
ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก กำลังกลับเข้าสู่ภาวะ “หยุดนิ่ง” อีกครั้ง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ปะทุขึ้นรอบใหม่
ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดจาก Reuters ระบุว่า ในช่วงเวลา 12 ชั่วโมง มีเรือเพียง 3 ลำ เท่านั้นที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จากปกติที่มีเรือราว 130 ลำต่อวัน สะท้อนว่าผู้ประกอบการเดินเรือทั่วโลกกำลังหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวอย่างหนัก
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้สิ่งที่เรียกว่า “เบี้ยประกันสงคราม” พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเรือที่ต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องจ่ายเบี้ยประกันสงครามที่เพิ่มขึ้น
Spotlight ชวนหาคำตอบว่า ค่าเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นสำหรับเรือพาณิชย์ นำไปสู่วิกฤตอะไรที่ตามมาบ้าง?
ชนวนล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เข้ายึดเรือสินค้าของอิหร่าน 1 ลำ ขณะเดียวกันอิหร่านก็ได้ยิงกระสุนเตือนใส่เรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างวอชิงตัน และเตหะรานที่มีอยู่ก่อนหน้า เริ่มสั่นคลอนอย่างหนัก และอิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเคยเปิดชั่วคราวเมื่อวันศุกร์ ก็กลับมาถูกปิดกั้นอีกครั้ง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีคือ ประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม หรือ War Risk Insurance เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังความตึงเครียดกลับมาปะทุ เบี้ยประกันสำหรับเรือที่ต้องผ่านพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3% ของมูลค่าเรือ จากเดิมราว 2% โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกส่งต่อไปยังค่าระวางเรือ ราคาพลังงาน และต้นทุนสินค้านำเข้าในหลายประเทศทั่วโลก
หนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีคือ ประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม หรือ War Risk Insurance ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่สงคราม
เมื่อความเสี่ยงทางทหารและความไม่แน่นอนในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น บริษัทประกันจะปรับเบี้ยประกันขึ้นตามระดับความเสี่ยง โดยล่าสุดหลังเหตุการณ์ตึงเครียดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เบี้ยประกันดังกล่าวถูกประเมินว่าสูงถึง 3% ของมูลค่าเรือ จากเดิมราว 2%
หากเป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายสิบถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์ ต้นทุนส่วนนี้ถือว่าสูงมาก และมักถูกผลักไปยังต้นทุนขนส่งพลังงานในท้ายที่สุด
บางบริษัทประกันถึงขั้นยกเลิกการคุ้มครองทั้งหมดในพื้นที่นี้ เนื่องจากความเสี่ยงสูงเกินไป ทำให้บริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น Maersk, MSC Mediterranean Shipping Company และ Hapag-Lloyd ตัดสินใจหยุดเดินเรือผ่านช่องแคบและพื้นที่เสี่ยงเป็นการชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายประกันภัยและความเสี่ยงทางทหารที่ไม่คุ้มค่า
กลไกนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคุ้มครองความเสียหายจากการโจมตีหรือการยึดเรือเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ตัวชี้วัดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์” ที่สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อเส้นทางการค้าโลก
เมื่อเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น หมายความว่า ตลาดประเมินว่าความเสี่ยงของการโจมตี การปิดเส้นทาง หรือการเผชิญหน้าทางทหารมีแนวโน้มสูงขึ้น
ผลกระทบจากการหยุดนิ่งของการเดินเรือทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นทันที โดยราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 5% หลังนักลงทุนกังวลว่าปริมาณการส่งออกจากตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบ
เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันในสัดส่วนสำคัญของอุปทานโลก การหยุดชะงักแม้เพียงระยะสั้นก็สามารถสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนค่าขนส่งในหลายประเทศได้ทันที
สำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชีย ความเคลื่อนไหวของเส้นทางนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงต่อจากนี้
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงช่องแคบทางภูมิศาสตร์ แต่เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจโลกที่ทุกฝ่ายกำลังจับตาว่าจะกลับมาไหลเวียนได้ตามปกติเมื่อใด