
แบรนด์สินค้าหรูจากยุโรปกำลังเบนเข็มจากตลาดเอเชีย และหันไปให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และธุรกิจเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสร้างกลุ่มเศรษฐีใหม่ หรือ New Money ที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดสินค้าหรู
กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าใหม่ในสหรัฐฯ ถูกมองว่าอาจช่วยชดเชยแรงกดดันจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสินค้าหรูในตลาดอื่น ๆ ทั่วโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะในจีนและตะวันออกกลาง ซึ่งเคยเป็นแหล่งเติบโตสำคัญของอุตสาหกรรมสินค้าหรูตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
แรงกดดันต่อกลุ่มลูกค้าเดิมเริ่มชัดเจนมากขึ้น หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจสินค้าหรู โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางและจีน
จีนซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตในตลาดสินค้าหรู กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดและวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แบรนด์หรูต้องเร่งมองหากลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีใหม่ในสหรัฐฯ ที่มีกำลังซื้อสูงและยังคงใช้จ่ายกับสินค้าพรีเมียม
Marcus Morris-Eyton ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ AllianceBernstein ในกรุงลอนดอน ระบุว่า การเติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรม AI และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มเศรษฐีใหม่ กำลังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในตลาดสินค้าหรู
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้แบรนด์หรูรายใหญ่ เช่น LVMH, Moncler และ Gucci เร่งตอบสนองต่อดีมานด์ในสหรัฐฯ มากขึ้น หลายแบรนด์เลือกเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ในอเมริกา เช่น Dior และ Gucci ที่เปิดตัว Cruise Collection เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ Zegna แบรนด์หรูจากอิตาลี เตรียมเปิดตัวคอลเลกชันฤดูร้อนปี 2570 ที่นครลอสแอนเจลิสในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายนนี้
รายงานของ Reuters ระบุว่า ในปี 2568 อเมริกาเหนือมีสัดส่วนการเปิดร้านสินค้าหรูใหม่ราว 27% ของจำนวนร้านเปิดใหม่ทั่วโลก ตามด้วยยุโรปที่ 26% และจีนที่ 19%
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของ Savills ระบุว่า สหรัฐฯ ยังมีจำนวนร้านสินค้าหรูค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพของกำลังซื้อในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อจำนวนผู้บริโภคฐานะมั่งคั่งในประเทศเพิ่มขึ้น สวนทางกับจีนที่ตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันมากกว่าเดิม
“หลายแบรนด์มองว่ายังเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ได้น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของดีมานด์และกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้า” Todd Siegel ประธานฝ่ายค้าปลีกสหรัฐฯ ของ Savills ซึ่งประจำอยู่ที่ชิคาโก กล่าว
Siegel ระบุเพิ่มเติมว่า การลงทุนเปิดร้านใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่กำลังขยายไปยังรัฐและเมืองรองที่มีกลุ่มผู้มีฐานะมั่งคั่งย้ายเข้าไปอยู่อาศัยมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราภาษีที่ต่ำกว่ารัฐใหญ่อย่างแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์ก
Hermès เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่กำลังเดินหน้าบุกตลาดสหรัฐฯ อย่างจริงจัง โดยเมื่อปีที่ผ่านมาได้เปิดร้านใหม่ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี และเมืองสกอตส์เดล รัฐแอริโซนา พร้อมวางแผนเปิดร้านเพิ่มเติมอีกประมาณ 3 สาขาภายในเดือนกันยายนนี้
ผู้บริหารของ Hermès ระบุว่า พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้อยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน ตรงกันข้าม ผู้บริโภคกลับยิ่งต้องการเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่พวกเขาเชื่อมั่นและไว้วางใจได้
ความแข็งแกร่งของผู้บริโภคสินค้าหรูในสหรัฐฯ ส่งผลดีต่อบริษัทอเมริกันอย่าง Ralph Lauren และ Tapestry เจ้าของแบรนด์ Coach ซึ่งสามารถทำผลงานได้โดดเด่นกว่าคู่แข่งหลายรายในช่วงที่ผ่านมา
Joanne Crevoiserat ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tapestry กล่าวว่า บริษัทกำลังสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ หรือ Emotional Connection กับผู้บริโภค พร้อมดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยเข้าสู่ตลาดในอเมริกาเหนือและภูมิภาคอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม Edouard Aubin นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley เตือนว่า แม้สหรัฐฯ จะมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นและมีความต้องการสินค้าหรูเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังมีสัดส่วนการใช้จ่ายในตลาดสินค้าหรูทั่วโลกเพียงประมาณ 20-22% เท่านั้น
ดังนั้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสินค้าหรูในภาพรวมจึงไม่อาจพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวได้ หากตลาดจีนยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแรง อุตสาหกรรมสินค้าหรูทั่วโลกก็อาจยังเผชิญแรงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า
ที่มา: Reuters