
อย่าเห็นแก่ของถูก! เตือนภัยผ้าอนามัยเถื่อน ราคาถูก เสี่ยงติดเชื้อรุนแรงจากสารเคมีตกค้าง ที่ซึมลึกเข้าสู่ร่างกายทุกเดือน อันตรายที่ผู้หญิงต้องระวัง
การระบาดของผ้าอนามัยนำเข้าราคาถูก ที่วางขายเกลื่อนในแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งตรงจากต่างประเทศซึ่งไม่มีฉลากภาษาไทยและไร้เครื่องหมายรับรองจาก อย. ไม่ใช่เพียงเรื่องของการละเมิดกฎหมายการค้า แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและพื้นฐานทางสาธารณสุขของผู้หญิง ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านการเจริญพันธุ์และความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เห็นแก่ของถูก
ความกังวลที่สำคัญที่สุดทางการแพทย์เกี่ยวกับผ้าอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐาน คือการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตราคาต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลหรือสำลีด้อยคุณภาพที่ต้องผ่านการฟอกขาวอย่างรุนแรง เนื่องจากผนังช่องคลอดและเนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะเพศภายนอกมีลักษณะเป็นเยื่อเมือก ที่มีความสามารถในการดูดซึมสารเคมีเข้าสู่กระแสเลือดได้สูงกว่าผิวหนังปกติหลายเท่า สารพิษที่ปนเปื้อนจึงสามารถเข้าสู่ร่างกายและสะสมในระยะยาวได้ จากรายงานทางการแพทย์และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค พบว่าผ้าอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐานมักมีปัญหาหลัก 3 ประการที่น่ากังวลดังนี้
1. สารฟอกขาวและสารเรืองแสง
เพื่อให้สำลีหรือวัสดุรีไซเคิลดูขาวสะอาด ผู้ผลิตเถื่อนมักใช้สารเคมีรุนแรงในการกัดสี ซึ่งหากสัมผัสกับจุดซ่อนเร้นที่มีความบอบบางและดูดซึมได้ง่าย อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง หรือสะสมจนเสี่ยงต่อการเป็นสารก่อมะเร็ง
2. วัสดุไร้คุณภาพ
บางยี่ห้อใช้เศษกระดาษหรือสำลีเก่าที่ผ่านกระบวนการทำความสะอาดไม่หมด ทำให้ประสิทธิภาพในการซึมซับต่ำ และเกิดความอับชื้นได้ง่ายกว่าปกติ
3. เชื้อราและแบคทีเรีย
เนื่องจากการผลิตในโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานและการบรรจุหีบห่อที่ไม่มิดชิด ทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนมาตั้งแต่ต้นทาง เมื่อเจอกับความชื้นขณะใช้งาน จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่นำไปสู่การติดเชื้อในช่องท้องหรืออุจจาระร่วงได้
ความเสี่ยงต่อภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Toxic Shock Syndrome - TSS)
หนึ่งในอันตรายที่รุนแรงที่สุดและอาจถึงแก่ชีวิตคือกลุ่มอาการช็อกจากการติดเชื้อ (TSS) ซึ่งเกิดจากการที่แบคทีเรีย Staphylococcus aureus หรือ Streptococcus pyogenes ผลิตสารพิษ TSST-1 เข้าสู่กระแสเลือด แม้ว่าเดิมที TSS จะสัมพันธ์กับการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นหลัก แต่ผ้าอนามัยแบบแผ่นที่ด้อยคุณภาพและมีคุณสมบัติการระบายอากาศต่ำก็สามารถสร้างไมโครไคลเมต (Micro-environment) ที่ร้อนและชื้น ซึ่งเอื้อต่อการเพิ่มจำนวนของเชื้อ S. aureus ได้อย่างรวดเร็ว อาการของ TSS มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรง ประกอบด้วย
อาการแพ้ผ้าอนามัย
มักเกิดจากสารเคมี น้ำหอม หรือวัสดุสังเคราะห์ที่ระคายเคืองต่อผิวหนังบอบบาง อาการที่พบบ่อยประกอบด้วย
การรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ (Dysbiosis)
เนื่องจากช่องคลอดมีความเป็นกรดอ่อนๆ เพื่อยับยั้งเชื้อก่อโรค การใช้ผ้าอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งมีค่า pH ไม่เหมาะสม หรือมีการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงตกค้างจากสำลี จะไปทำลายเชื้อแบคทีเรีย Lactobacillus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดี ส่งผลให้เกิดอาการดังนี้
การสะสมของสารเสี่ยงก่อมะเร็งและการรบกวนการเจริญพันธุ์ในระยะยาว
ผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดคือพิษเงียบที่ไม่แสดงอาการทันที การได้รับสารไดออกซินและพาทาเลตอย่างต่อเนื่องผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ซึ่งจะส่งผลต่อ
สุขภาพของผู้หญิงมูลค่าสูงกว่าเงินไม่กี่สิบบาทที่ประหยัดไปจากการซื้อของเถื่อน เพื่อให้มั่นใจว่าวันนั้นของเดือนจะปลอดภัย นี่คือวิธีการเลือกซื้อผ้าอนามัยที่ถูกต้อง
1. สังเกตฉลากภาษาไทย
ตามกฎหมายไทย ผ้าอนามัยที่ขายในประเทศต้องมีฉลากภาษาไทยที่ระบุ ชื่อสินค้า, ประเภท, ส่วนประกอบ, วิธีใช้, ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอย่างชัดเจน
2. เลขจดแจ้ง อย. ต้องมี
ต้องมีเลขที่ใบรับจดแจ้ง (เครื่องสำอางควบคุม) แสดงอยู่บนบรรจุภัณฑ์ และสามารถนำเลขไปตรวจสอบในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้
3. บรรจุภัณฑ์ต้องมิดชิด
ห่อพลาสติกที่บรรจุแผ่นผ้าอนามัยต้องปิดสนิท ไม่มีรอยรั่วหรือฉีกขาด เพราะอากาศและความชื้นที่เล็ดลอดเข้าไปคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อรา
4. ระวังของที่ถูกเกินจริง
หากพบผ้าอนามัยยี่ห้อดังแต่ขายในราคาถูกกว่าตลาด 50-70% หรือขายยกแพ็คใหญ่ในราคาหลักสิบ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของลอกเลียนแบบหรือสินค้าใกล้หมดอายุ
5. กลิ่นสังเคราะห์ที่ฉุนเกินไป
ผ้าอนามัยที่มีกลิ่นน้ำหอมแรงผิดปกติ อาจใช้เพื่อกลบกลิ่นของวัสดุที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งน้ำหอมเหล่านี้มักทำให้เกิดการแพ้และคันได้
แพทย์สูตินรีเวชเคยเตือนว่า การใช้ผ้าอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงไม่กี่ครั้ง อาจทำให้เกิดอาการผื่นคัน (Contact Dermatitis) เนื่องจากช่องคลอดและจุดซ่อนเร้นของสตรีเป็นบริเวณที่มีเนื้อเยื่ออ่อน และมีเส้นเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ทำให้สามารถดูดซึมสารเคมีและรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าผิวหนังปกติหลายเท่า และหากมีการติดเชื้อลามเข้าสู่มดลูก อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นมีบุตรยากหรือเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
อ้างอิงข้อมูลจาก : care insurance , Toxic Shock Syndrome (TSS) , สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
Advertisement