
ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 พรรคการเมืองที่กลับมาอยู่ในเรดาร์ความสนใจอีกครั้ง คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ของไทยที่ปรับภาพลักษณ์และโครงสร้างผู้นำใหม่ โดยเสนอ 1 แคนดิเดตหน้าเดิมอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 และหัวหน้าพรรค ควบคู่กับ 2 แคนดิเดตหน้าใหม่ในทีมเศรษฐกิจ ได้แก่ นายกรณ์ จาติกวณิช นักการเงินและผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ เจ้าของตำแหน่ง “รัฐมนตรีคลังโลก” คนเดียวของไทย และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้นำหญิงสายเทคโนโลยีที่โดดเด่นในแวดวงธุรกิจ นวัตกรรม และอนาคตศึกษา ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี
บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนผู้อ่านร่วมเจาะลึกวิสัยทัศน์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านมุมมองของกุนซือเศรษฐกิจทั้งสอง ว่าพรรควางยุทธศาสตร์ใดบ้างในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแตะระดับ 5% ภายในสี่ปี ควบคู่กับการแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้หลุดพ้นจากกับดักความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และทำให้ “คนไทยหายจน ไม่ต้องทนหายใจ”
เมื่อถูกถามถึงการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจ หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าบริหารประเทศ ว่าจะเริ่มต้นจากเรื่องใดก่อน-หลัง และตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ในระดับใด นายกรณ์ จาติกวณิช อธิบายว่า โดยภาพรวมพรรคมีนโยบายมากกว่า 200 ข้อ ซึ่งทุกข้อล้วนมีความสำคัญทั้งหมด ก่อนจะคัดกรองเหลือ 27 นโยบายหลัก อย่างไรก็ตาม นายกรณ์มองว่า 27 นโยบายดังกล่าวไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญแบบทำก่อน-ทำหลังได้ เพราะแต่ละนโยบายมีความสำคัญในคนละมิติ และสามารถเริ่มขับเคลื่อนได้พร้อมกัน บางเรื่องอาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ขณะที่บางเรื่องสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ทันที แต่ทุกนโยบายสามารถเริ่มต้นไปพร้อมกันได้ตั้งแต่วันแรกของการบริหารประเทศ
สำหรับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของพรรคที่ระดับ 5% นายกรณ์ชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของประเทศและทำได้จริง แม้จะมีเสียงตั้งคำถามว่าในบริบทปัจจุบัน การเติบโตเพียง 2% ก็ถือว่ายากแล้ว แต่หากพิจารณาประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค จะพบว่าหลายประเทศยังสามารถเติบโตได้ในระดับใกล้เคียง 5% อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภายในประเทศไทยเองก็มีบางจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 5% มาอย่างต่อเนื่อง เช่น จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสะท้อนว่ามีบทเรียนบางประการที่สามารถนำมาปรับใช้ในระดับประเทศได้
นายกรณ์ระบุว่า จากการหารือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจำนวนมากเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพียงแต่ติดข้อจำกัดบางประการ ซึ่งพรรคได้นำมาประมวลและแปลงเป็นกรอบความคิดเชิงนโยบาย โดยเฉพาะมิติของเทคโนโลยีที่ถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ไม่ใช่ในฐานะนโยบายเฉพาะด้านอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องแทรกอยู่ในทุกนโยบาย
ในมุมมองดังกล่าว เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การเงิน หรือการกำกับดูแลอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้บทบาทของครูในห้องเรียนจะยังคงมีความสำคัญ แต่การยกระดับคุณภาพครู รวมถึงการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เช่นเดียวกับระบบการเงิน การป้องกันการหลอกลวง และการตรวจจับการฟอกเงิน ซึ่งหากไม่ใช้เทคโนโลยี ประเทศจะไม่สามารถตามความซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ทัน แนวคิดนี้ถูกวางเป็นคำอธิบายสำคัญของการยกระดับการเติบโตจากระดับ 2% ไปสู่ 5%
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังกำลังเผชิญปัญหาประชากรลดลง นายกรณ์มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่ประชากรที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจต้องมีทักษะสูงขึ้น และต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องและเหมาะสม ควบคู่ไปกับการปรับกรอบความคิด โดยเฉพาะการหันกลับมาประเมินว่าประเทศไทยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วอย่างคุ้มค่าหรือไม่
นายกรณ์ชี้ว่า ในประเด็นนี้ ภาครัฐเป็นจุดตั้งต้นสำคัญ ทั้งในแง่ของข้อมูลหรือ data ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลในยุคปัจจุบัน เปรียบเสมือนทองคำหรือน้ำมันของเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น ที่ดินและอาคารสำนักงานของรัฐ โดยเฉพาะทรัพย์สินของราชพัสดุที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับสู่ประชาชนอย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไปแล้วด้วยเงินกู้และงบประมาณจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นถนน ระบบราง ระบบสายส่งไฟฟ้า หรือโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งในมุมมองของนายกรณ์ยังถูกใช้งานไม่คุ้มค่า เนื่องจากอยู่ในมือของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แนวคิดสำคัญจึงอยู่ที่การปลดล็อกผ่านระบบ Open Access และ Third-party Access เปิดให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งมีข้อเสนอให้เปิดทางให้เอกชนสามารถลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้โดยตรง ผ่านการเช่าใช้ระบบสายส่งของรัฐที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการเปิดให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และลาวสามารถเช่าใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าของไทยในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยลงทุนไว้แล้ว
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดหลักที่ไม่ปล่อยให้การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นของใหม่หรือของเดิม ถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป ควบคู่ไปกับการลงทุนใหม่ที่ต้องโปร่งใส และการทบทวนทรัพยากรที่มีอยู่แล้วว่าถูกใช้คุ้มค่าอย่างแท้จริงหรือไม่ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น
นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์วางนโยบายเศรษฐกิจเรือธงบนโจทย์ใหญ่เรื่อง “การแก้จน” โดยอธิบายว่า แม้ความเดือดร้อนของคนไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจและมิติสังคม แต่ในทางเศรษฐกิจ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือปัญหา “จนเงิน” ซึ่งสะท้อนโดยตรงผ่านภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนและกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง
นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมเติบโตช้ามาเป็นเวลาหลายปี และในปีล่าสุดยังเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านแทบทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของพรรคจึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็นทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ควบคู่กันไป
ในส่วนของมาตรการเฉพาะหน้า นายกรณ์ระบุว่า หัวใจอยู่ที่เรื่อง “เงินในกระเป๋า” ของประชาชน พรรคตั้งใจนำนโยบายประกันรายได้เกษตรกรกลับมาใช้อีกครั้ง หลังเคยดำเนินการมาแล้วและเห็นผลในทางปฏิบัติ นโยบายดังกล่าวยึดตามหลักคิดที่เคยได้รับการเสนอไว้ตั้งแต่ราว 15 ปีก่อน ว่าการดูแลเกษตรกรที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการเติมรายได้ให้ตรงจุด ไม่ใช่การแทรกแซงกลไกราคาโดยตรง อย่างไรก็ตาม การกลับมาใช้นโยบายชุดนี้จะมีการปรับใหม่ เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้แรงงานนอกภาคเกษตรด้วย
นายกรณ์อธิบายว่า ในอดีต การแข่งขันเชิงนโยบายมักไปเน้นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งกลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะเป็นการบังคับให้เพิ่มต้นทุนตามโจทย์ทางการเมือง พรรคจึงเสนอแนวคิดการประกันรายได้ให้ผู้ใช้แรงงาน ผ่านการประเมินค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่และแต่ละจังหวัด ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว หากพบว่ารายได้เฉลี่ยในพื้นที่ใดไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ รัฐจะเข้าไปจ่ายส่วนต่างให้ เพื่อให้แรงงานมีรายได้ที่เพียงพอ ในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างภาระต้นทุนเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการและเอสเอ็มอี
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรณ์ย้ำว่าพรรคมีความพร้อมหากสถานการณ์จำเป็น โดยอ้างถึงประสบการณ์เมื่อราว 15 ปีก่อน ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤติ ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นได้ใช้มาตรการ “เช็คช่วยชาติ” อัดฉีดเงินโดยตรงไปยังประชาชนผู้มีรายได้น้อย แม้ในยุคนั้นยังต้องใช้เช็คเพราะอยู่ในช่วงอนาล็อก แต่ในปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว รูปแบบความช่วยเหลือสามารถปรับให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะคล้ายโครงการคนละครึ่งหรือมาตรการอื่นที่ตอบโจทย์ยุคสมัยมากขึ้น โดยหลักคิดสำคัญยังคงเป็นการส่งความช่วยเหลือถึงประชาชนอย่างตรงเป้าและรวดเร็ว
นอกเหนือจากมาตรการระยะสั้น นายกรณ์เน้นย้ำว่าประเด็นสำคัญยิ่งกว่าคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพราะหนึ่งในปัญหาหลักที่เป็นตัวถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย คือกฎระเบียบและระบบราชการ ประเทศไทยเป็นที่รับรู้กันว่ามีกฎหมายจำนวนมากนับแสนฉบับ มากกว่าหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังซ้ำซ้อนและล้าสมัย พรรคมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ คือการขาดกลไกและเครื่องมือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ จึงเสนอแนวคิดการออกกฎหมายแม่บท หรือ “Super Act” เพื่อเปิดทางให้สามารถปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าหลังได้โดยสะดวก ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับการทำงานของระบบราชการ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความโปร่งใส
ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ดร.การดี ระบุว่า นโยบายเรือธงของพรรคคือ “Open Data Economy” หรือเศรษฐกิจบนฐานข้อมูลเปิด โดยมองว่าอำนาจที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบันคืออำนาจในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งในประเทศไทย รัฐเป็นผู้ถือครองข้อมูลที่ครอบคลุมและมากที่สุด ข้อมูลจำนวนมากมาจากการใช้งานและกิจกรรมของประชาชน แต่ที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และแต่ละหน่วยงานรัฐยังมีแนวคิดและรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน
ดร.การดีอธิบายว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปิดข้อมูลให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของตนเอง เชื่อมโยงกับระบบยืนยันตัวตน และใช้บริการภาครัฐผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ก็จะทำให้การติดต่อราชการไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันเอื้ออำนวยแล้ว
ในมิติของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ ดร.การดีชี้ว่า สิ่งที่รอคอยคือการนำข้อมูลของรัฐมาใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ภาคการท่องเที่ยว หากสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงการอัปเดตเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส แต่เห็นภาพในปัจจุบันว่ามีนักท่องเที่ยวจากประเทศใดเข้ามา และแนวโน้มความต้องการในอนาคตเป็นอย่างไร ก็จะช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนได้ดีขึ้น แนวคิดเดียวกันนี้ยังสามารถขยายไปสู่อุตสาหกรรมอาหารและภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงด้านสุขภาพ หากสามารถเปิดข้อมูลบนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด ก็จะช่วยให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจและนวัตกรรมได้
อีกประเด็นที่ดร.การดีย้ำว่า “สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” คือการเปิดข้อมูลตามมาตรฐาน Open Contracting Data ในด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบกันเองของหน่วยงานรัฐ แต่เปิดให้ประชาชนในฐานะเจ้าของภาษีสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างโปร่งใสและใกล้เคียงเรียลไทม์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในหลายมิติ ทั้งการลดต้นทุนแฝงของประชาชน การสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจและนวัตกรรม และการยกระดับความโปร่งใสในการทำงานและการลงทุนของภาครัฐในระยะยาว
ดร.การดีอธิบายแนวคิด “เศรษฐกิจใหม่” ในฐานะยุทธศาสตร์ระดับประเทศ โดยย้ำว่าโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยใช้เทคโนโลยีเก่งหรือไม่ เพราะในเชิงการใช้งาน ประเทศไทยไม่ได้ล้าหลังอย่างที่หลายคนคิด ตรงกันข้าม ไทยยังถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นผู้ใช้งานเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียในระดับต้น ๆ ของโลก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการใช้งานโซเชียลมีเดียของโลก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “ใช้” เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การวางรากฐานเพื่ออนาคต ดร.การดีเน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ควรรอให้การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจกลายเป็นภาระของคนรุ่นถัดไป สิ่งที่ควรเร่งทำในวันนี้คือการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการเตรียมคนทุกช่วงวัย รวมถึงเด็กและเยาวชน ให้พร้อมสำหรับงานในเศรษฐกิจใหม่
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ดร.การดีชี้ให้เห็นว่า ไทยเคยมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ข้อกลาง” ของซัพพลายเชนโลกมาแล้วหลายยุค ตั้งแต่การเป็นฐานการผลิตและประกอบชิ้นส่วนยานยนต์จนได้รับสมญา “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ไปจนถึงการเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นซัพพลายเชนระดับโลก คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าไทยเคยเก่งอะไร แต่คือเราควรเลือกยุทธศาสตร์ใหม่อย่างไร ว่าในอนาคตเราจะเป็นข้อกลางของซัพพลายเชนด้านใด หรือจะก้าวไปเป็นเจ้าของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลกอนาคตได้หรือไม่
จากกรอบคิดดังกล่าว ดร.การดีเสนอให้เริ่มพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานความเชี่ยวชาญเดิมอยู่แล้ว แต่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศ และปรับ “เครื่องยนต์เก่า” ให้ยกระดับขึ้นสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ การเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในด้านการใช้งาน แต่ในด้านโครงสร้างการผลิตและซัพพลายเชน ยังไม่สามารถสร้างห่วงโซ่ที่ยาวและลึกได้เท่ากับยุคเดิม เนื่องจากชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญจำนวนมากยังต้องพึ่งพาการนำเข้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่นโยบายต้องมุ่งสร้างการผลิตในประเทศ เพิ่มสัดส่วน Local Content และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV สร้างมูลค่าในประเทศได้จริง
นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว ดร.การดียังเน้นการต่อยอดจากฐานเศรษฐกิจเดิมอย่างภาคเกษตร โดยชี้ว่าโจทย์ของประเทศไม่ควรอยู่ที่การผลิตในปริมาณมากแต่มีมูลค่าต่อหน่วยต่ำอีกต่อไป หากต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาอาหารและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น โปรตีนทางเลือกและอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ซึ่งเป็นตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระดับโลก ผ่านนวัตกรรม การวิจัยสายพันธุ์ และการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น นโยบายด้านนวัตกรรมจึงถูกออกแบบให้มี sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทดสอบกระบวนการใหม่ ๆ ลดระยะเวลาการพัฒนา และเพิ่มความสามารถในการส่งออก เปลี่ยนโครงสร้างจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ
ในภาคบริการ ดร.การดีระบุว่า การท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ไม่สามารถดำเนินไปในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป จากการสังเกตทั้งในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักและเมืองรอง พบว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความยั่งยืน และการดูแลระยะยาว หรือ Wellness และ Longevity อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนในทิศทางนี้ไม่ใช่ภารกิจของภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการกับระบบสาธารณสุข การลงทุนด้านเครื่องมือแพทย์ และการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อให้การสร้างมูลค่าเกิดขึ้นภายในประเทศมากขึ้น และเชื่อมโยงไปสู่ซัพพลายเชนเกษตรสมุนไพรในระยะยาว
สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ดร.การดีกล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการรายใหญ่เข้ามาลงทุนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามตามมาว่า การปล่อยให้บริษัทต่างชาติเข้ามาใช้ที่ดิน พลังงาน และน้ำของประเทศทยในปริมาณสูง คุ้มค่ากับการสร้างการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด ในประเด็นนี้ ดร.การดี เห็นว่า เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ให้บริการรายใหญ่ หรือไฮเปอร์สเกลเลอร์ เข้ามาลงทุนในประเทศแล้ว รัฐไม่ควรปล่อยให้การลงทุนจบลงเพียงแค่การใช้ทรัพยากร หากแต่ต้องใช้กลไกเชิงนโยบายกำหนดเงื่อนไขให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาคน
แนวทางที่เสนอคือ การกำหนดให้ผู้ลงทุนมีบทบาทในการสร้างบุคลากรด้าน AI และ data scientists อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เพียงตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ยังต่อยอดไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยและระบบนิเวศ AI ของประเทศในระยะยาว
ดร.การดียังชี้ว่า การมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศช่วยลดข้อจำกัดด้านการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้ความหน่วงของระบบหรือ Latency ดีขึ้น เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าถึงคลาวด์ได้ง่ายกว่าเดิม รัฐจึงควรสนับสนุนให้เอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ผ่านโมเดลอย่าง Freemium ที่เปิดให้ใช้งานในระดับหนึ่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ก่อนจะขยับไปสู่โครงสร้างราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ยังอยู่ในระบบอนาล็อกสามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น พร้อมกับการสร้างทักษะคนรุ่นใหม่ให้รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
อีกหนึ่งกลุ่มสำคัญคือบริการดิจิทัล ซึ่งดร.การดี มองว่าไทยมีศักยภาพสูง แต่ยังติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและระบบนิเวศที่ล้าสมัย ปัจจุบันไทยมีสตาร์ทอัพที่สามารถส่งออกบริการดิจิทัลไปต่างประเทศแล้ว เช่น บริการเทเลเมดิซีน หรือแม้แต่เทเลเมดิซีนด้านสัตวแพทย์ที่ให้บริการกับตลาดอินเดีย สะท้อนว่ามีโอกาสทางธุรกิจใหม่จำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
ในเชิงนโยบาย ดร.การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับแนวคิด “Made in Thailand First” โดยเฉพาะในมุมของสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี สิ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตได้เร็วที่สุดคือการมีภาครัฐเป็นลูกค้ารายแรก ซึ่งไม่เพียงสร้างผลงานอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ที่มีความต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีแรก กลไกดังกล่าวสามารถต่อยอดไปสู่การดึงดูดเงินลงทุนจาก Venture Capital ต่างประเทศ และช่วยขยายการเติบโตของธุรกิจไทยได้ในวงกว้าง
โดยสรุป ดร.การดีมองว่า เศรษฐกิจใหม่ไม่ใช่การเลือกเพียงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาทดแทนของเดิม แต่คือการจัดวางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเดิม เทคโนโลยีใหม่ การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาคนไปพร้อมกัน เพื่อให้การเติบโตของประเทศในระยะยาวเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างแท้จริง
เมื่อถามต่อถึงภาพรวมของสตาร์ทอัพไทยว่ามีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมใดบ้าง และภาครัฐควรเข้าไปสนับสนุนอย่างไรจึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ผ่านมา ดร.การดี อธิบายว่า สตาร์ทอัพไทยมีอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม และในช่วงหนึ่งเคยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือเม็ดเงินลงทุนในปัจจุบันกลับอยู่ในระดับต่ำมาก จนในบางกรณีผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลยังไม่กล้าเผยแพร่ตัวเลขอย่างเป็นทางการ เพราะตัวเลขที่ออกมานั้นสะท้อนภาวะที่น่าเป็นห่วง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยมีสตาร์ทอัพหรือไม่ แต่คือเหตุใดการสนับสนุนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจึงยังไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน
ปัจจัยแรกคือปัญหาเชิงระบบนิเวศ ซึ่งควรทำหน้าที่เอื้อให้เกิดการเกื้อหนุนต่อการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ แต่ยังไม่แข็งแรงเพียงพอ ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งต้องยอมรับคือข้อจำกัดของตลาดภายในประเทศที่มีขนาดเล็ก เมื่อสตาร์ทอัพอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันและแข่งขันกันเองในตลาดจำกัด ผลลัพธ์คือไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ และสุดท้ายต่างฝ่ายต่างอ่อนแรงและล้มหายตายจากไปพร้อมกัน
จากข้อจำกัดดังกล่าว ดร.การดี เสนอว่า แนวคิดการสนับสนุนสตาร์ทอัพจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมองตลาดในประเทศเป็นหลัก ไปสู่การออกแบบธุรกิจโดยตั้งต้นจากตลาดโลก หรือ “Global First” โดยเฉพาะในกลุ่มดิจิทัลสตาร์ทอัพ ซึ่งข้อได้เปรียบคือไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ การดำเนินธุรกิจออนไลน์สามารถทำจากที่ใดก็ได้ หากผลิตภัณฑ์หรือบริการตอบโจทย์ระดับสากล นโยบายรัฐจึงควรช่วยให้สตาร์ทอัพไทยตั้งเป้าแข่งขันในตลาดโลกตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่รอให้เติบโตในประเทศก่อนแล้วจึงขยายออกไป
ในมิติของบทบาทรัฐ ดร.การดี เน้นย้ำว่า การสนับสนุนที่สำคัญคือการที่รัฐทำหน้าที่เป็น “ผู้ใช้รายแรก” หรือ early adopter เพื่อเปิดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพได้ทดลอง ใช้งานจริง และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างที่เห็นโอกาสชัดเจน ได้แก่ telemedicine เทคโนโลยีด้านการศึกษา (education tech) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นเครื่องมือในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีศักยภาพขยายตัวสูง หากได้รับแรงหนุนจากภาครัฐในช่วงเริ่มต้น
สำหรับอุปสรรคทางกฎหมายที่อาจขัดขวางการเติบโตของสตาร์ทอัพในไทย ดร.การดี ระบุว่า กฎหมายและกฎระเบียบหลายเรื่องยังไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะประเด็นการระดมทุนและโครงสร้างการถือหุ้น เช่น การจัดสรรหุ้นให้ผู้ก่อตั้งในรูปแบบ Employee Stock Option Program (ESOP)ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานในระดับสากล แต่ในบริบทของไทยกลับมีขั้นตอนซับซ้อนและทำได้ยาก แม้ในช่วงหลังจะมีความพยายามปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ดร.การดี เห็นว่า หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่คือทิศทางการสนับสนุนที่ผ่านมายังเน้น “ทุนระยะสั้น” มากเกินไป ขณะที่โลกปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Deep Tech Startup ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง เทคโนโลยีเหล่านี้อาจยังมีความพร้อมเชิงพาณิชย์ต่ำ แต่มีความใหม่และศักยภาพสูง หากไม่มีนโยบายมารองรับ ช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีกับตลาดก็จะไม่ถูกปิด
แนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์จึงมุ่งเข้าไปปิดช่องว่างนี้ โดยยอมรับว่าผู้ที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยอาจยังขาดทักษะด้านธุรกิจหรือการเข้าถึงตลาด นโยบายที่เสนอจึงเป็นการสร้างกลไกหรือแพลตฟอร์มเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีไอเดียหรือเทคโนโลยีที่ดี สามารถจับคู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การบริหาร หรือการขยายธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ เป้าหมายคือการสร้างพูลของบุคลากรคุณภาพให้มาเชื่อมโยงกันได้ง่ายขึ้น และช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถต่อยอดร่วมกับเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังนั้น ประเด็นที่ต้องการผลักดันไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดทางกฎหมายเป็นหลัก หากแต่อยู่ที่การออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อเชื่อมต่อทักษะใหม่ ๆ และดึงศักยภาพของคนเก่งที่มีอยู่ในประเทศเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยแก่นหลักของยุทธศาสตร์ยังคงอยู่ที่สองเรื่องสำคัญ คือการสนับสนุนให้สตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีมองตลาดโลกเป็นเป้าหมายตั้งแต่ต้น และการให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ผลักดัน โดยพร้อมเป็นลูกค้ารายแรกสำหรับนวัตกรรมที่มีคุณภาพ
นอกจากนี้ ในมิติของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แนวคิดนี้หมายถึงการปรับเกณฑ์การพิจารณา ไม่ยึดเพียงราคาที่ต่ำที่สุดเป็นตัวตั้ง แต่ให้ความสำคัญกับการใช้โลคอลคอนเทนต์ การพัฒนาและการผลิตในประเทศ รวมถึงการใช้บุคลากรไทยเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ เพื่อให้ระบบจัดซื้อของรัฐกลายเป็นกลไกสำคัญในการบ่มเพาะและขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยอย่างยั่งยืน
สำหรับการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์ และความกังวลว่าไทยจะขาดแคลนคนเก่ง หรืออาจมี brain drain คนเก่งไหลออกนอกประเทศ ดร.การดี ระบุว่า ปัญหานี้มีสอง pain points ที่ต้องแก้ชัดเจน ประเด็นแรกคือการสร้างและยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับงานใหม่ พรรคจึงเสนอแนวคิด “บุฟเฟต์การศึกษา” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสมทักษะจากแหล่งที่หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงในสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม แต่ครอบคลุมถึงแพลตฟอร์ม EdTech และแม้กระทั่งประสบการณ์จากงานพาร์ตไทม์ โดยทักษะเหล่านี้สามารถนับเป็นหน่วยกิต นำมาอัปเกรด และเทียบวุฒิได้ในภายหลัง ภาพที่วางไว้คือระบบคล้ายเครือข่ายมืออาชีพของประเทศ ที่รองรับการรับรองทักษะจากหลายสถาบันอย่างเป็นทางการ
ในเชิงนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ยังเสนอแนวคิด “คูปองการศึกษา” โดยตั้งเป้าแจกให้กับประชาชนราว 5 ล้านคนในปีแรก กลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะบัณฑิตจบใหม่หรือผู้เริ่มต้นทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงแรงงานที่อยู่ในระบบแล้วและมีความจำเป็นต้องอัปสกิลหรือรีสกิล แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ ซึ่งเลือกใช้การสนับสนุนผ่านงบเพื่อการเรียนรู้แทนการแจกเงินสด เพื่อให้ประชาชนสามารถนำทรัพยากรดังกล่าวไปพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด และกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจได้จริง
ในด้านแนวคิดการพัฒนาทักษะ ดร.การดี เน้นว่า การเรียนรู้ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีในปัจจุบันทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หลักคิดสำคัญจึงอยู่ที่ “ทักษะตามอุปสงค์” ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รัฐไม่ควรจำกัดการรับรองทักษะไว้เฉพาะสถาบันการศึกษาที่ปรับตัวช้า แต่ควรเปิดกว้างให้แพลตฟอร์ม Edtech และรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาท เพื่อให้การ reskill และ upskill ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาเท่านั้น
สำหรับอีก pain point คือปัญหา brain drain ดร.การดี ชี้ว่า การดึงคนเก่งกลับประเทศไม่สามารถทำได้ หากประเทศยังไม่มีงานคุณภาพและอุตสาหกรรมใหม่มารองรับ เพราะ หากไม่สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่หรือรูปแบบการลงทุนใหม่ คนที่มีทักษะสูงก็ยากจะกลับมาทำงานในอุตสาหกรรมเดิม ดังนั้น นโยบายด้านการพัฒนาคนและนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องเดินไปพร้อมกัน
ดร.การดี ยังเสนอให้ทบทวนแนวคิดการส่งนักเรียนทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ จากการกระจายตัวรายบุคคล ไปสู่การวางยุทธศาสตร์ระดับประเทศ หากประเทศต้องการผลักดันอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษ เช่น ด้านสุขภาพหรือเวลเนส อาจต้องส่งนักเรียนไปเรียนเป็นกลุ่มรุ่นเดียวกัน และกลับมาสร้างระบบใหม่ร่วมกัน เพื่อให้เกิดแรงผลักดันเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศ
สำหรับประเด็น “ทุนเทา” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายกรณ์มองว่า ปัญหาทุนเทาในประเทศไทยได้ขยายตัวจนอยู่ในระดับวิกฤต และแทรกซึมลึกเข้าไปในโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบการเงิน และตลาดทุนของประเทศอย่างเป็นระบบ สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ทุนเทาไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพัง หากแต่เชื่อมโยงกับคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในกลุ่มสังคมระดับสูง และขยายผลไปถึงระดับรัฐหรือระดับนโยบายทางการเมือง ผ่านการใช้เงินเพื่อสร้างเครือข่าย พรรคพวก และผู้คุ้มครองที่มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งทำให้ทุนเทากลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจ มากกว่าจะเป็นเพียงกิจกรรมผิดกฎหมายทั่วไป
นายกรณ์อธิบายว่า ภาพดังกล่าวทำให้ปัญหาทุนเทาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศในเชิงโครงสร้าง และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตนตัดสินใจกลับมาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ประเทศไทยอาจถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าเข้าใกล้การเป็น “รัฐล้มเหลว” หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาควบคู่กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นายกรณ์เตือนว่า หากทุนเทาสามารถครอบงำระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่จะลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของต่างชาติ สถาบันการเงินระดับสากลจะไม่สามารถหรือไม่ยินดีเข้ามาทำธุรกรรมกับประเทศไทย และจะหลีกเลี่ยงการมีความเกี่ยวข้องทางการเงินกับระบบของไทย เมื่อถึงจุดนั้น ประเทศอาจเผชิญภาวะที่ระบบเศรษฐกิจถูกทำให้เป็นอัมพาต และมีความเสี่ยงสูงต่อการเข้าสู่สถานะรัฐล้มเหลวอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ นายกรณ์ยังระบุว่า ปัญหาทุนเทาที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการเพิกเฉยเพียงอย่างเดียว แต่ในบางช่วงมีลักษณะของการสมคบคิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เห็นได้จากกรณีที่มีนักการเมืองระดับรัฐมนตรีต้องลาออก และยังมีรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจอีกหลายรายที่มีภาพหรือข้อมูลปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้หลายกรณียังต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม แต่สะท้อนชัดว่าการเมืองไม่สามารถแยกออกจากปัญหาทุนเทาได้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด
นายกรณ์ย้ำว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์สื่อสารอย่างชัดเจนว่า ประชาชนไม่ควรเลือกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุนเทา เพราะตราบใดที่นักการเมืองยังมีความเชื่อมโยงกับทุนเทา นักการเมืองเหล่านั้นย่อมไม่มีวันที่จะเอาจริงกับการปราบปรามอย่างแท้จริง
ในด้านแนวทางการแก้ไข นายกรณ์เห็นว่า จุดตั้งต้นของการปราบปรามทุนเทาคือ ฝ่ายการเมืองต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า “เอาจริง” เพราะหากไม่มีสัญญาณจากฝ่ายนโยบาย หน่วยงานฝ่ายปฏิบัติจะไม่กล้าขยับ ในอดีต หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานด้านการเงินและการปราบปรามการฟอกเงิน มักดำเนินการล่าช้า เพราะต้องรอดูท่าทีจากผู้มีอำนาจทางการเมืองก่อน จากนั้นต้องทบทวนว่าอำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ โดยนายกรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศสามารถดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ได้รวดเร็วกว่าไทยมาก ขณะที่ไทยยังติดขัดในหลายขั้นตอน ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกหรือปรับปรุงกฎหมายให้มีความกระชับและชัดเจนยิ่งขึ้น
นายกรณ์เสนอว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการตัดวงจรทุนเทาในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการตรวจสอบ “เจ้าของที่แท้จริง” ของทรัพย์สิน หรือ Beneficial Owner เพื่อปิดช่องโหว่การใช้นอมินี และคนไทยที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอำพรางให้ทุนต่างชาติจะต้องมีความผิดทางอาญาและมีโทษจำคุกอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มอำนาจให้รัฐสามารถเข้าถึงการยึดหรืออายัดทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว ธุรกรรมใดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของเงินว่าเป็นเงินบริสุทธิ์ หน่วยงานรัฐควรมีอำนาจในการยึดหรืออายัดได้ทันทีภายในกรอบเวลาอันสั้น เช่น ภายใน 24 ชั่วโมง
นายกรณ์ย้ำว่า มาตรการเหล่านี้เป็นชุดแรกของการเพิ่มอำนาจทางกฎหมายที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจจะผลักดัน หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อยืนยันว่าการต่อสู้กับทุนเทาจะไม่ใช่เพียงคำประกาศทางการเมือง แต่เป็นการลงมือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง