
นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ แห่งแคนาดาเดินทางเยือนประเทศจีนในวันนี้ (16 ม.ค. 69) เพื่อเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ณ กรุงปักกิ่ง ด้านผู้นำจีนได้กล่าวให้การต้อนรับ โดยระบุว่า "นี่เป็นการเยือนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในฐานะผู้นำแคนาดา และเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีที่นายกรัฐมนตรีแคนาดาเดินทางเยือนจีน"
ทั้งนี้ ในปี 2017 อดีตนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดเดินทางเยือนจีน ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะตกอยู่ในความขัดแย้งทางการทูตที่ยืดเยื้อมานานหลายปี
ด้านคาร์นีย์กล่าวระหว่างเปิดการประชุมว่า แคนาดาและจีนควรให้ความสำคัญกับการสร้างความก้าวหน้าร่วมกันอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร พลังงาน และการเงิน ซึ่งเขามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสร้างขึ้นใหม่ได้
สอดคล้องกับคำกล่าวสุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง ระบุว่า เขารู้สึกยินดีกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายด้านตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลลัพธ์ในเชิงบวก การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและแคนาดาที่มั่นคงนั้น เอื้อต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของโลก เขาย้ำว่า จีนยินดีที่จะสานต่อความพยายามของทั้งสองประเทศต่อไป ด้วยความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ ประชาชน และโลก
ความขัดแย้งระหว่างจีนและแคนาดาในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เป็นจุดแตกหักเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2018 เมื่อแคนาดาเข้าจับกุม เมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei ที่สนามบินแวนคูเวอร์ ตามคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐฯ ในข้อหาละเมิดมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน จีนตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการจับกุมชาวแคนาดา 2 คน คือ ไมเคิล คอฟริก และไมเคิล สเปเวอร์ ในข้อหาจารกรรมข้อมูล ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ "ทูตตัวประกัน"
นอกจากนี้ จีนได้ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันแคนาดาเพื่อตอบโต้กรณี Huawei โดยสั่งระงับนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ เมล็ดคาโนลา รวมถึงเนื้อหมูและเนื้อวัว โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรแคนาดาอย่างมหาศาล
ในช่วงปี 2023-2024 ความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้นอีกระดับ เมื่อหน่วยงานข่าวกรองของแคนาดา รายงานว่า จีนพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดาในปี 2019 และ 2021 ผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้ผู้สมัครบางรายและการข่มขู่สส. ที่มีจุดยืนต่อต้านจีน ซึ่งนำไปสู่การขับไล่ทูตจีนออกจากแคนาดา และจีนก็ขับไล่ทูตแคนาดาเป็นการตอบโต้เช่นกัน
BBC รายงานว่า การเยือนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศโดยตรง เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายตลาดสินค้าแคนาดาไปทั่วโลก ภายใต้รัฐบาลใหม่นำโดยมาร์ค คาร์นีย์ ที่ต้องการรับมือกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และยิ่งสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา คาร์นีย์จึงพยายามวางแผนที่จะเพิ่มการส่งออกของแคนาดาไปยังประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกาภายใน 10 ปีนี้
รวมถึงการผลักดันให้แคนาดา กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักด้านพลังงานของโลก เนื่องจากเพื่อนบ้านสหรัฐฯ แห่งนี้ อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
การให้ความสำคัญกับการค้าเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อพิจารณาจากรายชื่อผู้ที่ร่วมเดินทางเยือนกับคาร์นีย์ ซึ่งได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อนิตา อานันด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทิม ฮอดจ์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมลานี โจลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ฮีธ แมคโดนัลด์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ มานินเดอร์ ซิดฮู
ทั้งนี้ แคนาดาและจีนต่างต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น พลังงานและการลงทุนทางธุรกิจ
ประเทศจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของแคนาดา โดยมีการบันทึกมูลค่าการค้าระหว่างกันในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์สูงกว่า 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.89 ล้านล้านบาท ในปี 2024 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่มาก ซึ่งสหรัฐฯ มีมูลค่าการค้าสินค้ากับแคนาดาสูงกว่า 761,000 ล้านดอลลาร์ในปีดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แคนาดากำลังเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาร์นีย์ได้กล่าวไว้ก่อนการเดินทางเยือนปักกิ่งว่า แคนาดากำลังมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีความยั่งยืน และเป็นอิสระมากขึ้นท่ามกลางสภาวะการหยุดชะงักของการค้าโลก
ในขณะเดียวกัน จีนต้องการน้ำมันดิบจากแคนาดาเพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อปีที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของแคนาดา โดยมีการขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อส่งน้ำมันทรานส์ เมาน์เทน (Trans Mountain Pipeline) ซึ่งเป็นระบบขนส่งขนาดใหญ่ที่พาดผ่านประเทศแคนาดา
ในปัจจุบัน สถานการณ์น้ำมันดิบจากเวเนซุเอลากำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการตอบโต้ทางการเมืองด้วยการสั่งอายัดและเข้ายึดทรัพย์สินของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการไหลเวียนของน้ำมันจากเวเนซุเอลาสู่ตลาดโลก ทำให้โรงกลั่นน้ำมันต่าง ๆ ในประเทศจีนเริ่มมองหาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีความมั่นคงมากกว่าเพื่อมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป โดยมีรายงานว่า กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันของจีนกำลังรุกหนักในการสอบถามข้อมูลและหาลู่ทางจัดซื้อน้ำมันดิบจากแคนาดา เพื่อใช้เป็นแหล่งอุปทานสำรองที่สำคัญในระยะนี้
นอกจากนี้ เยาวชนจีนยังถือเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ของกลุ่มนักศึกษาต่างชาติในแคนาดา โดยในปี 2024 มีชาวจีนมากกว่า 125,000 คนที่ถือใบอนุญาตการศึกษาในประเทศแคนาดา