Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ตลาดGLP-1โตแรง มูลค่าจ่อแตะ6.2ล้านล้านบ. ไทยมีโอกาสรับประโยชน์หรือไม่?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ตลาดGLP-1โตแรง มูลค่าจ่อแตะ6.2ล้านล้านบ. ไทยมีโอกาสรับประโยชน์หรือไม่?

10 มิ.ย. 69
16:23 น.
แชร์

ในตลาดสุขภาพโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่า GLP-1 กำลังเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยา หลังความต้องการใช้ยาลดน้ำหนักและยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โตเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ กระแสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ หรือยุโรป แต่เริ่มส่งแรงสะเทือนมาถึงเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเริ่มเห็นการใช้ยา GLP-1 หรือที่หลายคนเรียกกันว่าการ “ปักปากกา” แพร่หลายมากขึ้น

รายงานของ Morgan Stanley Research ระบุว่า ตลาดยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วนอาจแตะ 190,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2578 สะท้อนว่า GLP-1 ยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก โดยมีแรงหนุนจากยาชนิดรับประทาน การขยายความคุ้มครองผ่านประกันสุขภาพ และการเติบโตของตลาดนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีนและบราซิล

สำหรับไทย การเติบโตของ GLP-1 เปิดทั้งโอกาสและข้อจำกัดไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง ยากลุ่มนี้อาจมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและโรคอ้วน รวมถึงกระตุ้นตลาดสุขภาพ ฟิตเนส โภชนาการ และพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นคุณภาพมากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง หากไทยอยากเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของยาแห่งอนาคต ก็ยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ ทั้งเงินลงทุนวิจัยและพัฒนาที่สูงมาก ข้อจำกัดด้านสิทธิบัตร ความซับซ้อนของการผลิตยาชีววัตถุ และระบบขนส่งยาแช่เย็นที่ต้องได้มาตรฐาน 

ตลาดยา GLP-1 จ่อแตะ 1.9 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2578 

ตลาดยาลดน้ำหนักและยารักษาโรคเบาหวานกลุ่ม GLP-1 กำลังขยับขึ้นเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก หลังความต้องการใช้ยากลุ่มนี้ขยายตัวเร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ ทั้งในฐานะยาควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และยาสำหรับควบคุมน้ำหนักในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วน

รายงานของ Morgan Stanley Research เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ระบุว่า มูลค่าตลาดยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วนอาจแตะระดับ 190,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2578 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 40,000 ล้านดอลลาร์ และมากกว่าสองเท่าของยอดขายรวม 79,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 สะท้อนว่าตลาด GLP-1 ยังมีพื้นที่เติบโตอีกมากในระยะยาว

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการพัฒนายา GLP-1 จากเดิมที่ส่วนใหญ่ใช้ในรูปแบบยาฉีด ไปสู่ยาชนิดรับประทาน ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดด้านการใช้งาน ทำให้ผู้ป่วยยอมรับการรักษาได้ง่ายขึ้น และเปิดทางให้ฐานผู้ใช้ขยายตัวในวงกว้างมากกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน การขยายความครอบคลุมของโครงการประกันสุขภาพภาครัฐในสหรัฐฯ เช่น Medicare และ Medicaid รวมถึงการเพิ่มสวัสดิการด้านยาจากนายจ้าง อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย และทำให้การเข้าถึงยาลดน้ำหนักกลุ่มนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มรายได้สูงเหมือนในช่วงแรก

ยาเม็ดและประกันสุขภาพ จุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจปลดล็อกตลาด GLP-1

Morgan Stanley Research มองว่า ตลาดยา GLP-1 ยังมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ การเปิดตัวยา GLP-1 ชนิดรับประทาน และการขยายการเข้าถึงผ่านระบบประกันสุขภาพในสหรัฐฯ หลังจากในช่วงที่ผ่านมา ข้อจำกัดสำคัญของยากลุ่มนี้คือรูปแบบการใช้แบบฉีด ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก ทั้งในแง่ความกังวลต่อการใช้เข็ม ความสะดวกในการรักษาระยะยาว และความต่อเนื่องในการใช้ยา

การมาถึงของยา GLP-1 ชนิดรับประทานจึงอาจเปลี่ยนสมการการแข่งขันในตลาด แม้ยากลุ่มนี้ยังมีเงื่อนไขการใช้ที่ค่อนข้างเฉพาะ เช่น ต้องรับประทานขณะท้องว่าง และต้องรอประมาณ 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาอื่น ๆ แต่หากสามารถให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาฉีดได้ ยาเม็ด GLP-1 อาจช่วยเปิดตลาดไปสู่ผู้ป่วยกลุ่มใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ลังเลที่จะใช้ยาแบบฉีด

นอกจากช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้นแล้ว ยา GLP-1 ชนิดรับประทานยังมีข้อได้เปรียบด้านการผลิต การจัดเก็บ และการกระจายสินค้า ซึ่งเอื้อต่อการขยายการใช้งานในวงกว้างมากขึ้นในอนาคต ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันตลาดจากกลุ่มผู้ใช้เฉพาะทางไปสู่ตลาดแมสในระยะยาว

ภายใต้กรณีฐาน Morgan Stanley คาดว่า ภายในปี 2578 ประชากรสหรัฐฯ ที่มีภาวะอ้วนหรือเป็นโรคเบาหวานเกือบ 30% จะได้รับการรักษาด้วยยา GLP-1 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณ 6% ในปี 2568 ขณะที่ตลาดนอกสหรัฐฯ คาดว่าสัดส่วนผู้ใช้ยาจะเพิ่มเป็น 10% จากราว 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน

หากการยอมรับยาเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด Morgan Stanley ประเมินว่ามูลค่าตลาด GLP-1 ทั่วโลกอาจขยายตัวแตะ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 แต่แม้ในกรณีที่ระมัดระวังมากกว่า ตลาดก็ยังมีแนวโน้มมีมูลค่าราว 170,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตที่ยังแข็งแกร่งภายใต้หลายสมมติฐาน

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะแรงกดดันจากเงินเฟ้อและค่าครองชีพ เนื่องจากผู้ใช้ยา GLP-1 จำนวนมากยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง หากรายได้ครัวเรือนถูกบีบจากภาวะเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่สูงขึ้น ความสามารถในการเข้าถึงยาของผู้ป่วยอาจลดลง และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสุขภาพอย่างเพียงพอ

บราซิลและจีนหนุนตลาดโลก ยาสามัญอาจทำให้ราคาถูกลง

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในระยะต่อไป Morgan Stanley มองว่า ตลาดต่างประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของยา GLP-1 เนื่องจากปัจจุบันมีประชากรที่มีภาวะอ้วนมากกว่าหนึ่งพันล้านคนอาศัยอยู่นอกสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา การใช้ยากลุ่มนี้ในหลายประเทศยังถูกจำกัดด้วยหลายปัจจัย ทั้งราคาที่อยู่ในระดับสูง ความกังวลต่อการใช้ยาฉีด รวมถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยและผลข้างเคียงจากการใช้ยาในระยะยาว

Morgan Stanley Research ระบุว่า บราซิลและจีนอาจเป็นสองตลาดสำคัญที่สะท้อนทิศทางการเติบโตของ GLP-1 ในระดับโลก หากอุปสรรคด้านราคาค่อย ๆ ลดลงจากการเปิดตัวยาชนิดรับประทาน การขยายความครอบคลุมของระบบประกันสุขภาพ และการเข้ามาของยาสามัญในอนาคต โดยเฉพาะในบราซิล ตลาด GLP-1 อาจขยายตัวได้มากกว่าสี่เท่า ขณะที่การแข่งขันจากยาสามัญอาจช่วยกดราคายาลงได้มากถึง 70%

ด้วยเหตุนี้ ราคาจะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการขยายตลาดนอกสหรัฐฯ เพราะผู้บริโภคในหลายประเทศยังมีกำลังซื้อจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดอเมริกา หากยาสามัญสามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนได้จริง ควบคู่กับแรงสนับสนุนที่มากขึ้นจากภาครัฐและระบบประกันสุขภาพ ยา GLP-1 ก็มีโอกาสขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่หนึ่งในแนวทางการรักษากระแสหลักในหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน โอกาสเติบโตของยา GLP-1 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วนเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงการศึกษาการใช้ยาในข้อบ่งใช้อื่น ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะอักเสบ โรคทางระบบประสาท ความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด ภาวะซึมเศร้า โรคสะเก็ดเงิน โรคโครห์น และโรคหืด

หากข้อมูลทางคลินิกในช่วงสองปีข้างหน้าออกมาในเชิงบวก ยา GLP-1 อาจเปิดตลาดการรักษาใหม่ ๆ นอกเหนือจากกลุ่มเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเติบโตระยะยาวให้กับบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ที่มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ และอาจผลักดันให้ GLP-1 กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มยาสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพโลกในทศวรรษหน้า

Eli Lilly/ Novo Nordisk สองยักษ์คุมตลาด GLP-1 แต่เกมแย่งชิงส่วนแบ่งเริ่มร้อนแรง

สำหรับภาพรวมตลาดยา GLP-1 ในปัจจุบัน ผู้เล่นหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ที่สองบริษัทยารายใหญ่ คือ Eli Lilly และ Novo Nordisk ซึ่งครองตลาดผ่านยากลุ่มสำคัญที่ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดนี้กำลังดึงดูดบริษัทยาขนาดใหญ่รายอื่นให้เร่งพัฒนายารุ่นใหม่เพื่อเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่ง ไม่ว่าจะเป็น Roche, Amgen, Pfizer, AstraZeneca รวมถึงบริษัทไบโอเทคอย่าง Viking Therapeutics

การแข่งขันหลักของตลาดในเวลานี้อยู่ที่การประชันกันระหว่าง tirzepatide ของ Eli Lilly และ semaglutide ของ Novo Nordisk โดย Eli Lilly กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในสายตานักลงทุน หลังยอดขาย Mounjaro และ Zepbound เติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของมูลค่าบริษัท

ขณะที่ Novo Nordisk ยังมีฐานตลาดแข็งแกร่งจาก Ozempic, Wegovy และ Rybelsus ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างการรับรู้ในตลาดได้ก่อน แต่บริษัทเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แรงกดดันด้านราคา ความเสี่ยงจากการหมดอายุสิทธิบัตรในบางตลาด และการเข้ามาของยารุ่นใหม่ที่อาจเปลี่ยนสมดุลการแข่งขันในตลาด GLP-1 ระยะต่อไป

บริษัท

ยาเด่นในตลาด GLP-1 / obesity

จุดเด่น

มูลค่าบริษัทจากเว็บไซต์ Companies Market Cap ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569

ยอดขายล่าสุดที่เกี่ยวข้อง

คาดการณ์ / แนวโน้ม

Eli Lilly

Mounjaro, Zepbound, pipeline: orforglipron, retatrutide

แข็งแรงที่สุดในเชิงโมเมนตัม ยา tirzepatide ครอบคลุมทั้งเบาหวานและโรคอ้วน

ราว 1.02 ล้านล้านดอลลาร์

ปี 2568 Mounjaro ทำยอดขาย 2.297 หมื่นล้านดอลลาร์ และ Zepbound 1.354 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมราว 3.65 พันล้านดอลลาร์

บริษัทให้เป้ารายได้รวมปี 2569 ที่ 8-8.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ pipeline อย่าง retatrutide ถูกมองว่าอาจต่อยอดความเป็นผู้นำในตลาด

Novo Nordisk

Ozempic, Wegovy, Rybelsus, Victoza

ผู้บุกเบิกตลาด semaglutide และยังมีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ทั่วโลก

ราว 1.86 แสนล้านดอลลาร์

ปี 2568 ยา GLP-1 สำหรับเบาหวานทำยอดขาย 1.522 แสนล้านโครนเดนมาร์ก โดย Ozempic อยู่ที่ 1.271 แสนล้านโครน ส่วน obesity care อยู่ที่ 8.23 หมื่นล้านโครน

ปี 2569 บริษัทคาด adjusted sales growth ติดลบ 5-13% ที่ CER สะท้อนแรงกดดันจากราคาและการแข่งขัน แม้ตลาด GLP-1 โดยรวมยังโต

สำหรับปี 2569 รายงานจาก CNBC ระบุว่า แม้ Eli Lilly และ Novo Nordisk จะเผชิญแรงกดดันคล้ายกันจากราคายาในสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง แต่แนวโน้มธุรกิจของทั้งสองบริษัทกลับเดินไปคนละทิศทางอย่างชัดเจน

ฝั่ง Eli Lilly คาดว่ายอดขายปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.0-8.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และสะท้อนการเติบโตราว 25% ขณะที่ Novo Nordisk เตือนว่ายอดขายและกำไรอาจลดลง 5-13% จากแรงกดดันด้านราคา รวมถึงการหมดอายุสิทธิผูกขาดของยาหลักในบางตลาด เช่น จีน บราซิล และแคนาดา

ภาพที่ต่างกันนี้สะท้อนว่า Lilly กำลังมีแรงส่งในตลาดยาโรคอ้วนและเบาหวานมากกว่า โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ Zepbound สำหรับโรคอ้วน และ Mounjaro สำหรับเบาหวาน ซึ่งใช้ตัวยา tirzepatide เป็นแกนหลัก ขณะที่ Novo Nordisk ยังมีฐานตลาดแข็งแรงจาก Ozempic, Wegovy และ Rybelsus ซึ่งใช้ตัวยา semaglutide เป็นพื้นฐานสำคัญ

แม้ Novo จะเป็นบริษัทที่ทำให้ยา GLP-1 กลายเป็นกระแสหลักและสร้างตลาดขนาดใหญ่ขึ้นมาก่อน แต่ปัจจุบัน Lilly กำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดได้เร็วกว่า เพราะยาของบริษัทถูกมองว่ามีประสิทธิภาพด้านการลดน้ำหนักและการยอมรับของผู้ป่วยดีกว่าในหลายมุม

อีกปัจจัยที่ทำให้ Lilly ได้เปรียบคือระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร โดยบริษัทระบุว่า tirzepatide ยังน่าจะได้รับการคุ้มครองในตลาดหลักไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2030 ขณะที่ Novo กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการหมดสิทธิผูกขาดในบางประเทศ นอกจากนี้ Lilly ยังได้แรงหนุนจากช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค และโอกาสจากการที่ Medicare ในสหรัฐฯ จะเริ่มครอบคลุมค่ายารักษาโรคอ้วน ซึ่งอาจช่วยเปิดตลาดให้ผู้ป่วยกลุ่มใหม่จำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันรอบต่อไปจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยาฉีด แต่จะขยับไปสู่ “ยาเม็ด” สำหรับโรคอ้วนมากขึ้น โดย Novo เป็นฝ่ายออกสู่ตลาดก่อนด้วย Wegovy แบบรับประทาน ซึ่งได้แรงหนุนจากชื่อแบรนด์ที่ผู้ป่วยคุ้นเคยและยอดใบสั่งยาที่เติบโตเร็วหลังเปิดตัว ขณะที่ Lilly กำลังเตรียมเปิดตัวยาเม็ด orforglipron ซึ่งอาจมีจุดแข็งด้านความสะดวก เพราะเป็นยาโมเลกุลขนาดเล็กที่ดูดซึมง่ายกว่า และไม่ต้องมีข้อจำกัดด้านอาหารเข้มงวดเท่ายาเม็ดของ Novo

โดยสรุป Novo Nordisk ยังเป็นผู้บุกเบิกและมีฐานตลาดแข็งแรงจากแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก แต่ Eli Lilly กำลังกลายเป็นผู้เล่นที่ได้เปรียบกว่าในสายตานักลงทุน จากยอดขายที่โตเร็ว ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพของยา tirzepatide และไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาด ภาพรวมจึงชี้ว่าในระยะสั้นถึงกลาง Lilly มีแนวโน้มขยายความเป็นผู้นำในตลาดยาโรคอ้วนและเบาหวาน ขณะที่ Novo ต้องเร่งป้องกันส่วนแบ่งตลาดและพิสูจน์ว่ายาเม็ดของตนสามารถแข่งขันกับ Lilly ได้จริง

GLP-1 โอกาสใหญ่ แต่ไทยยังติดโจทย์เงินทุน-สิทธิบัตร-โคลด์เชน

สำหรับประเทศไทย แม้ตลาดยา GLP-1 จะเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพเติบโตสูงในอุตสาหกรรมสุขภาพโลก แต่ ภญ.โฉมคนางค์ ภูมิสายดร กรรมการสภาเภสัชกรรม ประเมินว่า โอกาสของไทยในการก้าวขึ้นเป็นผู้คิดค้นหรือผู้ผลิตยาในกลุ่ม GLP-1 เพื่อแข่งขันกับบริษัทต่างชาติยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในระยะใกล้ แม้บุคลากรด้านเภสัชกรรม นักวิจัย และโรงงานยาในประเทศจะมีองค์ความรู้และศักยภาพพื้นฐานอยู่แล้วก็ตาม

ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่เงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการพัฒนายาหนึ่งตัวตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงการออกสู่ตลาดต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก บางกรณีอาจแตะระดับหลายพันล้านบาท ทำให้การผลักดันให้ไทยคิดค้นยา GLP-1 ขึ้นมาเอง และพัฒนาไปจนถึงขั้นแข่งขันกับบริษัทต่างชาติรายใหญ่ในตลาดโลก ยังมีข้อจำกัดสูงในทางปฏิบัติ

ภญ.โฉมคนางค์ระบุว่า หากถามว่าไทยสามารถคิดค้นยา GLP-1 ขึ้นมาเองได้หรือไม่ ในเชิงความรู้และความสามารถของบุคลากร คำตอบคือมีความเป็นไปได้ เพราะเภสัชกรไทย นักวิจัยไทย และโรงงานยาไทยมีความรู้ในด้านนี้อยู่แล้ว แต่หากต้องผลักดันต่อไปจนถึงขั้นพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ และนำยาออกสู่ตลาดจริง ความเป็นไปได้ยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่จะมีบริษัทหรือหน่วยงานที่พร้อมทุ่มงบประมาณในระดับสูงเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าว

อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญคือ ยากลุ่ม GLP-1 ในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้สิทธิบัตร ทำให้ผู้ผลิตรายอื่นยังไม่สามารถผลิตได้โดยเสรีนอกเหนือจากบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร ภญ.โฉมคนางค์อธิบายว่า โดยทั่วไปสิทธิบัตรยาจะมีระยะเวลาคุ้มครองประมาณ 10 ปี และเมื่อยาหมดสิทธิบัตรแล้ว ผู้ผลิตรายอื่นที่มีศักยภาพจึงสามารถยื่นขอผลิตได้

อย่างไรก็ตาม การหมดอายุสิทธิบัตรไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตรายอื่นจะสามารถผลิตยาออกสู่ตลาดได้ทันที เพราะยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์คุณสมบัติของยา และพิสูจน์ว่ายาที่ผลิตขึ้นมีความเทียบเท่ากับยาต้นแบบ โดยเฉพาะในกรณียากลุ่ม GLP-1 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มยาชีววัตถุ หรือ biosimilars ที่มีความซับซ้อนมากกว่ายาเคมีทั่วไป ทั้งในด้านกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผล

ในแง่ศักยภาพของโรงงานยาไทย ภญ.โฉมคนางค์มองว่า ประเทศไทยมีฐานความรู้และความสามารถในการผลิตยาชีววัตถุอยู่ระดับหนึ่ง ทั้งในภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างองค์การเภสัชกรรม แต่การลงทุนเพื่อผลิตหรือต่อยอดยาในกลุ่ม GLP-1 ยังต้องเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งต้นทุนการผลิต งบประมาณด้านการวิจัย ระบบซัพพลายเชน และโลจิสติกส์

หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของยาในกลุ่มนี้คือระบบขนส่งยาแช่เย็น หรือ cold chain ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากยากลุ่ม GLP-1 ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการจัดเก็บและขนส่ง หากอุณหภูมิไม่เหมาะสม องค์ประกอบของยา เช่น เปปไทด์ อาจถูกทำลาย และทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงได้

ภญ.โฉมคนางค์กล่าวว่า หากไทยต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนยา GLP-1 ในอนาคต จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ รวมถึงงบประมาณจำนวนมาก เพื่อยกระดับความพร้อมของประเทศทั้งด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ และระบบขนส่งยาแช่เย็น

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากกว่าในระยะแรกอาจไม่ใช่การตั้งโรงงานผลิตยา GLP-1 เต็มรูปแบบ แต่เป็นการพัฒนาไทยให้มีบทบาทในฐานะศูนย์กลางการนำเข้า การกระจายสินค้า หรือเป็นฮับด้านยาในอาเซียน ซึ่งอาจสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศมากกว่าการลงทุนผลิตตั้งแต่ต้นน้ำในทันที

เมื่อพิจารณาในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ภญ.โฉมคนางค์เห็นว่า การลงทุนเพื่อผลิตยา GLP-1 โดยเฉพาะอาจยังไม่คุ้มค่าในระยะสั้นถึงระยะกลาง เนื่องจากต้นทุนการวิจัยและการผลิตสูงมาก ขณะที่โอกาสในการตั้งราคาขายให้สูงกว่ายาต้นแบบจากบริษัทผู้คิดค้นแทบเป็นไปไม่ได้ ส่งผลให้อัตรากำไรอาจไม่ได้จูงใจมากพอเมื่อเทียบกับขนาดการลงทุนที่ต้องใช้

ภญ.โฉมคนางค์ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปัจจุบันสังคมจะเผชิญปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนมากขึ้น แต่การใช้ยา GLP-1 จำนวนไม่น้อยยังถูกขับเคลื่อนด้วยมิติด้านรูปร่าง ความงาม และคอสเมติก มากกว่าการรักษาโรคในมุมสาธารณสุขโดยตรง ดังนั้น หากรัฐหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเลือกจัดสรรทรัพยากร อาจต้องพิจารณาว่าการลงทุนในยาอื่น เช่น ยารักษามะเร็ง ยารักษาโรคเรื้อรัง หรือยาชีววัตถุชนิดอื่น อาจให้ความคุ้มค่าต่อระบบสุขภาพและประชาชนมากกว่า

ธุรกิจอาหารและฟาสต์ฟู้ดเผชิญแรงกดดัน ฟิตเนสและร้านอาหารคุณภาพสูงอาจได้อานิสงส์

นอกจากการเติบโตของตลาดยา GLP-1 โดยตรงแล้ว การขยายตัวของยากลุ่มนี้ยังเริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจผู้บริโภคในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและร้านอาหาร เนื่องจากผู้ป่วยที่ใช้ยา GLP-1 มักมีแนวโน้มลดปริมาณแคลอรีที่บริโภคลง ส่งผลให้รูปแบบการเลือกซื้อสินค้าและการใช้จ่ายด้านอาหารอาจเปลี่ยนไปจากเดิม

กลุ่มสินค้าที่อาจเผชิญแรงกดดันมากเป็นพิเศษคือสินค้าที่พึ่งพาการซื้อด้วยแรงกระตุ้น หรือการบริโภคตามใจ เช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม มันฝรั่งทอด และขนมอบหวาน เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อความพึงพอใจมากกว่าความจำเป็น

ในทางกลับกัน กลุ่มสินค้าหลักในครัวเรือน เช่น ถั่วแห้ง ข้าว พาสต้า และซีเรียล อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคยังต้องซื้ออย่างต่อเนื่อง และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่าสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยวหรืออาหารที่ซื้อจากแรงกระตุ้น

แบบจำลองแคลอรีของ Morgan Stanley ในสหรัฐฯ ชี้ว่า ผลกระทบจากการใช้ยา GLP-1 ต่อการบริโภคเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว แต่ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากปริมาณการบริโภคที่ลดลงจากผู้ใช้ยา GLP-1 รายใหม่ ถูกชดเชยบางส่วนจากน้ำหนักที่กลับมาเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ที่หยุดใช้ยา

ผลกระทบดังกล่าวยังขยายไปสู่ธุรกิจร้านอาหาร โดยข้อมูลจาก Morgan Stanley AlphaWise ซึ่งผสานข้อมูลใบสั่งยาและข้อมูลบัตรเครดิตในพื้นที่ที่มีการใช้ยา GLP-1 สูง พบว่า ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีรายได้สูง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารไม่ได้เป็นไปในทิศทางลบทั้งหมด เพราะร้านอาหารแบบบริการเต็มรูปแบบอาจได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคบางส่วน จากเดิมที่เลือกกินอาหารเพื่อความสะดวก ไปสู่การเลือกร้านอาหารที่เน้นประสบการณ์ คุณภาพ และโอกาสพิเศษมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า การใช้ยา GLP-1 ส่งผลกระทบต่อยอดขายของเชนร้านกาแฟอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจเครื่องดื่มประเภทนี้อาจยังไม่ได้รับแรงกดดันในระดับเดียวกับกลุ่มฟาสต์ฟู้ดหรือขนมขบเคี้ยวที่พึ่งพาการบริโภคตามใจมากกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจฟิตเนสกลับมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากกระแสการใช้ยา GLP-1 โดยเฉพาะฟิตเนสระดับพรีเมียมในกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง สะท้อนว่าผู้ใช้ยาบางส่วนไม่ได้มอง GLP-1 เป็นเพียงเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการปรับพฤติกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ในระยะยาว

อ้างอิง: Morgan Stanley, Eli Lilly, Novo Nordisk, CompaniesMarketCap1, CompaniesMarketCap2, CNBC

แชร์
ตลาดGLP-1โตแรง มูลค่าจ่อแตะ6.2ล้านล้านบ. ไทยมีโอกาสรับประโยชน์หรือไม่?