
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อกำหนดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บังคับจัดเก็บค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอวีซ่า H-1B สูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.5 ล้านบาท) ส่งผลให้ความพยายามในการตั้งกำแพงเงินเพื่อสกัดแรงงานต่างชาติของรัฐบาลทรัมป์ต้องถูกพับเก็บไปในที่สุด นักวิเคราะห์ชี้นี่เป็นเพียงเกมการเมืองสุดโต่งของทรัมป์ที่ต้องการเอาใจฐานเสียง
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลแขวง ลีโอ โซโรคินวินิจฉัยว่า ทรัมป์ขาดอำนาจตามกฎหมายในการออกนโยบายดังกล่าว เนื่องจากเม็ดเงินที่เรียกเก็บมีลักษณะเป็น "ภาษี" ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้ว มีเพียงสภาคองเกรส หรือฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น ที่มีสิทธิ์อนุมัติ ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายบริหารจะปรับเปลี่ยนได้เองตามใจชอบ
วีซ่านี้ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างชาติ แต่แท้จริงแล้ว ภาคธุรกิจของอเมริการต่างต้องพึ่งพาวีซ่าชนิดนี้มากกว่าที่คิด
สำหรับวีซ่า H-1B นั้น เปรียบเสมือนตั๋วทองของแรงงานต่างชาติทักษะสูงทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสาขา STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์ หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เงื่อนไขสำคัญคือผู้สมัครต้องจบปริญญาตรีขึ้นไปและต้องมีบริษัทในสหรัฐฯ เป็นผู้รับรอง โดยแต่ละปีจะมีโควตาจำกัดเพียง 85,000 ทุน จนต้องใช้ระบบจับสลาก
เหล่านักเศรษฐศาสตร์ต่างชี้ว่า วีซ่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกันรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจจนนำไปสู่การจ้างงานในประเทศที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์ก แกนนำฝั่งฟ้องร้อง กล่าวแสดงความยินดีว่า ศาลได้ช่วยหยุดยั้งความพยายามที่ผิดกฎหมายของรัฐบาลชุดนี้ ในการทำลายโครงการสำคัญและเก้าอี้ตำแหน่งงานจำนวนมาก
"แรงงานที่ถือวีซ่าเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้รัฐของเราอย่างมหาศาล และฉันจะสู้ต่อไปเพื่อปกป้องชุมชนผู้อพยพจากการโจมตีที่ไม่เป็นธรรมและผิดกฎหมายของรัฐบาลชุดนี้" เจมส์กล่าวทิ้งท้าย
ทว่าในมุมมองของทรัมป์ วีซ่านี้กลับกลายเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์อย่างพร่ำเพรื่อ การที่เขาเสนอจัดเก็บค่าธรรมเนียมสูงลิ่วถึงแสนดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่อยู่หลักพันดอลลาร์สหรัฐฯ มีเป้าหมายหลักเพื่อทลายวงจรของบริษัทจัดหางานข้ามชาติ (Outsourcing Firms) โดยเฉพาะจากอินเดีย ที่มักจะกวาดโควตาวีซ่านี้ไปเพื่อขนแรงงานไอทีราคาถูกเข้ามาตัดราคาคนท้องถิ่น
ทรัมป์จึงต้องการใช้กำแพงเงินนี้บีบให้บริษัทต่าง ๆ สู้ราคาไม่ไหว จนต้องยอมถอยร่นและหันกลับไปจ้างงานคนอเมริกันแทน ภายใต้อุดมการณ์หลัก “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) ที่เขาเชื่อว่า แรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานและกดค่าแรงคนในประเทศ
แม้ว่าคำตัดสินความยาว 42 หน้าของศาลในครั้งนี้ จะเกิดจากการรวมตัวฟ้องร้องของกลุ่มอัยการสูงสุดฝั่งเดโมแครตเพื่อปกป้องสิทธิ์ของแรงงานและชุมชนผู้อพยพ แต่ทางกระทรวงยุติธรรมฝั่งทรัมป์ก็ยังคงย้ำชัดว่าจะเดินหน้าปกป้องแรงงานอเมริกันต่อไป และพร้อมจะเอาผิดบริษัทที่เอาเปรียบระบบ
บทสรุปของคดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อกฎหมาย แต่คือภาพสะท้อนของเกมการเมืองที่ดุดัน ซึ่งทรัมป์พร้อมจะใช้วิธีการที่สุดโต่งทุกวิถีทางเพื่อเขย่าวงจรแรงงานโลก และเรียกคะแนนนิยมจากฐานเสียงชนชั้นแรงงานในประเทศอย่างถึงที่สุด