
กระแส “ปักปากกา” เพื่อลดน้ำหนักกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มองว่ายาฉีดลดน้ำหนักเป็น “ทางลัด” หรือเป็นตัวช่วยใหม่ หลังจากพยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว แต่น้ำหนักยังไม่ลดลงตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ภญ.โฉมคนางค์ ภูมิสายดร กรรมการสภาเภสัชกรรม ระบุว่า ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยาที่ทุกคนควรใช้เพื่อหวังผลด้านรูปร่าง เพราะ GLP-1 เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ชัดเจน ต้องประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล และต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
ภญ.โฉมคนางค์อธิบายว่า ยากลุ่มนี้มีชื่อเต็มว่า GLP-1 receptor agonist เป็นยาที่เลียนแบบการทำงานของ “ฮอร์โมน” ในร่างกายกลุ่ม Glucagon-Like Peptide ยากลุ่มนี้จึงทำงานคล้ายฮอร์โมน และมีผลต่อหลายระบบในร่างกาย ทั้งสมอง กระเพาะอาหาร และการหลั่งอินซูลิน
ด้วยเหตุนี้ GLP-1 จึงถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน รวมถึงใช้ในผู้ที่มีความจำเป็นต้องจัดการภาวะน้ำหนักตัวเรื้อรังหรือโรคอ้วน ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ที่มีน้ำหนักปกติ หรือผู้ที่มีรูปร่างผอมอยู่แล้ว นำไปใช้เพื่อ “เชปหุ่น” หรือฉีดเพียงไม่กี่โดสเพื่อหวังให้ผอมเร็ว
สาระสำคัญที่ประชาชนต้องเข้าใจใหม่ คือ GLP-1 ไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับลดน้ำหนัก และไม่ใช่ยาที่ควรซื้อมาใช้เองตามกระแสในโซเชียล การใช้ผิดกลุ่ม ผิดข้อบ่งใช้ หรือใช้โดยไม่พบแพทย์ อาจนำไปสู่ผลข้างเคียงได้หลายระดับ ตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องผูก ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ น้ำหนักกลับมาเพิ่มหลังหยุดยา ไปจนถึงการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
นอกจากนี้ การซื้อยาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือยังเพิ่มความเสี่ยงจากยาปลอม ยาเถื่อน หรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนในไทย ซึ่งอาจเป็นอันตรายมากกว่าผลลัพธ์เรื่องน้ำหนักที่คาดหวังไว้ ดังนั้น ก่อนใช้ยากลุ่ม GLP-1 จึงต้องเริ่มจากการประเมินโดยแพทย์ ไม่ใช่ตัดสินใจจากโฆษณา รีวิว หรือคำบอกต่อบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว
ภญ.โฉมคนางค์อธิบายว่า GLP-1 receptor agonist เป็นกลุ่มยาที่เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย โดยคำว่า GLP มาจาก Glucagon-Like Peptide ซึ่งเป็นกลุ่มฮอร์โมนเปปไทด์ชนิดหนึ่ง จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ “เปปไทด์” หรือโปรตีนทั่วไปตามความเข้าใจในกระแสออนไลน์ แต่เป็นยาที่เลียนแบบฮอร์โมนและออกฤทธิ์กับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
ในภาพรวม กลไกการทำงานหลักของ GLP-1 มี 3 ส่วน คือ
ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า ในประเทศไทยมียากลุ่มนี้ที่ขึ้นทะเบียนอยู่ 3 ตัวยาหลัก ได้แก่ Liraglutide (Saxenda), Semaglutide (Wegovy) และ Tirzepatide (Mounjaro) โดยทั้งสามตัวมีกลไกหลักคล้ายกัน แต่แตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างยา ระยะเวลาการออกฤทธิ์ รูปแบบการฉีด และผลการศึกษาด้านการลดน้ำหนัก
Liraglutide เป็นยารุ่นแรกในกลุ่มนี้ ต้องฉีดทุกวัน และตามผลการศึกษาสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 8% จากน้ำหนักตัวเริ่มต้น ส่วน Semaglutide เป็นยาที่ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ลดน้ำหนักได้ประมาณ 14.9-16.9% จากน้ำหนักตัวเริ่มต้น ขณะที่ Tirzepatide ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากในตลาดขณะนี้ เป็นยาฉีดสัปดาห์ละครั้งเช่นกัน และลดน้ำหนักได้ประมาณ 15-20.9% จากน้ำหนักตัวเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะมาจากการศึกษาของแต่ละตัวยา ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษาไม่เท่ากัน Liraglutide ศึกษาประมาณ 56 สัปดาห์ Semaglutide ศึกษาประมาณ 68 สัปดาห์ และ Tirzepatide ศึกษาประมาณ 72 สัปดาห์ ผลที่เห็นจึงไม่ได้เกิดจากการฉีดเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เป็นผลจากการใช้ยาในระยะยาว ควบคู่กับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายตามการศึกษานั้น ๆ
อีกปัจจัยที่ทำให้ยาบางตัวออกฤทธิ์ได้นานกว่า คือโครงสร้างของตัวยา โดยเฉพาะยากลุ่มที่ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งมีสายเปปไทด์ยาว ทำให้ยาออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายได้นานกว่า เมื่อจับกับตัวรับในร่างกายได้นานขึ้น ก็ทำให้ความอิ่มอยู่ได้นานขึ้น ลดความอยากอาหารได้นานขึ้น กระเพาะบีบตัวช้าลง และนำไปสู่การรับประทานอาหารน้อยลง
ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า การใช้ยา GLP-1 ไม่ควรเริ่มจากความรู้สึกว่า “อยากผอม” หรืออยากมีรูปร่างดีขึ้นเท่านั้น เพราะยากลุ่มนี้ต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งสภาพร่างกาย น้ำหนักตัว โรคประจำตัว และความเหมาะสมทางการแพทย์ โดยควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินก่อนใช้ยาอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยแรกคืออายุ เนื่องจากข้อมูลการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป หากนำไปใช้กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเฉพาะวัยรุ่น โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ย่อมมีความเสี่ยง เพราะข้อมูลสนับสนุนยังมีจำกัด
ปัจจัยต่อมาคือค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI โดยทั่วไป ผู้ที่เข้าใกล้ข้อบ่งใช้ของยากลุ่มนี้ควรมีค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป และมีปัญหาสุขภาพหรือโรคร่วมอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น ความเสี่ยงเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ร่วมกับภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
ดังนั้น ผู้ที่คิดจะใช้ยา GLP-1 ควรเริ่มจากการคำนวณ BMI ของตนเองก่อน โดยนำน้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง เช่น หากสูง 1.68 เมตร ให้นำ 1.68 ไปยกกำลังสอง แล้วใช้น้ำหนักตัวหารด้วยค่าดังกล่าว หากผลลัพธ์ไม่ถึง 27 ก็ยังไม่เข้าเกณฑ์ใช้ยา
อีกเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ใช้ควรผ่านการลดน้ำหนักด้วยวิธีพื้นฐานมาก่อน ทั้งการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม การออกกำลังกาย การเวทเทรนนิ่ง หรือวิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องอื่น ๆ แต่ยังไม่ได้ผล จึงค่อยพิจารณาการใช้ยา GLP-1 ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ใช่ใช้เป็นทางเลือกแรกของการลดน้ำหนัก
ภญ.โฉมคนางค์ย้ำว่า GLP-1 ต้องใช้ควบคู่กับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย ไม่ใช่ใช้เป็นยาเดี่ยว หากใช้ยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับพฤติกรรม ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามข้อมูลการศึกษา และมีความเสี่ยงที่น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มขึ้นเมื่อหยุดยา
นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติโรคตับอ่อนอักเสบควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ และหากเกิดภาวะตับอ่อนอักเสบระหว่างใช้ยา แพทย์จะพิจารณาให้หยุดยาทันที
ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยากลุ่มนี้ถูกปรับการขึ้นทะเบียนจาก “ยาอันตราย” เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” หมายความว่าต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น และต้องมีใบสั่งแพทย์ ผู้ที่ต้องการใช้ยาจึงต้องพบแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม ทั้งในด้านสุขภาพ ความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง โรคประจำตัว และยาชนิดอื่นที่ใช้อยู่ ซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกันได้
ดังนั้น หากพบการขายยา GLP-1 ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือมีผู้โฆษณาว่าสามารถซื้อไปใช้ได้เองโดยไม่ต้องพบแพทย์ ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจเป็นยาปลอม ยาเถื่อน หรือยาที่ลักลอบนำเข้า และควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก
ภญ.โฉมคนางค์ ย้ำว่า GLP-1 ไม่ใช่ยาที่ควรซื้อมาใช้เอง ไม่ว่าจะจากโซเชียลมีเดีย ร้านค้าออนไลน์ การฝากเพื่อนซื้อจากต่างประเทศ หรือแหล่งขายที่อ้างว่าสามารถนำไปฉีดเองที่บ้านได้ เพราะยากลุ่มนี้ต้องใช้ภายใต้การพิจารณาและติดตามของแพทย์เท่านั้น
ความเสี่ยงจากการซื้อยามาฉีดเองมีหลายระดับ ตั้งแต่เทคนิคการฉีดที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณที่ฉีด ไปจนถึงการใช้ยาผิดขนาด เพราะผู้ใช้ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากขนาดใด และต้องปรับขนาดยาอย่างไร หากใช้ไม่เหมาะสมอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้
อีกความเสี่ยงสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่สามารถมั่นใจได้ว่ายาที่ได้รับเป็นยาจริง ยาปลอม หรือยาเถื่อน แม้บางกรณีจะอ้างว่าเป็นยาที่ซื้อมาจากต่างประเทศ แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องแหล่งที่มา การเก็บรักษา และความถูกต้องของตัวยา โดยเฉพาะยาฉีดที่ต้องควบคุมคุณภาพและอุณหภูมิอย่างเหมาะสม
ภญ.โฉมคนางค์ยังเตือนว่า ยาปลอมบางชนิดอาจไม่ได้เป็น GLP-1 จริง แต่อาจเป็นยาคนละกลุ่ม เช่น อินซูลิน ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำใสและอยู่ในรูปแบบปากกาฉีดคล้ายกัน หากผู้บริโภคไม่รู้เท่าทัน อาจได้รับยาผิดชนิดและเกิดอันตรายต่อร่างกายได้
ในกรณีคลินิกความงามที่โฆษณาบริการ “ปักปากกา” ภญ.โฉมคนางค์อธิบายว่า ตามกฎหมายไทย คลินิกความงามสามารถสั่งจ่ายยากลุ่มนี้ได้ หากจดทะเบียนเป็นสถานพยาบาลถูกต้อง และมีแพทย์เป็นผู้ประเมินและสั่งจ่ายยา
ดังนั้น การพบว่ายากลุ่มนี้ถูกใช้ในคลินิกความงาม ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายเสมอไป เงื่อนไขสำคัญคือ คลินิกต้องจดทะเบียนถูกต้อง มีแพทย์ประจำ และแพทย์ต้องเป็นผู้พิจารณาว่าผู้รับบริการเหมาะสมต่อการใช้ยาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรตรวจสอบให้ชัดว่า ผู้ให้คำปรึกษาเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หากเป็นแพทย์ ควรมีเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ หรือเลข ว. ให้ตรวจสอบได้ บางคลินิกอาจแสดงชื่อแพทย์เวรประจำวันไว้อย่างชัดเจน ซึ่งประชาชนสามารถขอดูข้อมูลได้
หากผู้ให้คำปรึกษาไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นพยาบาลหรือบุคลากรอื่น ต้องเข้าใจว่าบุคลากรกลุ่มนี้ไม่สามารถสั่งจ่ายยากลุ่ม GLP-1 ได้ การประเมินความเหมาะสมและการสั่งใช้ยาต้องเป็นหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น
อีกประเด็นที่ ภญ.โฉมคนางค์ให้ความสำคัญคือการโฆษณาเกินจริง โดยเฉพาะโฆษณาที่ใช้คำว่า “ปักปากกา” แต่ไม่ระบุชัดเจนว่ายาที่ใช้คือยาอะไร ยี่ห้อใด หรือตัวยาใด ทำให้ผู้บริโภคอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการใช้ยากลุ่มเดียวกันทั้งหมด ทั้งที่ในทางปฏิบัติต้องตรวจสอบตัวยาและการขึ้นทะเบียนอย่างชัดเจน
บางโฆษณายังอาจใช้ข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าใช้เพียงหนึ่งเดือนก็เห็นผล ทั้งที่ข้อมูลการศึกษาของยากลุ่มนี้ใช้ระยะเวลาติดตามเป็นปี และการคงผลระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการควบคุมอาหารและการปรับพฤติกรรมร่วมด้วย
หากผู้บริโภคสนใจเข้ารับบริการ ควรถามคลินิกให้ชัดเจนว่ายาที่จะฉีดคือตัวยาอะไร เป็นหนึ่งในสามตัวที่ขึ้นทะเบียนแล้วหรือไม่ หากไม่ใช่ตัวยาที่มีข้อมูลการขึ้นทะเบียนในไทย ควรตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ยาปลอม หรือยาเถื่อน
ผู้บริโภคยังสามารถขอเลขทะเบียน อย. หรือเลขทะเบียนยาจากคลินิกเพื่อตรวจสอบได้ หากไม่มีเลขทะเบียนยาไทย หรือค้นแล้วไม่พบข้อมูล ควรหลีกเลี่ยง เพราะการตัดสินใจฉีดยาโดยไม่รู้แหล่งที่มาและสถานะการขึ้นทะเบียน เท่ากับผู้ใช้ต้องรับความเสี่ยงต่อสุขภาพของตนเองโดยตรง
แม้ยา GLP-1 จะมีบทบาทช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและกินอาหารได้น้อยลง แต่กลไกเดียวกันนี้อาจนำไปสู่ผลข้างเคียงหลายอย่าง โดยเฉพาะอาการในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในผู้ใช้ยากลุ่มนี้
ภญ.โฉมคนางค์ อธิบายว่า ผลข้างเคียงที่มักพบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียนหลังฉีด ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้อง ผายลมบ่อย แน่นท้อง อาการคล้ายกรดไหลย้อน หรืออาการเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารที่มากขึ้น
สาเหตุสำคัญมาจากฤทธิ์ของยา GLP-1 ที่ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น เมื่ออาหารค้างอยู่ในกระเพาะนาน อาจทำให้เกิดการหมักหมมและเกิดแก๊ส ส่งผลให้ผู้ใช้รู้สึกแน่นท้องหรือท้องอืด ขณะเดียวกัน ในบางรายร่างกายอาจดูดน้ำออกจากอาหารมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งและเกิดอาการท้องผูก หากท้องผูกต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาริดสีดวงได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บางรายไม่ได้มีอาการท้องผูกเสมอไป เพราะอาหารที่ค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหารอาจกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ จนนำไปสู่อาการท้องเสียหรือถ่ายเหลวได้เช่นกัน นอกจากนี้ บางรายอาจเกิดภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าผิดปกติ หรือมีอาการของโรคกระเพาะมากขึ้น เนื่องจากอาหารอยู่ร่วมกับกรดในกระเพาะเป็นเวลานาน
ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า ความเสี่ยงเหล่านี้อาจเพิ่มขึ้น หากผู้ใช้รับประทานอาหารปริมาณมากในช่วงที่กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลงอยู่แล้ว เช่น การกินบุฟเฟต์ เพราะอาจทำให้ระบบทางเดินอาหารต้องทำงานหนักขึ้น ตั้งแต่กระเพาะอาหารไปจนถึงลำไส้ และอาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น นิ่วในถุงน้ำดี ลำไส้อุดตัน หรือผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารในรูปแบบอื่น โดยบางคนอาจมีเพียงอาการเดียว ขณะที่บางคนอาจเกิดหลายอาการพร้อมกัน
สำหรับความรุนแรงของผลข้างเคียง ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน รวมถึงขนาดยาที่ใช้ บางคนใช้ยาขนาดสูงแล้วแทบไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน ขณะที่บางคนใช้ยาเพียงขนาดต่ำก็อาจเกิดอาการรุนแรงได้ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่ายาตัวใดมีผลข้างเคียงน้อยที่สุดสำหรับทุกคน เพราะร่างกายของแต่ละคนตอบสนองต่อยาแตกต่างกัน
ส่วนคำถามว่าอาการทางเดินอาหารจะหายไปหลังหยุดยาหรือไม่ ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า ไม่สามารถตอบได้เหมือนกันทุกกรณี หากเป็นอาการท้องอืดหรือท้องเฟ้อ บางรายอาจดีขึ้นหลังหยุดยา หรือเมื่อใช้ยาไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ ร่างกายอาจเริ่มปรับตัวได้ แต่อาการบางอย่าง เช่น ท้องผูก อาจยังคงอยู่แม้หยุดยาแล้ว เนื่องจากระบบขับถ่ายของบางรายเปลี่ยนแปลงไปมาก การฟื้นตัวหลังหยุดยาจึงแตกต่างกันไปในแต่ละคน
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องระวังจากการใช้ยา GLP-1 คือภาวะน้ำหนักกลับขึ้นหลังหยุดยา หรือที่เรียกว่า “รีบาวด์” เพราะผู้ใช้บางรายเข้าใจว่า เมื่อใช้ยาแล้วน้ำหนักลดลง ก็สามารถหยุดยาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมการกินหรือการออกกำลังกาย
ภญ.โฉมคนางค์ ภูมิสายดร กรรมการสภาเภสัชกรรม อธิบายว่า หากผู้ใช้พึ่งพายาเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ปรับพฤติกรรมการกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือไม่มีแผนดูแลสุขภาพระยะยาว เมื่อหยุดยา น้ำหนักมีโอกาสกลับขึ้นมาได้ หรือเกิดภาวะรีบาวด์
หลักเกณฑ์หนึ่งที่ใช้พิจารณาว่าควรใช้ยาต่อหรือไม่ คือ หากใช้ยาไปแล้วประมาณ 12-16 สัปดาห์ หรือราว 3-4 เดือน แต่น้ำหนักตัวลดลงไม่ถึง 5% ของน้ำหนักเริ่มต้น อาจถือว่าไม่ตอบสนองต่อยา ในกรณีนี้ไม่ควรฝืนฉีดต่อ แต่ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินและปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะสม
ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่ใช้ยาแล้วน้ำหนักลดลง หากหยุดยาโดยไม่มีการควบคุมอาหาร ไม่ปรับพฤติกรรม และไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักก็สามารถกลับมาใกล้เคียงเดิมได้ ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า หลังหยุดยาอาจเกิดภาวะรีบาวด์ และภายในหนึ่งปี น้ำหนักอาจกลับไปใกล้เคียงหรือเท่ากับน้ำหนักเดิม หากไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมรองรับ
ประเด็นนี้สะท้อนว่า GLP-1 ไม่ใช่เครื่องมือที่ทำให้ผอมถาวรโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่เป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้แผนดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการติดตามอาการโดยแพทย์
ภญ.โฉมคนางค์ยังชี้ว่า การใช้ยาเพียงชั่วคราวอาจทำให้น้ำหนักลดลงได้ในช่วงแรก เพราะผู้ใช้อาจรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่หิว แต่เมื่อหยุดยา ความอยากอาหารอาจกลับมา หากยังคงกินเหมือนเดิมและไม่ปรับพฤติกรรม น้ำหนักจึงมีโอกาสเด้งกลับ หรือที่มักเรียกว่า “โยโย่เอฟเฟกต์” ได้เช่นกัน
หนึ่งในผลกระทบที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นจากการใช้ยา GLP-1 คือ “มวลกล้ามเนื้อลดลง” ซึ่ง ภญ.โฉมคนางค์อธิบายว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพราะตัวยาเข้าไปทำลายกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เกิดจากกลไกของยาที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน และกินอาหารได้น้อยลง เมื่อปริมาณอาหารที่รับเข้าสู่ร่างกายลดลง สารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบจำเป็นต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและรักษามวลกล้ามเนื้อของร่างกาย ก็ลดลงตามไปด้วย
ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า หลายคนเข้าใจว่าน้ำหนักที่ลดลงหลังใช้ GLP-1 คือ “ไขมันที่หายไป” ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง เมื่อน้ำหนักลดเร็วจากการกินอาหารได้น้อยลง สิ่งที่ลดลงอาจไม่ได้มีเฉพาะไขมัน หากร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ มวลกล้ามเนื้อก็มีโอกาสลดลงไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในคนที่ฉีดยาแล้วคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่อยากอาหารจนแทบไม่กินอะไรเลย
ผลที่ตามมาคือ ตัวเลขบนตาชั่งอาจลดลงเร็ว ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ายาได้ผลดี แต่การลดลงของน้ำหนักในลักษณะนี้อาจไม่ใช่การลดน้ำหนักที่มีคุณภาพ เพราะร่างกายอาจสูญเสียกล้ามเนื้อควบคู่ไปกับไขมัน เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง รูปร่างและสัดส่วนของร่างกายอาจเปลี่ยนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์ และเมื่อหยุดยา น้ำหนักอาจกลับขึ้นมาได้เร็ว หากยังไม่ได้ปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า โดยปกติร่างกายมีแนวโน้มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัยอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้น หากกินอาหารได้น้อยลงมาก แต่ไม่ได้รับโปรตีนหรือสารอาหารทดแทนอย่างเพียงพอ ส่งผลให้เปอร์เซ็นต์มวลกล้ามเนื้อลดลงมากกว่าปกติ โดยบางรายอาจลดลงได้ราว 10% ภายใน 1 ปี
ความเสี่ยงจะยิ่งชัดเจนในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยภญ.โฉมคนางค์อธิบายว่า ขณะนี้เริ่มมีการพูดถึงประเด็นนี้ในงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ โดยพบว่าในผู้ใช้ยา GLP-1 โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุมาก การสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออาจสูงได้ถึง 25% ซึ่งทำให้การใช้ยาในกลุ่มนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
อีกจุดที่ต้องระวังคือการออกกำลังกายโดยไม่ได้รับโปรตีนเพียงพอ ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า การออกกำลังกายเป็นกระบวนการที่ทำให้กล้ามเนื้อทำงานและต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซม หากผู้ใช้ GLP-1 กินอาหารได้น้อยมาก แต่ยังออกกำลังกายโดยไม่ได้เติมโปรตีนกลับเข้าไป ร่างกายอาจยิ่งสูญเสียมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น แทนที่จะลดไขมันและรักษากล้ามเนื้อไว้ได้อย่างเหมาะสม
เพราะเหตุนี้ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ภายใต้การดูแลของแพทย์จึงไม่ควรมองเพียงว่า “กินให้น้อยที่สุดแล้วน้ำหนักจะลงเร็วที่สุด” แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของอาหารที่กินด้วย โดยเฉพาะการได้รับโปรตีนให้เพียงพอ ในบางคลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีนักโภชนาการหรือแพทย์ดูแลด้านโภชนาการ อาจมีการคำนวณให้ว่า ผู้ใช้ยาขนาดนี้ น้ำหนักตัวเท่านี้ ควรได้รับโปรตีนเท่าใด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ แม้ในวันที่มีอาการคลื่นไส้หรือกินอาหารได้ลำบาก
ภญ.โฉมคนางค์ยังชี้ว่า ผู้ใช้บางคนอาจเข้าใจผิดว่า หากฉีดยาแล้วคลื่นไส้จนไม่กินอะไรเลย ถือว่ายิ่งดีเพราะน้ำหนักจะลดเร็ว แต่พฤติกรรมเช่นนี้อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและเพิ่มโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อ เมื่อหยุดยา ความอยากอาหารอาจกลับมา น้ำหนักมีโอกาสรีบาวด์เร็ว ขณะที่มวลกล้ามเนื้อที่เคยหายไปอาจไม่ได้กลับคืนมาในทันที ส่งผลให้รูปร่างหลังน้ำหนักกลับขึ้นมาอาจไม่เหมือนเดิม
ในระยะยาว การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ หรือในผู้ที่มีโรคร่วมและต้องใช้ยาอื่น ๆ อยู่แล้ว ภญ.โฉมคนางค์เตือนว่า หากมวลกล้ามเนื้อลดลงมาก อาจทำให้ร่างกายเปราะบางขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากยาอื่นหรือภาวะสุขภาพอื่นในอนาคตได้
ดังนั้น แม้ GLP-1 จะช่วยให้น้ำหนักลดได้ในผู้ที่เข้าเกณฑ์ใช้ยา แต่การลดน้ำหนักที่ปลอดภัยไม่ควรดูแค่ตัวเลขบนตาชั่ง ผู้ใช้ต้องลดไขมันโดยพยายามรักษามวลกล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุด ผ่านการกินอาหารที่เหมาะสม ได้รับโปรตีนเพียงพอ ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี และติดตามอาการกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะหากน้ำหนักลดเร็วแต่แลกกับกล้ามเนื้อที่หายไป ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ใช่สุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
นอกจากผลข้างเคียงทางเดินอาหารและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อแล้ว ภญ.โฉมคนางค์ยังเตือนเรื่องปฏิกิริยากับยาอื่น เพราะ GLP-1 ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้นและส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร จึงอาจกระทบต่อการดูดซึมของยาบางชนิดได้
ในผู้ที่มีโรคร่วม เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่ต้องใช้ยาประจำ การใช้ GLP-1 จึงต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ เพื่อดูว่ามียาใดที่อาจได้รับผลกระทบจากการดูดซึมที่เปลี่ยนไปหรือไม่
ประเด็นนี้เป็นอีกเหตุผลที่ยากลุ่มนี้ไม่ควรถูกซื้อใช้เอง เพราะผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้ว่ายาที่ตนเองใช้อยู่มีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยาหรือไม่ และอาจประเมินผลข้างเคียงต่ำเกินไป
ภญ.โฉมคนางค์ย้ำว่า หากแพทย์พิจารณาให้ใช้ยาแล้ว ผู้ป่วยต้องสื่อสารกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน กินข้าวไม่ได้ ท้องอืด ท้องผูก หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ
โดยทั่วไป หากเป็นยาที่ฉีดสัปดาห์ละครั้ง แพทย์อาจเริ่มจากขนาดยาต่ำก่อน แล้วนัดติดตามว่าหลังฉีดไปแล้วมีอาการข้างเคียงอะไรบ้าง เพื่อพิจารณาปรับขนาดยาให้เหมาะสม ดังนั้น ผู้ใช้ไม่ควรปิดบังอาการเพราะอยากผอม หรือบอกแพทย์ว่าไม่มีอาการ ทั้งที่อยู่บ้านแล้วอาเจียนมากหรือกินอาหารไม่ได้
การให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริงอาจทำให้แพทย์ประเมินผิด และส่งผลเสียต่อผู้ป่วยเอง หากมีอาการข้างเคียงรุนแรง ควรแจ้งแพทย์ทันที ไม่ควรฝืนใช้ยา หรือปรับขนาดยาเอง
ในมุมนี้ ภญ.โฉมคนางค์ย้ำว่า หากจะฉีด ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาปรับขนาดยา ไม่ควรเชื่อคำแนะนำในโซเชียลที่บอกว่าสามารถซื้อไปฉีดเองได้ เพราะแม้บางคนจะมองว่าเป็นการฉีดใต้ผิวหนังและดูเหมือนทำได้ไม่ยาก แต่ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่เทคนิคการฉีด ยังรวมถึงขนาดยา ผลข้างเคียง และความถูกต้องของตัวยาด้วย
กล่าวโดยสรุป GLP-1 เป็นยาที่มีบทบาททางการแพทย์จริง ทั้งในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานและการจัดการภาวะน้ำหนักตัวเรื้อรังในผู้ที่เข้าเกณฑ์ แต่ไม่ใช่ยาสำหรับทุกคน และไม่ใช่ทางลัดสำหรับคนที่ต้องการผอมเร็วหรือปรับรูปร่างชั่วคราว
ก่อนใช้ยา ต้องประเมินอายุ BMI โรคร่วม ประวัติสุขภาพ การใช้ยาอื่น ความพยายามในการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย รวมถึงความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง หากไม่เข้าเกณฑ์ หรือยังสามารถใช้วิธีปรับพฤติกรรมได้ ควรเลือกวิธีอื่นก่อน ไม่ควรใช้ GLP-1 เป็นทางเลือกแรก
การ “ปักปากกา” โดยไม่พบแพทย์ ซื้อยาจากโซเชียล ฉีดเองที่บ้าน หรือใช้ตามคำโฆษณาที่ไม่บอกตัวยาและเลขทะเบียนยา อาจทำให้ร่างกายเสียมากกว่าผอม ทั้งจากอาการทางเดินอาหาร ระบบขับถ่ายผิดปกติ น้ำหนักรีบาวด์ มวลกล้ามเนื้อลดลง การดูดซึมยาอื่นเปลี่ยนไป และความเสี่ยงจากยาปลอมหรือยาเถื่อน
คำเตือนสำคัญจาก ภญ.โฉมคนางค์ คือ หากจะใช้ยากลุ่มนี้ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ต้องบอกอาการข้างเคียงตามจริง ต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วย และต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการลดน้ำหนักไม่ควรมีเพียงตัวเลขบนตาชั่ง แต่ต้องไม่แลกกับสุขภาพที่เสียหายระยะยาว