
ตลาดยาลดน้ำหนัก GLP-1 ที่เติบโตอย่างร้อนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีจุดตั้งต้นจากความสำเร็จของยาฉีดลดน้ำหนักแบบฉีดสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การรักษาโรคอ้วนอย่างสิ้นเชิง และผลักดันให้ยากลุ่มนี้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน “บล็อกบัสเตอร์” ของอุตสาหกรรมยาโลก แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 ตลาดยาลดน้ำหนักก็เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อยาลดความอ้วนชนิดรับประทาน หรือ 'ยาเม็ดลดน้ำหนัก' เริ่มเข้ามาท้าทายโมเดลเดิมที่พึ่งพาการฉีดยาเป็นหลัก
ปัจจุบัน ผู้ป่วยบางส่วนในสหรัฐเริ่มเข้าถึงยา GLP-1 ชนิดเม็ดสำหรับรักษาโรคอ้วนเป็นครั้งแรกแล้ว จากบริษัทยายักษ์ใหญ่ของเดนมาร์กอย่าง Novo Nordisk ซึ่งเป็นยาที่รับประทานวันละครั้ง และใช้ชื่อแบรนด์เดียวกับยาฉีดยอดนิยมอย่าง Wegovy ขณะเดียวกัน คู่แข่งรายสำคัญอย่าง Eli Lilly ก็ขยับตามมาติด ๆ โดยคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม ยาชนิดเม็ดอาจเป็นทางเลือกที่ใช้ง่ายและสะดวกกว่า และมีโอกาสที่จะมีต้นทุนต่ำกว่ายาฉีดที่ครองตลาดอยู่ในปัจจุบัน โดยยาเม็ดลดน้ำหนักของ Novo Nordisk จะมีราคาอยู่ที่โดสละประมาณ 149-299 ดอลลาร์ แม้ในแง่ประสิทธิผล ยาเม็ดอาจจะยังให้ผลการลดน้ำหนักที่ต่ำกว่ายาฉีด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจำนวนไม่น้อยมองว่า การขยายทางเลือกในการรักษาให้หลากหลายขึ้น ถือเป็น “ชัยชนะของผู้ป่วย” ในภาพรวม และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่ของตลาดยาโรคอ้วนในระยะยาว
นักวิเคราะห์มองว่า ในปี 2569 ยาลดความอ้วนชนิดรับประทานอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดยาลดน้ำหนัก เพราะมีศักยภาพในการดึง “ผู้ป่วยหน้าใหม่” ให้ก้าวเข้าสู่การรักษาโรคอ้วนเป็นครั้งแรก โดยไม่เพียงจะขยายฐานตลาดยาลดน้ำหนักและยาเบาหวานในวงกว้าง แต่ยังเปิดโอกาสช่องทางสร้างรายได้ระยะยาวให้กับทั้ง Novo Nordisk และ Eli Lilly กลุ่มผู้ใช้เหล่านี้อาจรวมถึงคนที่ไม่ชอบหรือกลัวการฉีดยา ไปจนถึงผู้ที่แม้จะเข้าข่ายเหมาะกับยาฉีดอยู่แล้ว แต่ยังไม่รู้สึกว่าปัญหาสุขภาพของตนในขณะนั้น “หนักพอ” ที่ต้องฉีดยาเป็นประจำทุกสัปดาห์
นพ.เอดูอาร์โด กรุนวัลด์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของศูนย์ Advanced Weight Management ณ UC San Diego Health ระบุว่า ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยใช้ยา GLP-1 มาก่อน และเลือกที่จะรอให้มียาในรูปแบบรับประทานออกสู่ตลาดก่อนจึงจะตัดสินใจเริ่มการรักษา เขายังชี้ด้วยว่า ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ยาชนิดเม็ดมีข้อได้เปรียบสำคัญตรงที่ราคาถูกกว่ายาฉีดอยู่เล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงการรักษาในวงกว้างมากขึ้น
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ามีชาวอเมริกันใช้ยา GLP-1 อยู่กี่คน โดยเฉพาะในบริบทของการรักษาโรคอ้วน แต่ผลสำรวจขององค์กรวิจัยนโยบายสุขภาพ KFF ระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ราว 1 ใน 8 คนให้ข้อมูลว่ากำลังใช้ยา GLP-1 เพื่อลดน้ำหนักหรือรักษาโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยา GLP-1 มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะทำให้ยาลดความอ้วนชนิดรับประทานกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของสองยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Novo Nordisk และ Eli Lilly
นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า ตลาดยาลดน้ำหนักโลกมีแนวโน้มขยายตัวจนมีมูลค่าเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษ 2030s ขณะที่ Goldman Sachs คาดว่า ยาลดความอ้วนในรูปแบบรับประทานอาจก้าวขึ้นมาครองส่วนแบ่งราว 24% ของตลาด หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.86 แสนล้านบาท ภายในปี 2573
ไมค์ ดุสต์ดาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Novo Nordisk ยอมรับว่า ยาลดความอ้วนชนิดเม็ดอาจเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตลาด เขาเล่าว่าแม้แต่ในกลุ่มครอบครัวและเพื่อนใกล้ตัว ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ไม่ต้องการฉีดยา และสำหรับคนกลุ่มนี้ การมีทางเลือกในรูปแบบยารับประทานถือเป็นปัจจัยตัดสินใจที่สำคัญ ด้าน นพ.แคโรไลน์ อะโพเวียน จากโรงพยาบาล Brigham and Women’s ให้มุมมองสอดคล้องกันว่า ยาเม็ดอาจช่วยลดกำแพงทางจิตใจของผู้ป่วยบางราย ทำให้พวกเขากล้าเริ่มต้นการรักษา เพราะถูกมองว่าเป็นวิธีที่ “ยอมรับได้และเข้าถึงง่ายกว่า” เมื่อเทียบกับการฉีดยา
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายาเม็ดอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน แต่ข้อได้เปรียบสำคัญคือ เมื่อผู้ป่วยเริ่มต้นเข้าสู่ระบบการรักษาแล้ว แพทย์จะสามารถพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมได้ครบถ้วน ตั้งแต่ยาฉีด การผ่าตัดเมตาบอลิก ไปจนถึงการจัดการน้ำหนักด้วยโภชนาการและการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ
นพ.กรุนวัลด์ประเมินว่า การใช้ยาลดความอ้วนในรูปแบบรับประทานน่าจะขยายตัวผ่านแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคอ้วนส่วนใหญ่ และมีความคุ้นเคยกับการสั่งยาชนิดเม็ดอยู่แล้ว ในทางกลับกัน แพทย์เฉพาะทางด้านโรคอ้วนซึ่งดูแลผู้ป่วยเพียงราว 5-10% ของกลุ่มที่เข้าเกณฑ์ มีแนวโน้มจะยังคงเลือกใช้ยาฉีดเป็นหลัก เนื่องจากหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกยังบ่งชี้ว่า ยาฉีดยังให้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักที่เหนือกว่า
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งชี้ว่า “ราคา” คือหนึ่งในจุดขายสำคัญของยาลดความอ้วนชนิดรับประทาน โดยในปัจจุบัน Wegovy แบบเม็ดของ Novo Nordisk ตั้งราคาขายเงินสดราว 149 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับโดสขนาดเริ่มต้น และประมาณ 299 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับโดสสองขนาดสูงสุด ซึ่งยังต่ำกว่าราคายาฉีดที่เพิ่งมีการปรับลดลงมาไม่นาน ขณะที่ยาลดความอ้วนชนิดเม็ดของ Eli Lilly ก็ถูกคาดว่าจะตั้งราคาในระดับใกล้เคียงกัน สำหรับผู้ป่วยที่ต้องออกค่าใช้จ่ายเองโดยไม่มีประกันสุขภาพช่วยรองรับ
ในอดีต ยาฉีดลดความอ้วนเข้าถึงได้ยาก ส่วนหนึ่งมาจากราคาตามบัญชีที่สูงถึงราว 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ประกอบกับการคุ้มครองจากระบบประกันที่ไม่แน่นอนและไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเริ่มการรักษาได้ ทั้ง Novo Nordisk และ Eli Lilly จึงพยายามลดอุปสรรคดังกล่าว ด้วยการปรับลดราคาขายเงินสดของยาฉีดลงมาเหลือต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง โดย Eli Lilly ระบุว่า Zepbound แบบขวดโดสเดียวในขนาดสูงสุดจะมีราคาอยู่ที่ 449 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่ Novo Nordisk ระบุว่า Wegovy เกือบทุกขนาดจะตั้งราคาเงินสดไว้ที่ประมาณ 349 ดอลลาร์ต่อเดือน
แม้ราคายาแบบฉีดดังกล่าวจะใกล้เคียงกับยาชนิดเม็ดของ Novo Nordisk ซึ่งยังถือว่าสูงสำหรับบางคน แต่กรุนวัลด์ชี้ว่า ส่วนต่างราคาราว 150 ดอลลาร์ต่อเดือนอาจ “เป็นความแตกต่างที่ใหญ่สำหรับหลายคน” ที่ต้องจ่ายเงินเอง ขณะที่ผู้ป่วยที่มีประกันครอบคลุมยารับประทานของ Novo Nordisk อาจต้องจ่ายเพียง 25 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ในภาพรวม ยาเม็ดไม่น่าจะช่วยเพิ่มความคุ้มครองของประกันสำหรับยา GLP-1 ในการรักษาโรคอ้วนในสหรัฐได้มากนัก
จอห์น เครเบิล จากบริษัทที่ปรึกษาด้านประกัน Corporate Synergies มองว่า ราคาขายตรงถึงผู้บริโภคของยาลดความอ้วนชนิดรับประทานมีแนวโน้มจะต่ำกว่าราคาที่นายจ้างและตัวกลางอย่างผู้จัดการผลประโยชน์ด้านเภสัชกรรมต้องแบกรับอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เครเบิลยอมรับว่ายังไม่ชัดเจนว่าต้นทุนสุดท้ายที่ผู้จ่ายเงินรายใหญ่จะต้องเผชิญจะอยู่ในระดับใด หากราคาโดยรวมไม่ต่างจากยาฉีดมากนัก นายจ้างจำนวนหนึ่งอาจลังเลที่จะบรรจุยาเหล่านี้ไว้ในบัญชียาหลัก โดยบางบริษัทยังถึงขั้นยกเลิกความคุ้มครองยา GLP-1 สำหรับการรักษาโรคอ้วนในปี 2569 เนื่องจากภาระต้นทุนที่สูงเกินรับไหว
นอกเหนือจากประเด็นราคาแล้ว ในมุมของการใช้ชีวิตประจำวัน ยาชนิดเม็ดยังมีข้อได้เปรียบด้านความสะดวกสบายเหนือยาฉีดอย่างชัดเจน ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องแช่เย็นยา และสามารถพกพาได้ง่ายเมื่อต้องเดินทาง เดโบราห์ บรรณารักษ์วัย 53 ปีจากรัฐมิสซูรี เล่าว่า เธอให้ความสนใจกับ Wegovy แบบรับประทานเป็นพิเศษ เพราะความสะดวกและความคุ้นเคยกับการกินยาจากโรคประจำตัวอื่นอยู่แล้ว อีกทั้งยังช่วยลดความยุ่งยากในการเดินทาง เนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษายาในตู้เย็นเหมือนยาฉีด
ทั้งนี้ แม้ยาเม็ดจะถูกยกขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ที่หลายฝ่ายจับตา แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ ยาฉีดยังไม่น่าจะถูกแทนที่ง่าย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องลดน้ำหนักในปริมาณมาก อลิซาเบธ อะโพเวียน แพทย์จาก Brigham and Women’s Hospital มองว่า หากผู้ป่วยตอบสนองดีกับยาฉีดอยู่แล้ว เหตุผลที่สมเหตุสมผลจริง ๆ ในการเปลี่ยนไปใช้ยาเม็ด แทบจะมีเพียงเรื่อง "ค่าใช้จ่าย" เท่านั้น และหากราคาที่ผู้ป่วยต้องควักจ่ายเองไม่ต่างกัน เธอบอกตรง ๆ ว่ายังคงเลือกยาฉีด เพราะเชื่อว่าให้ผลการลดน้ำหนักที่ดีกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า
อะโพเวียนยอมรับว่า เธออยากเห็นข้อมูลจากการใช้งานจริงที่นำยาเม็ดมาเปรียบเทียบกับยาฉีดแบบตรงไปตรงมามากกว่านี้ แต่ผลจากการทดลองระยะท้ายที่มีอยู่ในขณะนี้ก็เริ่มส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่า ยาฉีดยังให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า โดย Zepbound แบบฉีดแสดงผลการลดน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่า 20% ซึ่งสูงกว่าทั้ง Wegovy แบบฉีดและแบบรับประทาน รวมถึงยารับประทานของ Eli Lilly จากการทดลองอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลด้านความปลอดภัยก็สะท้อนภาพใกล้เคียงกัน อัตราการหยุดการรักษาเนื่องจากผลข้างเคียงของ Zepbound และ Wegovy แบบฉีดอยู่ที่ราว 7% หรือน้อยกว่านั้น ใกล้เคียงกับ Wegovy แบบเม็ด ส่วนยารับประทานของ Eli Lilly ในขนาดสูงสุด มีผู้หยุดใช้ยามากกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 10.3%
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของเดวิด ไรซิงเกอร์ นักวิเคราะห์จาก Leerink Partners ซึ่งมองว่า ผู้ป่วยที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจังจะยังคงเลือกยาฉีดเป็นหลัก เว้นแต่จะมีปัญหาเรื่องการฉีดยา หรือมีความกังวลเกี่ยวกับเข็ม เขาเชื่อว่ายาเม็ดจะมีบทบาทเป็นตัว “ขยายตลาด” มากกว่าการเข้ามาแย่งลูกค้าจากยาฉีดเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนไม่มาก และตั้งเป้าลดน้ำหนักในระดับ “กำลังพอดี”
ไรซิงเกอร์ยังเสริมว่า แม้ผู้ใช้ยาฉีดรายสัปดาห์บางส่วนอาจอยากทดลองเปลี่ยนมาใช้ยาเม็ด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรู้สึกว่าการต้องกินยาทุกวันสะดวกหรือใช้ง่ายกว่าการฉีดยาเพียงสัปดาห์ละครั้ง
ในมุมของตลาด ไรซิงเกอร์มองว่ายาเม็ดจากทั้ง Novo Nordisk และ Eli Lilly น่าจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากผู้ป่วยภายในปีนี้ โดยในช่วงแรก Wegovy แบบเม็ดมีแนวโน้มได้เปรียบกว่า เพราะยา Orforglipron ของ Eli Lilly ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะออกสู่ตลาด แต่ในระยะยาว เขาเชื่อว่ายาเม็ดของ Eli Lilly อาจทำยอดขายได้มากกว่า เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนหนึ่งน่าจะมองว่า Orforglipron ใช้งานง่ายกว่า เพราะ Orforglipron เป็นยากลุ่มโมเลกุลขนาดเล็ก ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และไม่มีข้อจำกัดเรื่องอาหาร แตกต่างจากยาเม็ดของ Novo Nordisk ซึ่งเป็นยากลุ่มเปปไทด์ ผู้ป่วยต้องดื่มน้ำพร้อมยาในปริมาณจำกัด และต้องรออย่างน้อย 30 นาที ก่อนจะกินหรือดื่มอย่างอื่นในแต่ละวัน
มุมมองนี้สอดคล้องกับบันทึกวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ Goldman Sachs เมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งประเมินว่า ภายในปี 2573 ยาเม็ดของ Eli Lilly จะครองส่วนแบ่งราว 60% ของตลาดยารับประทานรายวัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เซมากลูไทด์แบบรับประทานของ Novo Nordisk จะมีส่วนแบ่งราว 21% หรือราว 4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 19% จะเป็นของยารุ่นใหม่จากบริษัทยาอื่น ๆ ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ปัจจุบัน สนามแข่งขันในตลาดยารับประทานกลุ่ม GLP-1 ก็เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยนอกจาก Novo Nordisk กับ Eli Lilly แล้ว บริษัทยารายใหญ่อย่าง Pfizer และ AstraZeneca รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Structure Therapeutics และ Viking Therapeutics ต่างก็กำลังเร่งพัฒนายาเม็ดลดน้ำหนักของตัวเองอย่างเต็มที่
หนึ่งในยาเด่นคือ Aleniglipron ของ Structure ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การทดลองระยะที่สาม หลังข้อมูลระยะกลางออกมาค่อนข้างน่าสนใจ โดยพบว่าสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคอ้วนลดน้ำหนักได้มากกว่า 11% ภายใน 36 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับยาหลอก และหากใช้ในขนาดที่สูงขึ้น ผลการลดน้ำหนักอาจเพิ่มเป็นมากกว่า 15% ซึ่งสูงกว่าผลลัพธ์ของ Orforglipron โดสสูงสุดของ Eli Lilly อย่างไรก็ดี ข้อมูลด้านความทนต่อยาก็สะท้อนว่า ยาของ Structure อาจมีผลข้างเคียงมากกว่า
ไรซิงเกอร์คาดว่า ยาเม็ดของ Structure รวมถึงยา GLP-1 แบบรับประทานอีกตัวจาก AstraZeneca อาจพร้อมเข้าสู่ตลาดได้เร็วที่สุดในช่วงปลายปี 2571 และมองไปไกลกว่านั้นว่า หากในอนาคตมียารับประทานที่ใช้เพียงสัปดาห์ละครั้ง แทนการกินทุกวัน และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นพอ ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ดุลอำนาจของตลาดเอนเอียงมาทางยารับประทานมากขึ้น
ที่มา: CNBC