
สงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเวลานี้ สร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาน้ำมัน เพราะตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านออกมาประกาศสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญ และขู่จะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามจะผ่านเส้นทางดังกล่าว
ขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ (2 มีนาคม 2569) โดรนของอิหร่านได้เข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท QatarEnergy ผู้ผลิตก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก จนทำให้ทางกาตาร์ตัดสินใจระงับการผลิตก๊าซ LNG ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
แต่ทั้งสองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีความสำคัญต่อราคาเชื้อเพลิงโลก Spotlight ชวนวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เชื่อมโยงด้านพลังงานในตอนนี้ จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดไหน?
สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว และเตือนเรือลำใดก็ตามที่พยายามจะผ่านจะต้องถูกโจมตี
“ช่องแคบถูกปิดแล้ว หากใครก็ตามพยายามผ่าน วีรบุรุษของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติและกองทัพเรือจะจุดไฟเผาเรือเหล่านั้นให้ลุกไหม้” ที่ปรึกษาระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติกอิหร่านเปิดเผยเมื่อวานนี้
ขณะที่ข้อมูลจากรอยเตอร์สระบุว่า เรืออย่างน้อย 150 ลำ รวมถึงเรือบรรทุก LNG ต้องทอดสมออยู่ในช่องแคบและบริเวณใกล้เคียง ขณะที่สำนักข่าวอนาโดลูรายงานว่า ปริมาณการสัญจรของทั้ง LNG และน้ำมันผ่านช่องแคบลดลงถึง 86% และมีเรือราว 700 ลำจอดรออยู่สองฝั่งทางผ่าน
รัฐบาลอิหร่านประกาศยกระดับการตอบโต้ หลังอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนเสียชีวิต
ทางการอิหร่านระบุว่า ปฏิบัติการตอบโต้จะมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อการผลิตและส่งออกพลังงานของโลก
ในแถลงการณ์ผ่านช่องทางเทเลแกรมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุด้วยว่า “เราจะโจมตีท่อส่งน้ำมันด้วย และจะไม่ยอมให้น้ำมันแม้แต่หยดเดียวออกจากภูมิภาคนี้ ราคาน้ำมันจะพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฝ่ายความมั่นคงของอิหร่าน ยังอ้างคำกล่าวของเขาเพิ่มเติมว่า “สหรัฐอเมริกาซึ่งมีหนี้สินมหาศาลนับล้านล้านดอลลาร์ พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนี้ แต่พวกเขาควรรู้ว่า จะไม่มีน้ำมันแม้แต่หยดเดียวไปถึงพวกเขา”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง
อิหร่านยังพุ่งเป้าโจมตีไปยังแหล่งพลังงานของประเทศอื่น ซึ่งมีฐานทัพหรือกองกำลังสหรัฐฯ อยู่ โดยล่าสุด อิหร่านใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นราสลัฟฟานของกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อการส่งออกของบริษัท QatarEnergy
แหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์สและบลูมเบิร์ก ระบุว่า บริษัทพลังงานของรัฐกาตาร์จำเป็นต้องประกาศภาวะ “เหตุสุดวิสัย” (force majeure) ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่ทำให้บริษัทสามารถระงับภาระผูกพันตามสัญญาได้ในกรณีเกิดเหตุการณ์พิเศษที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การโจมตีทางทหาร
กาตาร์เป็นผู้ส่งออก LNG คิดเป็นประมาณ 20% ของตลาดโลก เมื่อปริมาณส่งออกลดลง อุปทานในตลาดจึงตึงตัวและราคาปรับตัวสูงขึ้นทันที
เรเชล ซีมบา นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิเคราะห์ความมั่นคงสหรัฐฯ ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็น “การยกระดับความตึงเครียดในชั่วข้ามคืน โดยมีแรงกดดันโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย”
ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดคือกลุ่มตลาดเอเชีย โดยเฉพาะบังกลาเทศ อินเดีย และปากีสถาน
แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า 34% ของการนำเข้าก๊าซของจีนมาจากออสเตรเลีย ทำให้ผลกระทบโดยตรงจากกาตาร์อาจจำกัดมากกว่าประเทศเอเชียใต้
อย่างไรก็ตาม มักซิม โซนิน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ให้ความเห็นว่า แม้การตัดสินใจของกาตาร์จะสร้างความผันผวนให้ตลาดพลังงานในระยะสั้น โดยเฉพาะหากโครงสร้างพื้นฐานในกาตาร์หรือศูนย์กลางอื่น ๆ ได้รับความเสียหายเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตในเวลานี้
เขายังประเมินว่า สถานการณ์ไม่น่าจะซ้ำรอยวิกฤตก๊าซธรรมชาติในยุโรปปี 2022 ซึ่งเกิดขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ และทำให้หลายประเทศยุโรปต้องเร่งลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่างฉับพลัน