Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
มท.4 ปิดจ๊อบถอนชื่อโกงสอบท้องถิ่น3,868 ราย จ่อขึ้นบีญชีดำห้ามรับราชการ

มท.4 ปิดจ๊อบถอนชื่อโกงสอบท้องถิ่น3,868 ราย จ่อขึ้นบีญชีดำห้ามรับราชการ

3 ก.ย. 69
12:01 น.
แชร์

มท.4 ปิดจ๊อบถอนชื่อทุจริตสอบท้องถิ่น 3,868 ราย พบคะแนนผิดปกติ 5,925 ราย ส่ง 5 หน่วยงานล่าตัวการ-สาวเส้นเงิน จ่อขึ้นบีญชีดำ ห้ามรับราชการถาวร ย้ำ “ไม่มีสอบใหม่”

วันนี้ (3 กันยายน 2569) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแถลงข่าวผลการดำเนินงานและการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการทุจริตและแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 โดยไล่เรียงตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญหาปมทุจริตและการยกเลิกสัญญาเดิม และระบุถึงที่มาที่ไปของปัญหา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ช่วงก่อนเกิดการทุจริต และช่วงหลังพบการทุจริตของ

โดยกระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2567 ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างคัดเลือกสถาบันการศึกษา เพื่อจัดสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะในครั้งแรก แต่ก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา มีกลุ่มภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเดินทางเข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลและการเรียกรับผลประโยชน์

ทำให้กระทรวงมหาดไทย จึงได้จัดประชุมร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ปปป. เพื่อหาแนวทางป้องกัน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และทำ MOU ร่วมกับองค์กรตรวจสอบให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เสนอสาระสำคัญ 3 ข้อ: 1.เสนอให้ใช้ผลสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. ในการสอบคัดเลือก 2.เพิ่มมาตรการการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวดในการสอบ 3.กำหนดให้ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจสอบกระบวนการสอบทุกขั้นตอน

เมื่อข้อเสนอแนะถูกส่งไปยังคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และมีการปรับเพิ่มมาตรการ ส่งผลให้กระบวนการและงบประมาณเปลี่ยนไป ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงได้หารือกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งได้รับคำตอบว่าสามารถยกเลิกสัญญาเดิมได้ เนื่องจากไม่สามารถใช้สัญญาเดิมภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนไปได้

นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า การยกเลิกสัญญาเดิมไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองหรือเกิดจากคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด เนื่องจากสิทธิ์และอำนาจการยกเลิกเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและ กสถ. หากกระทรวงเพิกเฉยต่อข้อร้องเรียนของประชาชน ก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนการประกวดราคาครั้งใหม่ กระทรวงฯ ได้ใช้วิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เปิดกว้างให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามายื่นข้อเสนอได้อย่างเป็นธรรม ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) รวมถึงมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ไม่ได้ถูกห้ามเข้าร่วมประกวดราคา จึงไม่มีการกีดกันหรือล็อกสเปกอย่างแน่นอน

สำหรับการตรวจสอบและเพิกถอนรายชื่อผู้ที่แก้ไขคะแนนทุจริต นายวรศิษฎ์ ระบุว่า มีการดำเนินการเพิกถอนผู้เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่งแล้วรวม 3,868 ราย แม้การเพิกถอนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในหลายตำแหน่ง แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้สอบสุจริต

นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการป้องปรามและขยายผลเพิ่มเติม โดยสั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังการจ้างเหมา พร้อมกำชับให้ผู้ว่าฯ ตรวจสอบ อปท. ในพื้นที่ ไม่ให้แอบนำกลุ่มผู้ถูกเพิกถอนรายชื่อ 3,868 ราย กลับเข้ามาทำงานด้วยวิธีจ้างเหมาบริการ แม้ อปท. จะมีอิสระในการบริหารงานบุคคล แต่หากผู้บริหารรายใดรู้ว่าบุคคลดังกล่าวทุจริตแล้วยังรับเข้าทำงาน ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ยังได้ส่ง 5 หน่วยงานขยายผลคดีอาญาและขึ้นแบล็กลิสต์ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้จบเพียงแค่การถอนชื่อออกจากตำแหน่ง แต่ได้ประสานส่งเรื่องให้ 5 หน่วยงานสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินคดีอาญา ขยายผลไปยังตัวการและเส้นทางการเงิน และเมื่อคดีอาญาเสร็จสิ้น จะมีการนำรายชื่อทั้งหมดขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามรับราชการอย่างถาวร และเร่งเยียวยาผู้สอบผ่านสุจริต

สำหรับผู้สอบแข่งขันที่สอบผ่านด้วยความรู้ความสามารถของตนเองและได้รับการบรรจุแล้ว ซึ่งหลังจากการจัดลำดับใหม่ ทำให้ได้ลำดับที่ดีขึ้น กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำลังเร่งพิจารณาแนวทางเยียวยาให้สิทธิ์เลือกสถานที่บรรจุใหม่ โดยไม่ให้กระทบสิทธิ์ของผู้อื่น

นายวรศิษฎ์ ยังระบุอีกว่า กระทรวงฯ ร่วมกับคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ดำเนินการถอดถอนบุคคลที่มีคะแนนผิดปกติจากการถูกแก้ไขคะแนนสอบเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วครบ 100% ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบพบกลุ่มบุคคลที่มีการแก้ไขคะแนนผิดปกติทั้งสิ้น 5,925 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการบรรจุรับราชการไปแล้วจำนวน 3,864 คน ซึ่งทาง อปท. ต้นสังกัดได้มีคำสั่งถอดถอนออกจากราชการทั้งหมดแล้ว ส่วนผู้ที่มีรายชื่อผิดปกติแต่ยังไม่ได้บรรจุ ได้มีการยกเลิกการเรียกรายงานตัวและรีเซ็ตบัญชีผู้สอบผ่านใหม่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ได้สรุปพยานหลักฐานและรวบรวมสำนวนทั้งหมดส่งมอบให้กับ 5 หน่วยงานตรวจสอบหลัก ได้แก่ 1.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 2.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 3.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 4.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) 5.กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประผิดมิชอบ (บก.ปปป.)

โดยการส่งเรื่องดังกล่าวเพื่อดำเนินคดีอาญาและตรวจสอบเส้นทางการเงินกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนายหน้าขบวนการหลอกลวง ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มผู้เข้าสอบที่ร่วมกระทำผิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตและพยายามเชื่อมโยงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างล้มการประมูลเพื่อเปิดทางโกงนั้น นายวรศิษฎ์ ย้ำว่า กระบวนการคัดเลือกมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายของกรมบัญชีกลางอย่างถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าหากผู้ใดมีหลักฐานเพิ่มเติมสามารถส่งตรงให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบได้ทันที เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สังคมต่อไป

รวมถึงผู้รับจ้าง ทางกรมฯ ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีอาญาเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมทั้งประสานส่งรายชื่อกลุ่มผู้ที่ถูกแก้ไขคะแนนสอบไปยังหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อให้ใช้วิจารณญาณเป็นพิเศษหากบุคคลเหล่านี้ไปสมัครหรือคัดเลือกเข้าบรรจุรับราชการในอนาคต

นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วางแนวทางเรียกเงินคืน ทั้งเงินเดือน สิทธิประโยชน์ และเงินประจำตำแหน่งทั้งหมด จากผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่คะแนนจริงไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อนำส่งคืนคลังแผ่นดินต่อไป

ในส่วนของสัญญาการจัดสอบกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ซึ่งมีมูลค่าสัญญาแบ่งเป็น 4 งวดงาน และได้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 3 งวด ล่าสุดนายวรศิษฎ์ ระบุว่า ทางกรมฯ ได้ทำหนังสือหารือไปยังกรมบัญชีกลาง และมีคำสั่งให้ชะลอการจ่ายเงินงวดสุดท้ายที่เหลืออีกกว่า 30 ล้านบาทไว้ก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบและกระบวนการทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นชัดเจน

ขณะเดียวกันกรมฯ อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อหาแนวทางความรับผิดชอบเกี่ยวกับเงิน 3 งวดแรกที่จ่ายไปแล้ว ว่าจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ทั้งนี้หากเกิดกรณีการฟ้องร้องกันขึ้นระหว่างหน่วยงาน กรมฯ ได้จัดตั้งทีมกฎหมายโดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นแบ็กอัปและสนับสนุนข้อกฎหมายให้กับ อปท. ทั่วประเทศ

กรมฯ ยังได้ออกหนังสือเวียนเน้นย้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ให้ตรวจเข้มและสั่งชะลอการจ้างงาน บุคคลที่ถูกเพิกถอนรายชื่อเนื่องจากการแก้ไขคะแนนสอบ ห้าม อปท. นำกลับเข้ามาทำงานในรูปแบบพนักงานจ้างเหมาหรือสัญญาจ้างอื่นๆ โดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง หากพบว่า อปท. ใดฝ่าฝืน กรมฯ จะร่วมมือกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบลึกทันที

สำหรับมาตรการเยียวยาผู้เข้าสอบที่สุจริตและสอบผ่านด้วยความสามารถของตนเอง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่บรรจุไปแล้ว แต่ถูกกลุ่มทุจริตสวมสิทธิ์แย่งอันดับ พื้นที่ กรมฯ กำลังเสนอ ก.กลาง แก้ไขหลักเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้สามารถโอนย้ายเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงานไปยังจุดที่ต้องการได้เร็วขึ้น คาดว่าหลักเกณฑ์เยียวยานี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม 2.กลุ่มที่รอเรียก ซึ่งหลังจากจัดเรียงอันดับใหม่และเคลียร์ตำแหน่งว่างจากการถอดถอนผู้ทุจริตเรียบร้อยแล้ว กรมฯ จะทำการเรียกตัวผู้สอบผ่านตัวจริงเข้ามาบรรจุแทนที่ทันทีในเดือนพฤศจิกายนนี้

นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า กระบวนการบริหารจัดการบัญชีและการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่นรอบนี้ จะเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อคืนความเป็นธรรมและรักษาสิทธิ์ให้แก่ผู้บริสุทธิ์อย่างสูงสุด

“กระบวนการเพิกถอนรายชื่อผู้ทุจริตเพิ่งจะเสร็จสิ้นไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตัวเลขและอัปเดตข้อมูลเข้ามาเป็นรายวัน คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทราบยอดผู้ถูกถอดถอนทั้งหมดอย่างแน่นอน เพื่อนำไปสู่การดำเนินการเป็นรายกรณีต่อไป”

พร้อมกันนี้ได้ปฏิเสธกระแสข่าวลืออย่างสิ้นเชิง กรณีที่มีการปล่อยข่าวว่ากรมฯ จะจัดสอบใหม่เพื่อนำคนเข้าไปแทนที่ผู้ที่ถูกถอดถอน โดยยืนยันว่า “ไม่มีการจัดสอบใหม่” อย่างแน่นอน และขอความกรุณาผู้ที่ปล่อยข่าวให้กรองข้อมูลก่อน เพราะทำให้สังคมเสียเวลา และกระทบกระเทือนจิตใจของผู้ที่สอบผ่านสุจริต ซึ่งกำลังรอเรียกใช้บัญชีเพื่อบรรจุรับราชการอยู่

ส่วนกรณีมีข่าวแฉขบวนการทุจริตสอบนายอำเภอ เรียกรับเงินหัวละ 3 ล้านบาทนั้น นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่ได้รับรายงานหรือมีข้อมูลพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวเข้ามา หากใครมีหลักฐานพร้อมรับ เพื่อนำไปดำเนินการทันที หรือหากไม่ไว้ใจฝ่ายการเมือง ก็สามารถนำหลักฐานส่งตรงไปยัง ป.ป.ช. ได้เลย เพราะ ป.ป.ช. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว

ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผู้เข้าสอบกว่า 1,000 คน เดินทางมาขอดูคะแนนสอบ ซึ่งทางกรมฯ ได้เปิดข้อมูลพยานหลักฐานให้ตรวจสอบทุกเคส และไม่มีใครติดใจเพิ่มเติม ส่วนข้อหวั่นเกรงเรื่องความผิดพลาดของฐานข้อมูลคะแนน ยืนยันว่าใช้ฐานข้อมูลของบริษัทคู่สัญญา มศว. และมีการเช็กข้อมูลร่วมกับตำรวจ โดยเวลาในการสแกนกระดาษคำตอบเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับการตรวจคำตอบมาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความผิดพลาด และสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์

สำหรับประเด็นการป้องกันไม่ให้ อปท. นำบุคคลที่ถูกถอดถอนรายชื่อกลับเข้ามาทำงานในรูปแบบพนักงานจ้างเหมา ทางกรมฯ เตรียมทำหนังสือส่งไปยังทุกจังหวัดเพื่อกำชับและซักซ้อมความเข้าใจให้เร็วที่สุด แม้ตามกฎหมายกรมฯ จะไม่มีอำนาจสั่งห้ามโดยตรงว่า อปท. จะจ้างหรือไม่จ้างใคร แต่หากพบว่ามี อปท. ใดฝ่าฝืนนำบุคคลในกลุ่มเฝ้าระวังนี้กลับเข้าทำงาน ทางกรมฯ จะนำกระบวนการตรวจสอบเข้าไปดำเนินการอย่างเข้มงวดทันที

ส่วนกรณีที่ กมธ.กฎหมาย นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ระบุว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงขบวนการทุจริตไปถึงผู้เกี่ยวข้อง และมีการอ้างว่ามีคนใกล้ชิด มท.1 ติดต่อหาอาจารย์ผู้จัดสอบนั้น นายวรศิษฎ์ ชี้แจงว่า เมื่อวานนี้ผู้เกี่ยวข้องได้เข้าชี้แจงต่อ กมธ. เรียบร้อยแล้ว ข้อเท็จจริงคือ มีการพูดคุยกันเพียง 1 ครั้ง เนื่องจากฝ่ายจัดการสอบได้เข้ามาเสนอแผน โดยขอยุบศูนย์ตรวจกระดาษคำตอบจาก 10 ศูนย์ ให้เหลือเพียงศูนย์เดียว ซึ่งทางฝ่ายบริหารได้ปฏิเสธไปทันทีว่า “ทำไม่ได้” และต้องปฏิบัติตามสัญญาที่เซ็นไว้เท่านั้น เรื่องดังกล่าวจึงเป็นเพียงการเจรจาการทำงานตามสัญญา ไม่ใช่เรื่องการทุจริตแต่อย่างใด

นายวรศิษฎ์ ยังย้ำอีกว่า หากฝ่ายใดมีหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริต สามารถส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีได้ทันที เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายเดินหน้าและคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สอบได้ตัวจริงโดยเร็วที่สุด

ส่วนความกังวลใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง โดยเข้าใจว่าเกิดจากการที่คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด) แต่ละแห่งยังไม่ได้จัดประชุมอย่างเป็นทางการ ทำให้ยังไม่ได้ส่งมอบเอกสารและพยานหลักฐานการทุจริตให้แก่ อปท. ต้นสังกัด นำไปประกอบการออกคำสั่งพ้นจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ ก.จังหวัด ในหลายพื้นที่ได้จัดประชุมและส่งมอบพยานหลักฐานเรียบร้อยแล้ว ทุกท้องถิ่นก็ได้ดำเนินการตามมติอย่างเป็นรูปธรรม และมีความเข้าใจตรงกัน ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยเข้าใจถึงความกดดันของผู้บริหารท้องถิ่นเป็นอย่างดี เนื่องจากไม่มีผู้บริหารรายใดอยากเป็นผู้ลงนามถอดถอนบุคคลออก แต่เมื่อมีหลักฐานการทุจริตที่ชัดเจน กระทรวงฯ พร้อมที่จะสนับสนุนและสร้างความมั่นใจให้ผู้บริหาร อปท. เดินหน้าตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

สำหรับกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาและความผิดทางวินัยร้ายแรง ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างการทยอยเรียกตัวกลุ่มผู้เข้าสอบที่มีชื่อปรากฏในการแก้ไขคะแนนคำตอบมารับทราบข้อกล่าวหาและให้การเพิ่มเติม โดยกรอบระยะเวลาในการทำงานที่ ป.ป.ช. ได้แถลงไว้ล่วงหน้ากำหนดไว้ที่ประมาณ 6 เดือน ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้วราว 2–3 เดือน

นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยยังได้ให้ข้อคิดเห็นถึงกลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตว่า ควรเข้ามาให้ข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงกับ ป.ป.ช. เพราะข้อมูลที่ให้ อาจเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลไปถึงตัวการใหญ่หรือผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการ ซึ่งอาจทำให้ได้รับการพิจารณาผ่อนหนักเป็นเบา หรืออาจถูกพิจารณากันไว้เป็นพยานในคดี ทั้งนี้ยืนยันว่าการพิจารณากันเป็นพยานเป็นดุลพินิจและอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. โดยตรง ฝ่ายการเมืองหรือหน่วยงานอื่นไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้

ขณะที่นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยว่า คดีทุจริตการสอบครั้งนี้ถือเป็น "โจทย์ใหญ่" เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก หน่วยงานเดียวหรือคณะทำงานชุดเดียวไม่สามารถจัดการให้จบลงได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่ามีผู้สมัครสอบเกือบ 400,000 คน เข้าสอบจริงเกือบ 300,000 คน มีการประกาศบัญชีผู้สอบผ่านราว 50,000 คน และมีการเรียกบรรจุไปแล้วกว่า 15,000 คน เมื่อรวมกับผู้เกี่ยวข้องและครอบครัว ถือเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบขนาดใหญ่ยิ่งกว่ากลุ่มผู้กระทำผิดที่มีประมาณ 6,000 กว่าคน

สำหรับการจัดการเรื่องบัญชีผู้สอบนั้น ในช่วงแรกมีความพยายามจะตั้งโจทย์เพื่อตรวจข้อสอบใหม่ทั้งหมด แต่เมื่อประสานงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ บริษัทคู่สัญญา และตำรวจสอบสวนกลาง พบว่ามีผลการตรวจเดิมที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ด้วยระบบ Digital Signature อยู่แล้ว จึงไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ โดย สถ. ได้นำผลดังกล่าวมาบริหารจัดการบัญชีด้วยการ "คัดชื่อผู้ที่ได้คะแนนไม่ถูกต้องออก" และเตรียมบรรจุผู้ที่สอบได้คะแนนถูกต้องและถึงลำดับเข้าทดแทน ซึ่งกระบวนการคืนความชอบธรรมให้แก่ผู้สอบได้โดยสุจริต รวมถึงการพิจารณาคืนสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่เคยถูกบรรจุในลำดับที่ไม่เป็นไปตามจริง จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

ในส่วนของการดำเนินคดีทางวินัยร้ายแรงกับอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2 รายนั้น นายนิรัตน์ ได้แต่งตั้งนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยเน้นย้ำว่าเป็นการแต่งตั้งระบุตัวบุคคล ดังนั้นแม้ว่าผู้รับผิดชอบจะมีการเปลี่ยนย้ายตำแหน่งในเวลาต่อมา แต่ตำแหน่งประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงยังคงเป็นบุคคลเดิม และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชักช้า เพียงแต่ต้องใช้เวลาเนื่องจากมีเอกสารพยานหลักฐานจำนวนมาก

เมื่อถามถึงการปิดจ๊อบและดำเนินคดีเฉพาะกลุ่มผู้เข้าสอบที่เป็นปลาซิวปลาสร้อยแล้วแยกย้ายนั้นนายนิรัตน์ ยืนยันว่า คำว่า "ปิดจ๊อบ" หมายถึงเฉพาะการจัดการเรื่องบัญชีและถอนชื่อผู้กระทำผิดออกจากระบบเท่านั้น

ทั้งนี้ในส่วนคดีอาญาทางสำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวงมหาดไทยยังคงเดินหน้าสืบสวนสอบสวนขยายผลอย่างเต็มที่ เพื่อลากตัวผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายทุจริตทั้งหมดมาลงโทษ โดยยืนยันว่าการสอบครั้งนี้เปิดกว้างให้ภาคีเครือข่าย ทั้ง ป.ป.ช., อปท. และ ป.ป.ป. ร่วมจับตาตั้งแต่ต้น ซึ่งหากพยานหลักฐานสาวไปถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับ C10, C11 หรือตำแหน่งใดก็ตาม จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดและตรงไปตรงมาโดยไม่มีการละเว้น

Advertisement

แชร์
มท.4 ปิดจ๊อบถอนชื่อโกงสอบท้องถิ่น3,868 ราย จ่อขึ้นบีญชีดำห้ามรับราชการ