
รัฐบาลเร่งประเมินผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดย 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวนและเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้สั่งการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว พร้อมเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้จัดตั้ง “Economic War Room” เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกติดตามสถานการณ์การค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบวันต่อวัน
กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศรวมประมาณ 60 วัน โดยเป็นน้ำมันคงเหลือในประเทศและน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งจากแหล่งต่าง ๆ พร้อมเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ภาครัฐยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมหากความตึงเครียดในภูมิภาคยืดเยื้อ
วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
“กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านปริมาณสำรองและด้านราคาน้ำมัน แต่ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และในส่วนของก๊าซธรรมชาติได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้"
"กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลงด้วย" นายอรรถพล กล่าว
วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้ง ศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
ศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วยหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก
ทั้งนี้ Economic War Room จะทำหน้าที่วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงการคลังได้สรุปผลการประเมินเบื้องต้นไว้ ดังนี้
1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) : กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้
2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel): หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel): ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น
4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel): ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 (YoY) และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3
5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel): ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Economies) โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม และสามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย
6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel): สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า “พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง
ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที”
วันที่ 1 มีนาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และประเทศคู่ค้าในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า
นอกจากนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ในด้านการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์ จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการทำงานร่วมกับของทุกหน่วยงานทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของรัฐบาล เพื่อให้การดูแลผลประโยชน์ของประเทศเป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความปลอดภัยของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
"กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล ขอให้ผู้ประกอบการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนก ทุกหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในทุกภูมิภาค" นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาล โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะติดตามสถานการณ์ และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระดับต่างๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง