ์ทราบขั้นตอนตรวจสอบและยืนยันรับสิทธิเพิ่มเติม โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านค่าน้ำและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันต้องแจ้งให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ทราบว่า ยังมีขั้นตอนขอทบทวนสิทธิและสามารถนำหลักฐานมายืนยันข้อมูลได้
กรมการปกครองระบุว่า กระบวนการดังกล่าวใช้คำว่า “การทบทวนสิทธิ” แทนการอุทธรณ์ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ไม่ผ่านการพิจารณา เพื่อแยกว่าเป็นการไม่ผ่านเกณฑ์จริงหรือเกิดจากข้อมูลภาครัฐที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
ด้านที่สอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสนับสนุนโครงการของรัฐในรูปแบบ One Stop Service ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง ผู้ที่ผ่านเกณฑ์สามารถไปยืนยันรับสิทธิเพิ่มเติม ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถไปแจ้งขอทบทวนสิทธิและสอบถามว่าต้องแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานใด
ด้านที่สาม หากประชาชนเดินทางไปที่ว่าการอำเภอไม่สะดวก เจ้าหน้าที่อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้านจะลงพื้นที่รับเรื่องถึงระดับหมู่บ้าน รวมถึงช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับรถ สถานะการศึกษา รายได้ การถือหุ้น หรือการเป็นกรรมการบริษัท
แต่ละอำเภอจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานของ สกร. สำนักงานขนส่งจังหวัด และสถาบันการเงินในพื้นที่ เพื่อกำหนดวัน เวลา และสถานที่ให้บริการ ก่อนแจ้งประชาชนผ่านหอกระจายข่าว เสียงตามสาย ช่องทางของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กระทรวงมหาดไทยยังมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจกรมการปกครอง และปลัดจังหวัดทุกจังหวัดลงพื้นที่กำกับติดตาม ขณะที่นายอำเภอและเจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่ต้องทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูล แก้ไขความสับสน และรับเรื่องร้องเรียนในฐานะตัวแทนของรัฐบาล
หน่วยงานอื่นที่ต้องใช้บุคลากรหรือกลไกของกระทรวงมหาดไทยสามารถประสานความร่วมมือได้ โดยเฉพาะการตรวจสภาพรถของประชาชนที่เดินทางไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะลงไปตรวจสอบถึงบ้าน บันทึกว่ารถยังมีอยู่หรือไม่และอยู่ในสภาพใด ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานขนส่งตรวจสอบ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีให้ขยายระยะเวลาขอทบทวนสิทธิ จากเดิมที่จะสิ้นสุดภายในสิ้นเดือนออกไปถึงวันที่ 20 กันยายน เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมหลักฐานและให้หน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลได้ครบถ้วน
เอกสารหรือหลักฐานที่ควรเตรียมขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เช่น หลักฐานการขายรถแบบโอนลอย เอกสารหรือข้อมูลที่แสดงว่ารถสูญหายหรือสิ้นสภาพ หลักฐานว่าไม่เคยเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท ตลอดจนหลักฐานว่าไม่เคยเป็นลูกจ้างหรือไม่เคยได้รับรายได้ตามข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ผู้ที่ไม่มีเอกสารบางประเภทสามารถแจ้งข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกถ้อยคำและส่งให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลตรวจสอบ กระทรวงมหาดไทยจะรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่และส่งต่อให้กรมการขนส่งทางบก กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพากร หรือหน่วยงานอื่นตามลักษณะของปัญหา ก่อนส่งผลให้กระทรวงการคลังประมวลผลอีกครั้ง
การลงทะเบียนรอบนี้ยังมีลักษณะเป็นการสำรวจเชิงรุก โดยกระทรวงมหาดไทยทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำรายชื่อและข้อมูลลงไปตรวจสอบผ่านกลไกของกรมการปกครองและกระบวนการประชาคมในพื้นที่ เพื่อค้นหาประชาชนที่ข้อมูลภาครัฐบ่งชี้ว่าอาจสมควรได้รับความช่วยเหลือ
จากการดำเนินงานพบผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิหรือไม่เคยลงทะเบียนมาก่อนประมาณ 2.3 ล้านราย แต่ยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC แล้วประมาณ 841,000 ราย กระทรวงมหาดไทยจึงเตรียมลงพื้นที่ช่วยผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตน โดยมองว่าการยังไม่ดำเนินการอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือการเข้าถึงระบบ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นไม่มีความเดือดร้อน
กระทรวงการคลังจะทยอยรวบรวมข้อมูลและเสนอคณะกรรมการบัตรประชารัฐ ก่อนนำรายละเอียดที่จำเป็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยตั้งเป้าให้กระบวนการทบทวนและคืนสิทธิแล้วเสร็จทันวันที่ 1 ตุลาคม ส่วนผู้มีสิทธิเดิมจะได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่องตามปกติ
นอกเหนือจากปัญหาเรื่องรถและสถานะการศึกษา การตรวจสอบคุณสมบัติรอบนี้ยังพบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลรายได้ เงินในบัญชี การจ้างงาน การถือหุ้น และการเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งบางกรณีผู้ลงทะเบียนระบุว่าไม่เคยรับรู้หรือไม่เคยเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว
กระทรวงการคลังชี้แจงว่า การพิจารณารายได้ไม่ได้อาศัยเฉพาะข้อมูลจากแบบแสดงรายการภาษี แต่ยังใช้ข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาหรือ Dynamic Data ดังนั้น แม้บุคคลหนึ่งจะไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษี ก็อาจมีข้อมูลรายได้ในระบบได้ หากมีผู้แจ้งการจ่ายเงินและหักภาษี ณ ที่จ่ายในชื่อของบุคคลนั้น
ประชาชนบางส่วนร้องเรียนว่าไม่เคยได้รับเงินและไม่รู้จักผู้ที่แจ้งว่าเป็นผู้จ่ายรายได้ ขณะที่บางรายพบว่าชื่อของตนถูกใช้เป็นลูกจ้างโดยไม่รู้ตัว รวมถึงมีกรณีคนพิการบางรายพบข้อมูลว่าตนได้รับการจ้างงาน ทั้งที่ไม่เคยรับรู้ว่ามีนายจ้างหรือรายได้ตามที่ปรากฏในระบบ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า อาจมีผู้ประกอบการบางรายนำชื่อบุคคลอื่นมาแจ้งเป็นลูกจ้างโดยมิชอบ เพื่อสร้างรายจ่ายและใช้ประโยชน์ด้านภาษี การตรวจสอบข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงอาจช่วยค้นพบการสวมชื่อในลักษณะดังกล่าวได้มากขึ้น
กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะดำเนินการ 2 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ เร่งตรวจสอบและคืนสิทธิให้ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่รู้ตัว และติดตามตรวจสอบผู้ที่นำชื่อบุคคลอื่นไปแอบอ้าง โดยเฉพาะการคืนสิทธิจะต้องดำเนินการให้รวดเร็วเพื่อให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม
นอกจากนี้ ยังพบกรณีประชาชนบางรายมีชื่ออยู่ในบัญชีบริษัท เป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัว รวมถึงอาจมีบัญชีรับหรือโอนเงินที่เจ้าของชื่อไม่เคยรับรู้ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมายื่นประกอบการขอทบทวนสิทธิได้
กระทรวงมหาดไทยจะประสานกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากการนำชื่อประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า การถือหุ้นแทนบุคคลอื่นหรือนอมินี ตลอดจนธุรกิจสีเทา
การตรวจสอบดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะการพิจารณาสิทธิสวัสดิการ แต่ยังเปิดทางให้ภาครัฐแก้ไขฐานข้อมูลและติดตามความผิดปกติที่ประชาชนอาจไม่เคยรับรู้มาก่อน โดยประชาชนสามารถนำข้อมูลที่พบจากผลการคัดกรองไปแจ้งต่อศูนย์บริการที่ว่าการอำเภอหรือหน่วยงานเจ้าของข้อมูลได้
ในส่วนของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่หรือไม่ได้กลับมาลงทะเบียน รัฐบาลเตรียมเปิดทางให้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60-40” เป็นเวลาอีก 2 เดือน โดยจะนำงบประมาณที่เดิมจัดไว้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาปรับใช้กับมาตรการดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ระบุว่า กลุ่มที่จะพิจารณาถ่ายโอนไปใช้สิทธิผ่านมาตรการ 60-40 มีประมาณ 6 ล้านราย โดยกระทรวงการคลังได้นำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หากได้รับความเห็นชอบจึงจะเริ่มดำเนินการต่อไป
ในภาพรวม รัฐบาลระบุว่า ข้อมูลของผู้ได้รับสิทธิเดิมอยู่ที่ประมาณ 13.18 ล้านราย ขณะที่ผู้กลับมาลงทะเบียนรอบใหม่มีประมาณ 12.7 ล้านราย ส่วนต่างประกอบด้วยผู้เสียชีวิตและผู้ที่ไม่ได้กลับมาลงทะเบียน โดยรัฐบาลมองว่าบางรายอาจมีสถานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นและเลือกไม่ขอรับความช่วยเหลือต่อ
ผู้ที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้และเห็นว่าตนยังไม่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่ปรับใหม่ สามารถลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60-40 เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ขณะที่ผู้ซึ่งเห็นว่าข้อมูลของตนไม่ถูกต้องยังสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามกระบวนการได้
สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์และยืนยันตัวตนแล้ว ยังสามารถลงทะเบียนรับความช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคเพิ่มเติม ได้แก่ ค่าน้ำประปาเดือนละ 100 บาท และค่าไฟฟ้าเดือนละ 315 บาท โดยต้องลงทะเบียนแยกกับหน่วยงานการประปาและการไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง
เหตุที่ไม่สามารถให้สิทธิค่าน้ำและค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติได้ เนื่องจากหนึ่งครัวเรือนอาจมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3-4 คน ขณะที่บ้านหนึ่งหลังมีมิเตอร์น้ำและไฟฟ้าเพียงชุดเดียว ภาครัฐจึงต้องการให้ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านหรือเจ้าของมิเตอร์เป็นผู้แจ้งขอใช้สิทธิ เพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อนภายในครัวเรือน
รัฐบาลย้ำว่า การทบทวนครั้งนี้ไม่ใช่การลดจำนวนผู้ได้รับสิทธิให้เหลือตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละเงื่อนไขให้ละเอียดขึ้น หากผู้ลงทะเบียนมีความเดือดร้อนจริงและผ่านคุณสมบัติหลังปรับเงื่อนไข ก็จะได้รับสิทธิ แม้จำนวนผู้ได้รับสิทธิรวมจะเพิ่มขึ้นจากที่เคยประมาณการไว้ก็ตาม