
Samsung Electronics รอดพ้นการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ไปได้อย่างหวุดหวิด หลังฝ่ายแรงงานและฝ่ายบริหารบรรลุข้อตกลงเรื่องโบนัสตามผลประกอบการในนาทีสุดท้าย เพียง 90 นาทีก่อนเส้นตายวอล์กเอาต์ที่มีกำหนดเริ่มขึ้นในวันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) ปิดฉากการเผชิญหน้าระหว่างบริษัทกับสหภาพแรงงานที่ยืดเยื้อมานาน 63 วัน นับตั้งแต่สหภาพสรุปแผนนัดหยุดงานเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
การระงับนัดหยุดงานครั้งนี้ช่วยคลายความกังวลของตลาดโลกได้ในระยะสั้น เพราะซัมซุงไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ แต่ยังเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของห่วงโซ่อุปทานชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งกำลังมีความต้องการพุ่งสูงตามกระแสลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก
ด้วยบทบาทดังกล่าว การหยุดชะงักของสายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของซัมซุงจึงอาจลุกลามไปไกลกว่าบริษัทเดียว ทั้งต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ภาคส่งออกของเกาหลีใต้ และความต่อเนื่องของตลาดชิปโลก โดยก่อนหน้านี้มีการประเมินว่า หากเกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ ความเสียหายอาจสูงถึงราว 100 ล้านล้านวอน
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังไม่ถือเป็นจุดจบของความขัดแย้งอย่างสมบูรณ์ เพราะสหภาพแรงงานจะจัดให้สมาชิกลงมติรับรองระหว่างวันที่ 22-27 หากเสียงเห็นชอบเกิน 50% ข้อตกลงจึงจะมีผลสมบูรณ์ แต่หากเสียงคัดค้านสูง วิกฤตการนัดหยุดงานก็อาจกลับมาอีกครั้ง
ประเด็นหลักของข้อพิพาทระหว่างซัมซุงและแรงงานครั้งนี้อยู่ที่คำถามว่า ซัมซุงควรแบ่งผลประโยชน์จากกำไรที่พุ่งขึ้นเพราะกระแส AI อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI กำลังเร่งตัว และทำให้ธุรกิจชิปหน่วยความจำกลายเป็นแหล่งกำไรสำคัญของบริษัท
ก่อนหน้านี้ ซัมซุงมีแผนจ่ายโบนัสก้อนใหญ่ให้พนักงานราว 27,000 คนในสายการผลิตชิปหน่วยความจำ โดยโบนัสของพนักงานกลุ่มนี้สูงกว่าพนักงานในสายการผลิตชิปประเภทอื่นและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 6 เท่า เหตุผลหลักคือธุรกิจชิปหน่วยความจำกำลังทำเงินอย่างมากในช่วงที่ตลาด AI บูม
แต่ในมุมของสหภาพแรงงาน พนักงานอีกประมาณ 23,000 คนที่ทำงานในสายการผลิตชิปเทคโนโลยีรองลงมา ซึ่งป้อนให้ลูกค้ารายใหญ่อย่าง Tesla และ Nvidia ก็ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะแม้ไม่ได้อยู่ในหน่วยธุรกิจที่ทำกำไรสูงสุด แต่แรงงานกลุ่มนี้ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ซัมซุงรักษาบทบาทซัพพลายเออร์รายใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกไว้ได้
แรงกดดันต่อซัมซุงยิ่งเพิ่มขึ้นหลังผลประกอบการของบริษัทฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสมกราคม-มีนาคมเพิ่มขึ้นราว 750% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน อุปสงค์ชิป AI ที่พุ่งสูงยังหนุนให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของซัมซุงทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ข้อเรียกร้องของแรงงานมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่ซัมซุงกำลังได้รับอานิสงส์โดยตรงจากวัฏจักรขาขึ้นของ AI และตลาดชิปหน่วยความจำ
การเจรจาเรื่องโบนัสจึงไม่ใช่เพียงการต่อรองตัวเลขค่าตอบแทน แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อ AI สร้างกำไรมหาศาลให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ผลประโยชน์ดังกล่าวควรถูกกระจายไปถึงใครบ้าง โดยในมุมของแรงงานซัมซุง ผลตอบแทนควรสะท้อนบทบาทของพนักงานทั้งระบบ ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะทีมที่สังกัดธุรกิจซึ่งทำกำไรโดดเด่นที่สุดในปีนั้นเท่านั้น
ข้อมูลจากบันทึกการเจรจาค่าจ้างที่รอยเตอร์ได้เห็นระบุว่า ก่อนเกิดการประท้วง ซัมซุงเคยเสนอให้พนักงานในสายชิปหน่วยความจำได้รับโบนัสสูงสุดถึง 607% ของเงินเดือนรายปี ซึ่งสูงกว่าระดับโบนัสของ SK Hynix ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม พนักงานในธุรกิจอื่นของซัมซุงกลับได้รับโบนัสเพียง 50-100% เท่านั้น ช่องว่างดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความไม่พอใจของแรงงานที่มองว่า โครงสร้างการแบ่งปันผลตอบแทนภายในบริษัทยังไม่เป็นธรรมเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจชิปกำลังกลับมาเป็นเครื่องยนต์ทำกำไรหลักของบริษัทอีกครั้ง
ข้อเรียกร้องหลักของสหภาพแรงงานคือ การให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัส OPI หรือ Overall Performance Incentive ที่ 50% ของเงินเดือนรายปี และกันกำไรจากการดำเนินงานประจำปี 15% เข้ากองทุนโบนัส เพื่อกระจายผลตอบแทนให้พนักงานโดยตรง
ข้อเสนอนี้สะท้อนความพยายามผลักดันให้ระบบค่าตอบแทนของซัมซุงเปลี่ยนจากโครงสร้างที่บริษัทเป็นฝ่ายกำหนดเกือบทั้งหมด ไปสู่กลไกที่ผูกผลตอบแทนของแรงงานเข้ากับผลประกอบการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในนาทีสุดท้ายไม่ได้เป็นการยอมรับข้อเรียกร้องของสหภาพทั้งหมด แต่เป็นการประนีประนอมระหว่างสองฝ่าย โดยคิม ยองฮุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน ซึ่งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยการเจรจา ระบุว่า ฝ่ายแรงงานและฝ่ายบริหารสามารถหาทางออกได้จากการที่แต่ละฝ่ายยอมถอยในประเด็นขัดแย้งเรื่องวิธีการจัดสรรผลตอบแทน
สาระสำคัญของข้อตกลงคือ ซัมซุงจะยังคงโครงสร้างการจ่าย OPI แบบเดิม รวมถึงเพดานโบนัสเดิมไว้ แต่จะเพิ่ม “โบนัสพิเศษตามผลการดำเนินงานด้านการบริหาร” โดยไม่มีเพดาน เป็นระยะเวลา 10 ปี สำหรับ 3 ปีแรกนับตั้งแต่ปีนี้ โบนัสพิเศษจะจ่ายเมื่อฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์มีกำไรจากการดำเนินงานเกิน 2 ล้านล้านวอน หลังจากนั้น ระหว่างปี 2572-2578 บริษัทจะจ่ายเมื่อกำไรจากการดำเนินงานแตะ 1 ล้านล้านวอน
โบนัสพิเศษดังกล่าวจะไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด แต่จ่ายเป็นหุ้นและมีเงื่อนไขจำกัดการขาย โดยหนึ่งในสามสามารถขายได้ทันที อีกหนึ่งในสามขายได้หลังครบ 1 ปี และส่วนที่เหลือขายได้หลังครบ 2 ปี ส่วนแหล่งเงินสำหรับจ่ายโบนัสตกลงกันไว้ที่ 10.5% ของ “ผลการดำเนินงานทางธุรกิจ” ที่ฝ่ายแรงงานและฝ่ายบริหารคัดเลือกโดยความเห็นชอบร่วมกัน แม้รายละเอียดของเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่ได้ระบุชัดในข้อตกลงเบื้องต้น
ในเชิงการเมืองภายในบริษัท ข้อตกลงนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังสามารถรักษาเส้นขั้นต่ำของตนเองไว้ได้ ฝ่ายบริหารยังคงเพดาน OPI ที่ 50% ของเงินเดือนรายปี ขณะที่สหภาพแรงงาน แม้ไม่ได้บรรลุข้อเรียกร้องทั้งหมด แต่สามารถผลักดันให้โบนัสพิเศษตามผลประกอบการถูกทำให้เป็นระบบ และมีกรอบผูกพันยาวถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นชัยชนะเชิงสถาบันของสหภาพ Samsung Electronics หลังได้รับสถานะเป็นสหภาพเสียงข้างมากและสามารถเจรจากับฝ่ายบริหารได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น
ประเด็นที่ทำให้การเจรจาติดขัดจนถึงโค้งสุดท้ายคือ วิธีจัดสรรโบนัสระหว่างหน่วยธุรกิจ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงสัดส่วนการจัดสรรที่ 4 ต่อ 6 กล่าวคือ 4 ส่วนสำหรับฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์โดยรวม และ 6 ส่วนสำหรับหน่วยธุรกิจย่อย แต่ข้อถกเถียงสำคัญคือ หน่วยธุรกิจที่ขาดทุนควรได้รับโบนัสในระดับสูงด้วยหรือไม่
ฝ่ายบริหารกังวลว่า หากหน่วยธุรกิจที่ขาดทุนยังได้รับโบนัสตามผลประกอบการในระดับหลายร้อยล้านวอนต่อคน จะขัดกับหลักการบริหารพื้นฐานที่ผลตอบแทนควรสะท้อนผลงานจริง โดยเฉพาะเมื่อมีการประเมินว่า พนักงานฝ่ายหน่วยความจำอาจได้รับเฉลี่ยคนละ 648.13 ล้านวอน องค์กรส่วนกลาง 509.08 ล้านวอน ขณะที่ฝ่าย Foundry และ System LSI ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันด้านผลประกอบการ อาจได้รับราว 184.62 ล้านวอน
ท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงวางกลไกลงโทษสำหรับหน่วยธุรกิจที่ขาดทุน โดยให้ได้รับเพียง 60% ของยอดจ่ายร่วม และให้มีผลตั้งแต่ปี 2570 เพื่อลดแรงต้านจากฝ่ายบริหารและตอบข้อกังวลว่าโครงสร้างโบนัสใหม่อาจบิดเบือนหลักการจ่ายผลตอบแทนตามผลงาน
นอกจากนี้ ข้อเรียกร้องของสหภาพก็เผชิญแรงวิจารณ์จากภายนอกเช่นกัน โดยประธานาธิบดีอี แจมยอง ออกมาระบุว่า สหภาพแรงงาน “ล้ำเส้นที่เหมาะสม” พร้อมชี้ว่า บริษัทไม่ได้มีเพียงแรงงาน แต่ยังมีนักลงทุน ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ ผู้บริโภค และระบบนิเวศธุรกิจที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองเช่นกัน
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า การแบ่งกำไรจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบก่อนหักภาษี เป็นสิ่งที่แม้แต่นักลงทุนก็ยังทำไม่ได้ เพราะผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลจากกำไรสุทธิหลังหักภาษีแล้วเท่านั้น
ท่าทีดังกล่าวมีผลต่อพลวัตการเจรจา เพราะในช่วงแรกสหภาพต้องการให้แหล่งเงินมาจากกำไรจากการดำเนินงานโดยตรง ขณะที่ฝ่ายบริหารต้องการใช้เกณฑ์ Economic Value Added หรือ EVA ซึ่งคำนวณจากกำไรหลังหักภาษีและต้นทุนอื่น ๆ เป็นฐานอ้างอิง ข้อตกลงสุดท้ายจึงเลี่ยงการระบุชัดว่าใช้กำไรจากการดำเนินงานเต็มจำนวน แต่เลือกใช้ถ้อยคำกว้างกว่า คือ 10.5% ของผลการดำเนินงานทางธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
ในระยะต่อไป นักวิเคราะห์ยังจับตาว่า ข้อตกลงนี้อาจสร้างแรงกระเพื่อมไปยังบริษัทคู่ค้าและอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะหลัง “กฎหมายซองเหลือง” มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเปิดทางให้สหภาพแรงงานของผู้รับเหมาช่วงสามารถขอเจรจากับบริษัทผู้ว่าจ้างหลักได้โดยตรง ขณะที่ Samsung Electronics มีบริษัทคู่ค้ามากกว่า 1,700 แห่ง
กฎหมายนี้ทำให้ประเด็นโบนัสและการแบ่งปันผลตอบแทนตามผลประกอบการอาจไม่จำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่อาจลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น เช่น อู่ต่อเรือ โทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย
ปัจจัยที่ทำให้อำนาจต่อรองของแรงงานซัมซุงสูงขึ้น และช่วยให้การเรียกร้องโบนัสประสบความสำเร็จ คือข้อพิพาทครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่บริษัทต้องพึ่งพาความต่อเนื่องของการผลิตชิปอย่างมาก รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือจากแรงงานซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของธุรกิจ
ปัจจุบัน ซัมซุงเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อวัดจากยอดขาย และยังเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของชิปที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล AI สมาร์ตโฟน และแล็ปท็อป ดังนั้น หากสายการผลิตสะดุดแม้เพียงบางส่วน ผลกระทบอาจไม่หยุดอยู่แค่ในโรงงานของซัมซุง แต่ลามไปถึงลูกค้า ผู้ผลิตอุปกรณ์ปลายทาง และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก
แรงหนุนอีกด้านมาจากตลาดชิป AI ที่กำลังร้อนแรง ความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการลงทุนศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลก ขณะที่อุปทานในตลาดยังตึงตัวอยู่แล้ว การนัดหยุดงานของซัมซุงจึงไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะของบริษัท แต่ยังมีนัยต่อความต่อเนื่องของโครงการ AI และการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมาก
ในเวลาเดียวกัน ซัมซุงกำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นจาก SK Hynix และ Micron ซึ่งต่างเร่งช่วงชิงโอกาสจากดีมานด์ชิป AI
ดังนั้น การปล่อยให้แรงงานทักษะสูงไม่พอใจ หรือเสี่ยงสูญเสียบุคลากรไปให้คู่แข่ง จึงเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัท โดยเฉพาะหลังจาก SK Hynix ยกเลิกเพดานจ่ายโบนัสเป็นเวลา 10 ปีเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้โบนัสของคู่แข่งสูงกว่าที่พนักงานซัมซุงได้รับมากกว่า 3 เท่า และเริ่มดึงดูดให้พนักงานบางส่วนของซัมซุงย้ายงานไป SK Hynix
ในบริบทนี้ แรงงานซัมซุงจึงไม่ได้ต่อรองจากสถานะลูกจ้างทั่วไป แต่ต่อรองในฐานะกำลังผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลก ยิ่งซัมซุงทำกำไรได้มากจากกระแส AI แรงกดดันให้บริษัทแบ่งปันผลประโยชน์กับแรงงานก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากผลกระทบโดยตรงต่อซัมซุงแล้ว อีกปัจจัยที่ทำให้แรงงานของบริษัทมีอำนาจต่อรองสูง คือหากการนัดหยุดงานเกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในบริษัท แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึงเศรษฐกิจเกาหลีใต้และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกด้วย
แม้ความเสี่ยงจากการนัดหยุดงานจะถูกลดทอนลงบางส่วน หลังศาลเกาหลีใต้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ โดยกำหนดให้บริษัทต้องคงกำลังคนที่จำเป็นต่อความปลอดภัย การป้องกันความเสียหายต่อโรงงาน และการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ไว้ในระดับปกติ พร้อมห้ามสหภาพและแกนนำเข้ายึดหรือปิดกั้นสถานประกอบการ รวมถึงห้ามขัดขวางพนักงานที่ต้องการเข้าไปทำงาน แต่ความกังวลว่าจะเกิดการนัดหยุดงานยังไม่ได้หายไปทั้งหมด
หากการหยุดงานเกิดขึ้นในวงกว้าง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่ตลาดประเมินไว้มาก เจพีมอร์แกนคาดว่า การนัดหยุดงานลักษณะนี้อาจกระทบกำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงราว 21-31 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 14,080-20,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับเกาหลีใต้ ความเสี่ยงนี้ใหญ่กว่าแค่ซัมซุง เพราะกลุ่มซัมซุงมีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของมูลค่าผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ ผู้บริหารซัมซุงจึงเคยเตือนว่า หากเกิดการนัดหยุดงาน ผลกระทบอาจลามไปถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งยอดขายที่ลดลง เงินลงทุนที่อาจไหลออก และรายได้ภาษีที่หายไป ทำให้ข้อพิพาทแรงงานในบริษัทเดียวถูกมองเป็นความเสี่ยงระดับเศรษฐกิจชาติ ไม่ใช่แค่ปัญหาภายในองค์กร
ในระดับอุตสาหกรรมโลก ความเสี่ยงยิ่งขยายวงกว้างขึ้น หอการค้าอเมริกันในเกาหลีเตือนว่า ในเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา การหยุดชะงักในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างชิปสามารถสร้างผลกระทบไปไกลกว่าบริษัทหรือตลาดใดตลาดหนึ่ง และหากความไม่แน่นอนเรื่องความต่อเนื่องของการผลิตยังยืดเยื้อ ฐานการผลิตในภูมิภาคคู่แข่งก็อาจได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์นี้
ดังนั้น ข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างซัมซุงกับสหภาพแรงงานจึงเป็นสัญญาณของสมดุลอำนาจใหม่ในอุตสาหกรรมชิปยุค AI เมื่อแรงงานทักษะสูงในสายการผลิตยุทธศาสตร์มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต้องเผชิญคำถามที่ตอบยากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า กำไรมหาศาลจาก AI ควรถูกแบ่งปันอย่างไร และควรส่งต่อไปถึงใครบ้างในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด
อ้างอิง: BBC, The Chosun Daily