
หลังจากวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซียได้เยือนประเทศจีนเพื่อพบปะ และหารือกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน และเพื่อเป็นการฉลองวันครบรอบ 25 ปีของสนธิสัญญาว่าด้วยเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมือปี 2001 โดยจีนได้เปิดฉากต้อนรับปูตินอย่างยิ่งใหญ่ และสมเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับด้วยพรมแดง เด็ก ๆ ที่โบกธงทั้ง 2 ประเทศ กองทหารเกียรติยศ เสียงปืนใหญ่ และวงโยธวาทิตนอกมหาศาลาประชาชน ก่อนจะเดินเข้าสู่มหาศาลาประชาชนเพื่อเปิดฉากการประชุมสุดยอด
การประชุมระหว่างผู้นำ 2 ประเทศนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเดินทางออกจากปักกิ่ง ภายหลังจากการหารือทางการค้า และทำข้อตกลงต่าง ๆ โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่า ‘ความไม่แน่นอนของนโยบายต่างประเทศของทรัมป์นั่นแหละ ที่ทำให้รัสเซีย และจีนรักกันมากขึ้น’
ปูตินได้กล่าวชื่นชมการเยือนครั้งนี้ว่า เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และบรรลุผลลัพธ์งอกงาม ส่วนสี จิ้นผิงก็ได้กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญครั้งใหม่อย่างสมบูรณ์ โดยมีประเด็นดังนี้
ทั้ง 2 ฝ่ายบอกจะสนับสนุนโลกที่มีขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และการทูตกระจายอยู่ในมือของหลาย ๆ ประเทศ ไม่กระจุกอยู่แค่ประเทศเดียว และทั้ง 2 ต่างออกมาต่อต้านความเป็น ‘เจ้าโลกขั้วอำนาจเดียว’ ของสหรัฐฯ ปูตินกล่าวเสริม “ชาติตะวันตกน่ะต้องการให้เกิดความขัดแย้ง เพื่อรักษาอำนาจนำของตนไว้ ซึ่งยุคของขั้วโลกอำนาจเดียวกำลังจะสิ้นสุดลง”
ทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามในเอกสารข้อตกลงราว 40 ฉบับ โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึงเกือบ 2.4 แสนล้านดอลลาร์ รัสเซียหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี และการผลิตจากจีนมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเข้าส่วนประกอบเทคโนโลยีที่ถูกตะวันตกคว่ำบาตรผ่านจีนถึง 90% นอกจากนี้ ธุรกรรมการนำเข้า และส่งออกระหว่างรัสเซีย และจีนเกือบทั้งหมดชำระด้วยสกุลเงิน “รูเบิล และหยวน” โดยทั้งคู่ได้กล่าวว่า นี่คือการสร้างระบบการค้าที่มั่นคง และได้รับการปกป้องจากอิทธิพลภายนอก
ทำเนียบเครมลินระบุว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและยังคงพัฒนาต่อไป ความร่วมมือนี้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ กีฬา การศึกษา และสื่อมวลชน โดยในปีนี้ยังเป็นการฉลองครบรอบ 70 ปีความร่วมมือระหว่างสำนักข่าว TASS ของรัสเซีย และ Xinhua ของจีนอีกด้วย
มีการบรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางและการก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซ Siberia 2 ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะสามารถส่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซียจำนวน 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีไปยังจีนผ่านทางมองโกเลีย ปัจจุบัน จีนได้กลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันและพลังงานรายสำคัญของรัสเซีย โดยได้รับส่วนลดราคาพิเศษ หลังจากที่ตลาดทวีปยุโรปปิดประตูรับสินค้าจากรัสเซียอันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครนและมาตรการกำหนดเพดานราคาของชาติตะวันตก
ผู้นำทั้งสองตกลงที่จะขยายโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย และแพลตฟอร์มการวิจัยต่าง ๆ เพื่อผลักดันการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า รัสเซียต้องการจีนมากกว่าที่จีนต้องการรัสเซีย โดยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนคือ ปูตินต้องเดินทางกลับประเทศโดยที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ซึ่งจะส่งก๊าซจากรัสเซียตอนกลางไปยังจีนผ่านมองโกเลีย โครงการนี้รัสเซียพยายามผลักดันมาหลายปีเพื่อชดเชยตลาดทวีปยุโรปที่สูญเสียไป แต่จีนยังคงไม่รีบร้อนที่จะตกลง เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากรัสเซียมากเกินไป และยังมีประเด็นเรื่องราคาที่ต้องเจรจา
การมาเยือนของทรัมป์เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความมั่นใจที่เพิ่มสูงขึ้นของปักกิ่ง ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของจีน สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นประเทศที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป และจีนก็พร้อมที่จะแสดงออกถึงจุดยืนนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน
สิ่งนี้สังเกตได้จากสไตล์การเจรจา และท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่มีต่อทรัมป์ ตั้งแต่การจับมือที่ค่อนข้างห่างเหิน ไปจนถึงภาษากายที่แสดงออกถึงความเหนือกว่าตลอดการประชุม ซึ่งเป็นการส่งข้อความโดยนัยว่า กรุงวอชิงตันมีอำนาจ และอิทธิพลต่อปักกิ่งน้อยลงกว่าในอดีตมาก โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความไม่แน่นอนของทรัมป์ ประกอบกับการที่ทรัมป์กำลังติดหล่ม และคะแนนนิยมตกต่ำจากสงครามในตะวันออกกลาง ได้เปิดโอกาสให้จีนก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ
ผลลัพธ์ของการเจรจายิ่งตอกย้ำสถานการณ์นี้ ทรัมป์เดินทางออกจากจีนโดยไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ไม่มีการแถลงข่าวร่วม และไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกี่ยวกับประเด็นอิหร่านหรือไต้หวัน
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุด คือการที่สี จิ้นผิง หยิบยกแนวคิด ‘กับดักธูซิดิส ’ ขึ้นมากล่าวถึงระหว่างการพบปะกับทรัมป์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ระบุว่า การผงาดขึ้นของมหาอำนาจใหม่ย่อมคุกคามมหาอำนาจเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเสี่ยงที่จะนำไปสู่สงคราม สี จิ้นผิง ได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถก้าวข้ามกับดักนี้ และสร้างแบบแผนความสัมพันธ์ใหม่ได้หรือไม่ ความตรงไปตรงมาในครั้งนี้คือการเตือนสหรัฐฯ ว่า หากยังคงใช้กลยุทธ์ปิดล้อมเพื่อต่อต้านการเติบโตของจีน สหรัฐฯ เองอาจเป็นผู้จุดชนวนวิกฤตครั้งใหญ่
ในทางตรงกันข้าม การต้อนรับประธานาธิบดีปูติน เต็มไปด้วยบรรยากาศของความเป็นมิตร ปูตินและสีเรียกขานกันและกันว่า "เพื่อนเก่า" และ "เพื่อนรัก" ปูตินเดินทางกลับบ้านพร้อมกับข้อตกลงมากกว่า 20 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความร่วมมือด้านการค้า เทคโนโลยี ไปจนถึงสื่อมวลชน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพความสัมพันธ์จะดูแนบแน่นและมีข้อตกลงมากมาย แต่เบื้องหลังนั้นคือ "ความไม่เท่าเทียม" สงครามในยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก ทำให้รัสเซียถูกโดดเดี่ยวและต้องกลายมาเป็นฝ่ายพึ่งพาจีนอย่างหนัก ปูตินพยายามผลักดันโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 อย่างเต็มที่เพื่อหาตลาดใหม่ทดแทนยุโรป แต่สี จิ้นผิง กลับไม่มีท่าทีเร่งรีบ และปล่อยให้ปูตินต้องเดินทางกลับโดยที่ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายในเรื่องนี้ สิ่งนี้อาจเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า จีนคือผู้ถือไพ่เหนือกว่า และเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขอย่างแท้จริง
การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงสามารถถือไพ่เหนือกว่า และกำหนดทิศทางการเจรจาได้ เป็นเพราะทั้งทรัมป์ และปูตินต่างก็กำลังติดหล่มอยู่ในสงครามที่ยืดเยื้อ และมีค่าใช้จ่ายสูง สำหรับทรัมป์ สงครามในตะวันออกกลางได้กลายเป็นวิกฤตระดับโลกที่ฉุดคะแนนนิยมในประเทศ ส่วนปูตินก็ถูกโดดเดี่ยวจากสงครามในยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ 5
อย่างไรก็ตาม บทบาทผู้สร้างสันติภาพบนเวทีโลกของจีนยังคงถูกตั้งคำถาม สี จิ้นผิง เรียกร้องให้ปูตินช่วยผลักดันให้ยุติสงครามในอิหร่านอย่างเร่งด่วน เนื่องจากวิกฤตการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านน้ำมันของจีน แต่ในขณะเดียวกัน จีนกลับนิ่งเงียบ และไม่เอ่ยถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซียเลย
นักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่จีนเลือกที่จะเงียบในประเด็นยูเครน เป็นเพราะกังวลว่าจะสูญเสียพันธมิตรสำคัญ และเกรงความไม่มั่นคงหากปูตินแพ้สงคราม ทว่า การเรียกร้องสันติภาพในพื้นที่หนึ่ง แต่เมินเฉยต่ออีกพื้นที่หนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของจีน ในสายตาของยุโรป และสร้างความเสี่ยงในช่วงเวลาที่ทางการจีนกำลังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าเพื่อพยุงเศรษฐกิจของตนเอง
การเปิดบ้านต้อนรับผู้นำทั้งสองในเวลาไล่เลี่ยกัน คือยุทธศาสตร์ที่ สี จิ้นผิง ใช้เพื่อส่งสัญญาณถึงความเป็นอิสระ ความมั่นใจ และการยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า "วอชิงตันไม่ใช่เมืองหลวงเพียงแห่งเดียวที่มีความสำคัญต่อจีนอีกต่อไป" จีนมีอำนาจมากพอที่จะกดดันสหรัฐฯ ด้วยความนิ่งเฉย ในขณะเดียวกันก็มีอำนาจมากพอที่จะกำหนดทิศทางความร่วมมือกับรัสเซียได้ตามที่ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีสีเรียกร้องให้ยุติสงครามในอิหร่านซึ่งเป็นปัญหาของสหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน แต่กลับปิดปากเงียบเรื่องสงครามยูเครนของรัสเซีย ก็เป็นอีกหนึ่งการดำเนินนโยบายที่สะท้อนให้เห็นว่า จีนพร้อมจะเล่นบทบาทผู้สร้างสันติภาพ ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของตนเท่านั้น