
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้งกำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงานและอุตสาหกรรมการบิน หลังความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยกระดับสู่การปะทะทางทหารครั้งใหญ่ จนลุกลามไปสู่การปิดเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และส่งสัญญาณให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังกดดันอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก รวมถึงหุ้นสายการบินไทย เนื่องจากเผชิญแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและรายได้พร้อมกัน โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงที่เป็นองค์ประกอบหลักของค่าใช้จ่ายสายการบิน ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารอาจกระทบต่อความต้องการเดินทางระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงมองว่าปัจจัยลบดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันในระยะสั้น ขณะที่แนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาวยังมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่ออิสราเอลร่วมกับสหรัฐอเมริกาใช้กองกำลังทางอากาศโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน โดยมีประเด็นหลักจากข้อพิพาทเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การโจมตีดังกล่าวนำไปสู่การตอบโต้ทันทีจากอิหร่าน ซึ่งได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐอเมริกาในหลายประเทศบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน
สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคประกาศปิดน่านฟ้าเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการบิน การเดินทาง และการขนส่งทางอากาศทั่วภูมิภาค ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของการค้าโลกต้องผ่านเส้นทางนี้
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก ทั้งในมิติของความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานและแนวโน้มราคาน้ำมันที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์จากบล.กรุงศรีมองว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มสายการบินผ่านสองช่องทางสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านรายได้ และต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
ด้านรายได้ ความตึงเครียดและข้อจำกัดด้านการเดินทางในพื้นที่ที่เกิดเหตุ รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสาร อาจส่งผลให้ความต้องการเดินทางในภูมิภาคใกล้เคียงลดลง ขณะที่ด้านต้นทุน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30-40% ของต้นทุนรวมของสายการบิน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อแต่ละบริษัทแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนและระดับอัตรากำไร โดยจากการทำ Sensitivity Analysis ต่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พบว่า บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV มีความเสี่ยงด้านต้นทุนสูงที่สุด เนื่องจากเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่มีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำ
หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอยู่ในช่วง 89.2-114.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลประกอบการของ AAV มีโอกาสพลิกเป็นขาดทุนทันทีเมื่อราคาน้ำมันแตะระดับประมาณ 97.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แม้จะมีความเสี่ยงรองลงมา แต่ยังคงมีความเปราะบาง เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของต้นทุนรวม ทำให้การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันสามารถกดดันความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านรายได้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA มีความเสี่ยงด้านรายได้มากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนผู้โดยสารจากยุโรปและตะวันออกกลางประมาณ 20% ของผู้โดยสารทั้งหมด อีกทั้งบริษัทยังพึ่งพารายได้จากสายการบินพันธมิตรแบบ Codeshare ประมาณ 10-20% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายการบินจากภูมิภาคดังกล่าว ทำให้การปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านการบินในตะวันออกกลางสามารถส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทโดยตรง
สำหรับ THAI แม้จะมีสัดส่วนรายได้จากเส้นทางยุโรปประมาณ 40% แต่เที่ยวบินส่วนใหญ่เป็นเส้นทางระยะไกลที่ไม่จำเป็นต้องแวะพักในตะวันออกกลาง จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดน่านฟ้า อย่างไรก็ตาม สายการบินอาจต้องปรับเส้นทางบินอ้อม ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น
ในทางตรงกันข้าม AAV มีความเสี่ยงด้านรายได้น้อยที่สุด เนื่องจากเครือข่ายเส้นทางบินหลักอยู่ภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียน ทำให้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด
โดยสรุป นักวิเคราะห์ประเมินว่า ในระยะสั้นอุตสาหกรรมสายการบินกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงลบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งต้นทุนและรายได้ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงการบินที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่อยู่ในช่วง 89.2-114.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ผลประกอบการของสายการบินอาจถูกกดดันลดลงราว 5% ถึง 36%
ในกลุ่มสายการบิน บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านต้นทุนสูงที่สุด เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน ขณะที่บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA เผชิญความเสี่ยงด้านรายได้มากที่สุดจากโครงสร้างลูกค้าและเส้นทางบิน
อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินอย่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และบริษัท เซาท์อีสต์ เอเชีย เอวิเอชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) หรือ SAV ซึ่งให้บริการจราจรทางอากาศในกัมพูชา มีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากรายได้ไม่ได้พึ่งพิงเส้นทางตะวันออกกลางโดยตรง อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1-2% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในไทย จึงช่วยจำกัดผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ในมุมมองระยะยาว นักวิเคราะห์มองว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังมีแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าในปี 2026F จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ประมาณ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับหุ้นในกลุ่มการบินยังคงมีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้าง โดยธุรกิจสนามบินอย่าง AOT ได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร ขณะที่ BA มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์จึงยังคงมุมมองเชิงบวก (Bullish) ต่อหุ้นกลุ่มการบิน และเลือก BA เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 25 บาท จากสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่ แรงกระตุ้นจากโครงการอู่ตะเภา และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงราว 5-6% ต่อปี
ทั้งนี้ บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังปี 2025 ที่ 0.70 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.3% โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 11 มีนาคม และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน