
ฟาติห์ บีรอล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เตือนระหว่างเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศ G7 ที่กรุงปารีสว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรง หลังปริมาณน้ำมันคงคลังเชิงพาณิชย์ลดลงอย่างรวดเร็ว จนโลกอาจมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์
แม้การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์จะช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดได้ราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่บีรอลย้ำว่า คลังสำรองเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่อย่างไม่จำกัด และไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือพยุงตลาดได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แรงกดดันต่อราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูกาล โดยซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิและฤดูท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อน ซึ่งจะดันความต้องการใช้น้ำมันดีเซล ปุ๋ย เชื้อเพลิงอากาศยาน และน้ำมันเบนซินให้สูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะอุปทานน้ำมันจากเอเชียตะวันตกที่ถูกรบกวนอย่างหนักจากสงคราม ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญภาวะตึงตัวมากขึ้นในระยะข้างหน้า
บีรอลระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญ “ช่องว่างด้านการรับรู้” ระหว่างสถานการณ์ในตลาดจริงกับมุมมองของตลาดการเงิน โดยก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตลาดน้ำมันยังถูกมองว่าอยู่ในภาวะมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก ขณะที่ปริมาณน้ำมันคงคลังเชิงพาณิชย์ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลังสงครามเริ่มกระทบทั้งการผลิตและการขนส่งน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกตึงตัวกว่าที่นักลงทุนบางส่วนประเมินไว้จากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือตัวชี้วัดทางการเงินอื่น ๆ
ความตึงตัวดังกล่าวสะท้อนผ่านปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมีนาคมและเมษายน โดยรายงานตลาดน้ำมันรายเดือนของ IEA ระบุว่า ปริมาณน้ำมันคงคลังที่ตรวจวัดได้ทั่วโลกลดลงถึง 246 ล้านบาร์เรลในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นอัตราการลดลงสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้วยเหตุนี้ IEA จึงปรับมุมมองใหม่ โดยประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกในปีนี้จะต่ำกว่าความต้องการใช้โดยรวม จากเดิมที่เคยคาดว่าตลาดจะอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน
สัญญาณดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันกลับมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และภาระดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
เพื่อบรรเทาความผันผวนในตลาดพลังงาน IEA ซึ่งมีสมาชิก 32 ประเทศ ได้ประสานการระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคม โดยตกลงถอนน้ำมันออกจากคลังรวม 400 ล้านบาร์เรล และมีการระบายออกมาแล้วราว 164 ล้านบาร์เรล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม
มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาด และลดแรงตื่นตระหนกในระยะสั้นได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม บีรอลเตือนว่า คลังสำรองยุทธศาสตร์ไม่สามารถทดแทนอุปทานปกติได้อย่างถาวร โดยเฉพาะหากสงครามยืดเยื้อ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังดำเนินต่อไป
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ตลาดน้ำมันโลกจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนอุปทานจริงมากขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ทั้งจากภาคเกษตร การเดินทาง และการขนส่ง
IEA ประเมินว่า อุปทานน้ำมันโลกอาจลดลงราว 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวันตลอดปี 2026 จากผลกระทบของสงคราม ซึ่งเป็นการปรับลดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยประเมินว่าอุปทานจะลดลงเพียง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคไม่ได้เป็นเพียงแรงกระแทกระยะสั้นต่อตลาดน้ำมัน แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซราวหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าโลก การที่อิหร่านปิดเส้นทางดังกล่าวต่อประเทศศัตรูและพันธมิตรของศัตรู จึงส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศผู้นำเข้า ทั้งในยุโรป เอเชีย และตลาดเกิดใหม่
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น หลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีดินแดนที่อิสราเอลยึดครอง รวมถึงฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ขณะเดียวกัน เตหะรานระบุว่า มาตรการควบคุมในช่องแคบฮอร์มุซที่เข้มงวดขึ้น เป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ปิดล้อมเรือและท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีปากีสถานเป็นคนกลาง
สำหรับตลาดการเงินโลก ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซอาจกลายเป็นชนวนใหม่ของแรงกดดันเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และต้นทุนการขนส่งพลังงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะได้รับผลกระทบโดยตรงผ่านต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งอาจเผชิญโจทย์ยากขึ้นในการลดดอกเบี้ย หากแรงกดดันด้านพลังงานกลับมาผลักให้เงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูงอีกครั้ง