ผัวถีบเมียอัมพฤกษ์ทิ้งข้างถนน สำนึกผิดขอบวช – คนสนิทแฉขี้เมาต้องอยู่กินในรถ (คลิป)

จากกรณี เมื่อวันที่ 5 มี.ค.62  ร.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ชื่นสวัสดิ์ รอง สวป.สน.ดอนเมือง พร้อมกำลังสายตรวจ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบชายขับรถเก๋ง ยี่ห้อมาสด้า รุ่นแอสทีน่า สีแดง นำหญิงลักษณะเป็นอัมพาตครึ่งตั วมาทิ้งไว้บริเวณซอยเทิดราชัน 19 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง​ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บริเวณทางเดินเท้า​ริมถนนเทิดราชัน ช่วงปากซอยเทิดราชัน 19 พบประชาชนกำลังให้การช่วยเหลือหญิงอายุประมาณ 30 ปี สวมเสื้อยืดสีแดงลายจุดสีขาว สวมผ้าถุง​ ขึ้นจากพื้นทางเท้ามานั่งพัก ทราบชื่อ น.ส.ปริศนา (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี อาศัยอยู่ย่านดอนเมือง จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงช่วยกันอุ้มขึ้นรถสายตรวจ มาทำการสอบถามที่ สน.ดอนเมือง

โดย น.ส.ปริศนา​ ให้การว่า ตนเองเป็นอัมตพาตซีกขวา​ ได้ทะเลาะและมีปากเสียงกับสามี ที่อยู่ในอาการเมา ​ก่อนถูกสามีถีบตกจากรถทิ้ง​ลงข้างทาง ต่อมาเมื่อเวลา 19.00 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้เดินทางมาที่ สน.ดอนเมือง เพื่อประสานงานให้การช่วยเหลือ น.ส.ปริศนา

ภาพจำลองเหตุการณ์

ล่าสุด วันที่ 6 มี.ค.62 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางมายังบริเวณจุดเกิดเหตุหน้าซอยเทิดราชัน 19 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยที่เกิดเหตุอยู่บริเวณริมฟุตปาธฝั่งตรงข้ามร้านคาร์แคร์

นายสันติ แกล้วกล้า คนที่เข้าไปช่วยเหลือ น.ส.ปริศนา

นายสันติ แกล้วกล้า อายุ 53 ปี คนที่เข้าไปช่วยเหลือ น.ส.ปริศนา ที่ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ขณะที่ตนกำลังนั่งทานข้าวอยู่ร้านอาหารตามสั่งด้านข้างคาร์แคร์ ระหว่างนั้นตนมองเห็น น.ส.ปริศนา นั่งอยู่ริมฟุตปาธ โดยนั่งเหยียดขาราบไปกับพื้น สวมผ้าถุง ในสภาพอ่อนเพลีย ไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้ มีบาดแผลที่หัวเข่า เท้า และศีรษะ จากนั้นตนจึงรีบวางจานข้าว รีบวิ่งข้ามถนนเข้าไปดู พบว่า น.ส.ปริศนาอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีกขวา ตนจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น น.ส.ปริศนา บอกว่าถูกสามีถีบลงจากรถ ซึ่งเป็นรถเก๋งสีแดงก่อนจะขับหนีไป โดยจังหวะนั้น ตนกลัวว่าจะเกิดอันตราย เกรงรถจะเฉี่ยวชน จึงช่วยกันพยุงนำตัวข้ามฝั่งถนน มานั่งรอที่ใต้ร่มต้นไม้ริมฟุตปาธหน้าคาร์แคร์ โดยยอมรับว่าตัว น.ส.ปริศนา ค่อนข้างท้วมใหญ่ จึงต้องช่วยกันพยุงหลายคน

ภาพวงจรปิด น.ส.ปริศนา เทพาชมพู ถูกทิ้งข้างถนน

เมื่อช่วยพาข้ามฝั่งมาแล้ว ตนสังเกตุเห็นว่า น.ส.ปริศนา มีท่าทางอ่อนแรงและหิวน้ำ ตนจึงไปซื้อน้ำมาให้ดื่ม แล้วจึงรีบโทรแจ้ง จส.100 พร้อมมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามารับตัวของ น.ส. ปริศนา เพื่อไปยัง สน.ดอนเมืองและได้รับความช่วยเหลือต่อไป ซึ่งในขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ ช่วงที่กำลังช่วยเหลืออยู่นั้น นายสันติเล่าว่า คนขับแท็กซี่คันที่จอดอยู่ตรงข้ามจุดเกิดเหตุ บอกกับตนว่าหญิงรายนี้ถูกสามีถีบลงมาจากรถจริง เนื่องจากคนขับเห็นว่า ตกลงมาจากรถเก๋งสีแดงก่อนขับหลบหนีไป โดยสามีภรรยาคู่นี้ ตนไม่เคยเห็นหรือคุ้นหน้าคุ้นตามาก่อน

นายสันติ ยอมรับตนรู้สึกสงสารมาก ถึงกับต้องทิ้งจานข้าวไปช่วยเหลือ เพราะนอกจากจะเป็นผู้พิการแล้ว ยังถูกถีบตกลงจากรถเก๋งจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตัวผู้เสียหายก็นั่งร้องไห้ และมีบาดแผลตามร่างกายด้วย ตนจึงอยากให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีก

นางสาวสุขศรี พันธ์พงษ์ศิริกุล คนสนิท

ด้านนางสาวสุขศรี พันธ์พงษ์ศิริกุล คนสนิทของสามีภรรยาคู่นี้ เปิดเผยว่า ตนรู้จักกับ น.ส.ปริศนา ผู้เป็นภรรยามานานกว่า 20 ปีแล้ว เนื่องจากมาทำงานเป็นแม่บ้านอยู่กับตน โดยก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับตนนั้น ผู้เป็นภรรยาเคยพักอาศัยอยู่ที่ จ.ชลบุรี แต่เนื่องจากมีปัญหากับนายวิชัย กาศักดิ์ อายุ 42 ปี ผู้เป็นสามี เนื่องจากนายวิชัยมักมีพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก ซึ่งทุกครั้งที่ดื่มแอลกอฮอล์จะมีอาการคล้ายคนบ้า ประสาทหลอน สติฟั่นเฟือน โวยวาย จนทำให้มีปากเสียงกับภรรยาเป็นประจำ แต่ถ้าหากไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็จะเหมือนคนปกติทั่วไป ขยันทำงาน เป็นคนเรียบร้อย ทำให้ น.ส.ปริศนา ทนไม่ไหวจึงมาทำงานกับตนที่ กทม.

ต่อมานายวิชัยได้ติดตามมาอยู่ด้วย จากนั้นไม่นานนายวิชัยก็กลับไปบวชที่บ้านเกิด ที่วัดบ้านไร่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ส่วนภรรยาก็ทำงานอยู่ กทม. เพียงลำพัง จนกระทั่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมาตัว น.ส.ปริศนา ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกจนกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีก ทำให้นายวิชัยต้องสึกออกมา เพื่อดูแลภรรยาที่ กทม. แล้วเริ่มกลับมาหางานทำ ตนจึงฝากให้ทำงานที่โรงน้ำแข็ง แต่สุดท้ายถูกไล่ออกเนื่องจากติดสุราอย่างหนัก ทำให้เสียการเสียงาน ในระหว่างที่คู่สามีภรรยาไม่มีงานทำ ตนคอยช่วยเหลือให้เงินอยู่บ่อยครั้ง ครั้งละ 500-2,000 บาท เพราะสงสารทั้งคู่ อีกทั้งตั้งใจให้เงินไปเปิดบ้านเช่า แต่สามีกลับเอาเงินไปกินเหล้า เมื่อเงินหมดอีกก็จะโทรไปขอเงินคนอื่นๆ แล้วอ้างว่า จะพาภรรยาไปหาหมอบ้าง ไปจ่ายค่าห้องบ้าง แต่สุดท้ายก็นำเงินมากินเหล้าจนหมดเกลี้ยง ทำให้บางวันภรรยาไม่ได้กินข้าว ลูกสาวของตนต้องคอยแอบเอาข้าวไปให้กินบนรถประจำ

รถเก๋งสีแดงคันดังกล่าว

ต่อมาทั้งคู่ก็เดินทางกลับไปที่นครสวรรค์ แต่อยู่ได้ไม่นานก็ขับรถกลับมาที่ กทม. อีกครั้ง ซึ่งตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ทั้งคู่กลับมาอยู่ กทม.อีกครั้งนั้น ไม่มีเงิน ไม่มีที่พักอาศัย ใช้ชีวิตกินนอนอยู่บนรถเก๋งสีแดงคันดังกล่าวเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ซึ่งเมื่อวานที่ตนเจอตัว น.ส.ปริศนา ที่ สน.ดอนเมืองนั้น ยังอยู่ในสภาพสวมใส่ชุดเดิมมานานกว่า 2 สัปดาห์อีกด้วย

ทั้งนี้นางสาวสุขศรี บอกว่า ล่าสุด นายวิชัยบอกกับตนว่าจะกลับไปบวชที่วัดบ้านไร่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ส่วนรถเก๋งสีแดงก็ฝากให้ตนเอากลับมาจอดเก็บไว้ที่บ้าน โดยนางสาวสุขศรียังบอกอีกว่า หากนายวิชัยไม่กินเหล้าแล้วกลับไปบวชนั้น ถือว่าเป็นพระดีเด่นเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ตนก็หวังว่าทั้งสองคน คงจะมีชีวิตตามเส้นทางของตนเองที่ดีขึ้น ไม่ต้องเป็นคนเร่ร่อนกินนอนในรถอีก

เจ้าหน้าที่ รับตัว น.ส.ปริศนา เข้าไปดูแลตามขั้นตอน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับตัว น.ส.ปริศนา เข้าไปดูแลตามขั้นตอน ในส่วนของด้านคดี จะไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดกับสามีแต่อย่างใด  ทั้งยังบอกว่า “รักสามี แต่คงอยู่ด้วยกันไม่ได้ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ลำบาก ไม่สามารถดูแลกันได้ จึงขอแยกกันอยู่ดีกว่า” จึงให้ทั้งคู่แยกกัน โดยสามีกลับภูมิลำเนา ส่วนตัวภรรยาอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ พม. ที่จะเข้ามาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

keyboard_arrow_up