
ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงข้ามคืน หลังหลุดแนวรับสำคัญและร่วงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมปีนี้ โดยราคาลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,173 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นการลดลงมากกว่า 25% จากระดับสูงสุดของปีนี้ สะท้อนแรงขายที่กลับมากดดันตลาดทองคำอย่างชัดเจน ท่ามกลางความกังวลว่าการอ่อนตัวรอบนี้อาจยังไม่สิ้นสุด
ด้านราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 11.31 น. มีการปรับราคาแล้ว 10 ครั้ง โดยลดลงรวม 2,150 บาทจากวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 65,050.00 บาท และขายออกบาทละ 65,250.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้ออยู่ที่บาทละ 63,747.80 บาท และขายออกบาทละ 66,050.00 บาท ขณะที่ราคาทองคำสปอตอยู่ที่ 4,178.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แรงกดดันต่อราคาทองคำเกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีสัญญาณยกระดับขึ้น ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ รวมถึงการรอคอยรายงานเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ในช่วงที่เหลือของปี
ในเชิงเทคนิค ภาพรวมราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณลบมากขึ้น หลังเกิดรูปแบบ “death cross” จากการที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียลระยะ 50 วัน ตัดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะ 200 วัน รูปแบบดังกล่าวมักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลง และทำให้นักลงทุนเริ่มจับตาว่าราคาทองคำอาจอ่อนตัวลงต่อไปยังแนวรับถัดไป หากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันตลาด
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ตลาดทองคำต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ระบุว่าอิหร่านโจมตีเฮลิคอปเตอร์ Apache ของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังลาดตระเวนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แม้ไม่มีบุคลากรสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ากองทัพจำเป็นต้องตอบโต้ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
ต่อมา กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายสำคัญของอิหร่านหลายแห่ง รวมถึงระบบตรวจการณ์ภาคพื้นดิน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีสถานที่ตั้งสำคัญของสหรัฐฯ ในบาห์เรน ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสินทรัพย์หลายประเภท ตั้งแต่น้ำมัน พันธบัตร ไปจนถึงทองคำ
โดยทั่วไป ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น แต่ในรอบนี้ราคากลับถูกกดดัน เนื่องจากตลาดประเมินว่าความตึงเครียดที่ลุกลามอาจผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวในระยะถัดไป หากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง เฟดอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือแม้กระทั่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
อีกด้านหนึ่ง อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติมในเลบานอน ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านและอาจผลักดันให้สหรัฐฯ ทบทวนจุดยืนต่อข้อตกลงหยุดยิง นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอิสราเอลต้องการให้สงครามกลับมาปะทุเต็มรูปแบบ เพื่อทำให้อิหร่านอ่อนแอลง ขณะที่ทรัมป์ต้องการลดบทบาทของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งดังกล่าว โดยหวังว่าการลดภาระทางทหารในต่างประเทศอาจช่วยหนุนคะแนนนิยมภายในประเทศ
นอกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ตลาดทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากการรอรายงานเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์สำรวจความคิดเห็น และผลสำรวจจาก Polymarket คาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ headline CPI อาจเพิ่มขึ้นแตะ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม หากตัวเลขดังกล่าวเป็นจริง จะถือเป็นระดับเงินเฟ้อที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน
ขณะเดียวกัน รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI ที่มีกำหนดเผยแพร่ในวันพฤหัสบดี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.4% ในเดือนพฤษภาคม จาก 6.0% ในเดือนก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระดับสูง และเคลื่อนห่างจากเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของเฟดมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีพื้นที่จำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเกิดขึ้นพร้อมกับข้อมูลตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง หลังสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ non-farm payrolls ที่ระบุว่าเศรษฐกิจเพิ่มตำแหน่งงานมากกว่า 172,000 ตำแหน่งในเดือนดังกล่าว ขณะที่ข้อมูลจาก ADP ระบุว่าภาคเอกชนเพิ่มการจ้างงาน 122,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ภาพรวมดังกล่าวทำให้ตลาดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแรงส่งเพียงพอ และอาจเปิดทางให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป
สำหรับตลาดทองคำ สภาพแวดล้อมของดอกเบี้ยขาขึ้นหรือดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานมักไม่เอื้อต่อราคา เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดอกเบี้ยในระบบการเงินปรับสูงขึ้น นักลงทุนจึงมีแรงจูงใจมากขึ้นในการถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแทนทองคำ ส่งผลให้แรงซื้อทองคำอ่อนแรงลง
ในเชิงเทคนิค กราฟรายวันสะท้อนแรงขายที่ชัดเจน หลังราคาทองคำร่วงลงจากระดับสูงสุด 5,598 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม สู่ระดับต่ำสุดบริเวณ 4,178 ดอลลาร์ในวันนี้ การปรับตัวลงดังกล่าวทำให้ราคาหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งเคยเป็นระดับต่ำสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม และเป็นจุดที่ตลาดใช้ประเมินความแข็งแรงของแนวโน้มระยะสั้น
รายงานจาก Invezz ระบุว่า สัญญาณที่ทำให้นักวิเคราะห์จับตาเป็นพิเศษคือการเกิดรูปแบบ death cross หลังเส้น EMA ระยะ 50 วัน ตัดลงต่ำกว่าเส้น EMA ระยะ 200 วัน โดยทั่วไป รูปแบบดังกล่าวมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงลบต่อแนวโน้มราคา และอาจบ่งชี้ว่าแรงขายยังมีโอกาสกดดันตลาดต่อไป หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาช่วยพยุงราคา
แนวรับถัดไปที่ตลาดจับตาอยู่บริเวณ 4,092 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม หากราคาหลุดต่ำกว่าระดับนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวลงลึกขึ้น และเปิดทางให้แนวโน้มขาลงดำเนินต่อในระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะหากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด และเพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต่อไปของปี
อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และพัฒนาการในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งขยายวงและผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น ตลาดอาจยิ่งกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่หากสถานการณ์คลี่คลายหรือข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด ราคาทองคำอาจมีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิคได้ แต่ในภาพรวม สัญญาณล่าสุดยังสะท้อนว่าตลาดทองคำกำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยเทคนิคพร้อมกัน
อ้างอิง: สมาคมค้าทองคำ, Invezz