
เปิดเบื้องหลังทำไม ‘รัสเซีย-จีน’ ทำได้แค่ประณาม แต่ไม่กล้าช่วยอิหร่านรบ เผยขีดจำกัดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แพ้ผลประโยชน์ชาติ
ในขณะที่การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลย่างเข้าสู่เข้าวันที่สี่แล้ว พันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิหร่านอย่าง จีนและรัสเซีย กลับมีการตอบโต้ด้วยเพียงถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เบาบาง ซึ่งสถานการณ์นี้ได้เผยให้เห็นถึงขีดจำกัดที่รุนแรงของ "ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" ระหว่างอิหร่านกับมอสโกและปักกิ่ง
เจ้าหน้าที่จากรัสเซียและจีนได้ออกมาประณามการโจมตีที่นำโดยสหรัฐฯ แต่กลับหยุดอยู่แค่การตำหนิติเตียนแบบทางการ โดยไม่มีการให้คำมั่นสัญญาว่าจะสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการทหารหรือพลเรือนแก่กองทัพหรือรัฐบาลอิหร่านแต่อย่างใด
ในการต่อสายตรงพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มีนาคม 2569) นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ได้กล่าวประณามการโจมตีผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต โดยเขาระบุว่า "เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน... และยิ่งไปกว่านั้นคือการลอบสังหารผู้นำของประเทศที่มีอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง รวมถึงการยุยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง"
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันกำลังติดพันอยู่กับการรุกรานยูเครน ได้ออกแถลงการณ์ว่า "การกระทำที่เป็นการรุกราน" เหล่านี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ ทั้งยังเป็นการสร้างความไร้เสถียรภาพให้เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค
ทั้งสองประเทศได้ย้ำถึงการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและกลับสู่การเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตือนว่า ปฏิบัติการรบของสหรัฐฯ ในอิหร่านจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมด ซึ่งอาจลากยาวไปถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า
Spotlight ชวนอ่านบทวิเคราะห์ท่าทีของสองชาติพันธมิตรผู้แข็งแกร่ง แต่กลับไม่ได้ยื่นมือเข้าไปหนุนหลังอิหร่านอย่างจริงจัง หรืออิหร่านจะไม่มีพันธมิตรที่แท้จริง?
เกเบรียล ไวลเดา กรรมการผู้จัดการฝ่ายจีนจากบริษัทที่ปรึกษา Teneo กล่าวว่า แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของจีนนั้น เป็นการประณามอย่างรุนแรง แต่หากมองข้ามวาทกรรมเหล่านี้ไป เขายังไม่เห็นว่ารัฐบาลจีนจะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเตหะราน
เขากล่าวเสริมว่า "การรักษาความสัมพันธ์ที่ผ่อนคลายกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้นำจีน" โดยเขาคาดการณ์ว่าการประชุมระดับสูงระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำจีน สี จิ้นผิง จะยังคงเกิดขึ้นตามกำหนดการในปลายเดือนมีนาคมนี้
ทรัมป์และสี จิ้นผิง ได้หารือกันในหลายประเด็นรวมถึงเรื่องอิหร่านในการโทรศัพท์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และคาดว่าทั้งคู่จะพบกันระหว่างการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์
อาเหม็ด อาบูโดห์ นักวิชาการจาก Chatham House สถาบันวิเคราะห์นโยบายในลอนดอน ให้ความเห็นว่า จีนอาจใช้สถานการณ์ในอิหร่านเป็นเครื่องมือต่อรอง โดยยอมลดระดับการสนับสนุนอิหร่านลง เพื่อแลกกับข้อเสนอที่เอื้อประโยชน์ต่อจีนโดยตรงในประเด็นความขัดแย้งเรื่องไต้หวันและสงครามการค้ากับสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ
Niutanqin บัญชีโซเชียลมีเดียที่มีความเชื่อมโยงกับสื่อรัฐบาลจีนและถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงของปักกิ่ง เขียนข้อความเมื่อวันจันทร์ว่า "อิหร่านไม่มีพันธมิตรที่แท้จริง" พร้อมเสริมว่า แม้แต่ประเทศที่ใกล้ชิดที่สุดก็จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองมากกว่าการช่วยดึงเตหะรานออกจากวิกฤต
ปีที่แล้ว ในช่วงที่เกิดสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่านและอิสราเอล รัฐบาลปักกิ่งก็ออกมาวิจารณ์การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใด ๆ แม้แต่การส่งยุทโธปกรณ์เพื่อสนับสนุนหรือช่วยป้องกันความมั่นคง
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังเคยสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยสหประชาชาติ ที่ลงโทษรัฐบาลอิหร่าน ก่อนข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 และหลังจากนั้นก็ดำเนินการอย่างล่าช้าในการส่งเงินลงทุนเข้าสู่เศรษฐกิจอิหร่าน
ในเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคม ปักกิ่งประณามว่า เป็นการใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้ง และเช่นเคย จีนก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการใช้ถ้อยคำประณาม
ไวลเดาสรุปว่า ปฏิกิริยาของจีนต่อการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาและอิหร่านแสดงให้เห็นว่า "ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับปักกิ่งนั้นยังห่างไกลจากคำว่าพันธมิตรทางการทหาร หรือแม้แต่การรับประกันการสนับสนุนทางการทหาร เมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อการอยู่รอดจากการรุกรานของสหรัฐฯ"
ในกรณีของรัสเซียนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับจีนก็นับว่าความสัมพันธ์กับอิหร่านเหนียวแน่นมากกว่า รัฐบาลอิหร่านเป็นพันธมิตรสำคัญทั้งด้านยุทธศาสตร์ การทหาร และเศรษฐกิจของมอสโกในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเป็นผู้จัดหาโดรนและขีปนาวุธที่สำคัญให้รัสเซียใช้ในการบุกยูเครนตั้งแต่ปี 2022
รัสเซียย่อมกังวลกับการสูญเสียฐานที่มั่นอีกแห่งในตะวันออกกลาง หากระบอบการปกครองของอิหร่านล่มสลาย ซึ่งจะเดินตามรอยการสูญเสียพันธมิตรในภูมิภาคอย่างซีเรีย หลังจากการล่มสลายของระบอบบาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อเดือนธันวาคมปี 2024
อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงต่างประเทศรัสเซียจะออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เด็ดหัวผู้นำอิหร่าน หวังโค่นอำนาจ แต่ทั้งรัฐบาลเครมลินและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็ยังไม่ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์นี้ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ จึงตีความได้ว่า แม้แต่รัสเซียก็ยังสงวนท่าทีอยู่นั่นเอง
แมตต์ เกอร์เคน หัวหน้านักยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์จาก BCA Research กล่าวกับ CNBC ว่า สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครนหลายปีได้บั่นทอนขีดความสามารถของรัสเซียในการแผ่อำนาจออกนอกพรมแดน ด้วยกองทัพที่ตึงตัวและเศรษฐกิจที่ถูกกดดันจากการคว่ำบาตรของตะวันตก อิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางจึงมีแนวโน้มลดลงอีก
นอกจากนี้ รัสเซียยังจับตาดูราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะรายได้จากการขายน้ำมันดิบให้จีนและอินเดียคือเงินทุนสนับสนุนเครื่องจักรสงครามของตน ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 8% เมื่อคืนวันอาทิตย์ เนื่องจากตลาดกังวลว่าความขัดแย้งในอิหร่านจะทำให้การจัดหาน้ำมันทั่วโลกหยุดชะงัก
เอลเลน วัลด์ ประธานบริษัท Transversal Consulting กล่าวว่า "ปูตินน่าจะยินดี เพราะอะไรก็ตามที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นเป็นผลดีต่อเขา เขาสามารถพูดได้เลยว่า ถ้าคุณหาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไม่ได้ เรายังมีแหล่งน้ำมันชั้นยอดเตรียมไว้ให้"
รัสเซียมักใช้วิธี "รอดูสถานการณ์" กับเหตุการณ์ระดับโลกที่ไม่ได้กระทบต่อผลประโยชน์ของตนโดยตรง เช่นตอนที่เกิดการประท้วงในอิหร่านช่วงปลายเดือนธันวาคม รัสเซียก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วย ครั้งนี้รัสเซียอาจจะเพียงแค่ยืนดูว่าระบอบการปกครองอิหร่านจะทนทานต่อการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้หรือไม่
ไมเคิล แมคฟอล ศาสตราจารย์จากสแตนฟอร์ดและอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำรัสเซีย ให้ความเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวจะนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบการปกครองได้
แมคฟอลมองว่า "ตามประวัติศาสตร์ ปฏิบัติการทางอากาศไม่เคยนำไปสู่การโค่นล้มระบอบการปกครอง เขานึกไม่ออกเลยว่ามีกรณีไหนที่สำเร็จ แม้แต่การแทรกแซงทางการทหารโดยใช้กำลังพลภาคพื้นดินก็ยังมักจะล้มเหลว"
เขากล่าวเสริมว่า "ตอนนี้เรากำลังทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายทางการทหารที่เป็นระบบอาวุธที่พุ่งเป้ามาที่พวกเราและพันธมิตร แต่เราไม่ได้ทำลายเครื่องมือทางการทหารและอาวุธที่ใช้ในการปราบปรามประชาชนอิหร่าน ดังนั้นจนถึงตอนนี้ จึงยังไม่ชัดเจนว่าแคมเปญทางการทหารนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์สัญญาไว้กับชาวอิหร่านได้อย่างไร"