
เหตุเผชิญหน้าระหว่างแฟนคลับหญิงชาวจีนกับเจ้าหน้าที่ภายในงาน International Novel Festival 2026 ที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 เริ่มต้นจากข้อพิพาทเรื่องสิทธิ์ในการยืนชมกิจกรรม ก่อนลุกลามเป็นการปะทะ การแจ้งความ และความขัดแย้งระหว่างชาวเน็ตไทยกับจีน
แม้คู่กรณีจะเจรจายุติข้อพิพาท ถอนคำร้องทุกข์ และไม่ติดใจดำเนินคดีต่อกันแล้วเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม แต่ผลสะเทือนของเหตุการณ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัญหาหน้างาน
สาเหตุสำคัญคือแฟนคลับชาวจีนมีบทบาทอย่างมากต่ออุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย ทั้งในฐานะผู้ชม ผู้ซื้อสินค้า ผู้เข้าร่วมงานแฟนมีต และนักท่องเที่ยว ขณะที่จีนจำกัดการผลิตและเผยแพร่ซีรีส์ซึ่งดัดแปลงจากวรรณกรรมชายรักชาย หรือ “danmei” อย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ปี 2564 ความต้องการของผู้ชมจีนจึงไม่ได้หายไป แต่ส่วนหนึ่งไหลออกไปหาคอนเทนต์จากต่างประเทศ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด
ช่องว่างทางนโยบายของจีนช่วยให้ไทยสร้างอุตสาหกรรม BL ที่เชื่อมโยงตั้งแต่นิยาย การผลิตซีรีส์ แพลตฟอร์มสตรีมมิง การบริหารศิลปิน สินค้า แบรนด์ ไปจนถึงการท่องเที่ยว แต่กรณีล่าสุดก็เตือนว่า ธุรกิจซึ่งตั้งอยู่บนความผูกพันของแฟนคลับสามารถเผชิญความเสียหายเชิงชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็ว หากกติกาไม่ชัดเจน การควบคุมสถานการณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือปล่อยให้ข้อพิพาทระหว่างบุคคลกลายเป็นการเหมารวมทางเชื้อชาติ
คำว่า Boys’ Love หรือ BL เป็นคำกว้างที่ใช้เรียกคอนเทนต์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครชาย ส่วน “danmei” เป็นคำที่ใช้ในบริบทจีน โดยเริ่มแพร่หลายจากวรรณกรรมออนไลน์ ก่อนขยายไปสู่การ์ตูน แอนิเมชัน เกม ละครเสียง และซีรีส์ ขณะที่ “dangai” หมายถึงการนำวรรณกรรม danmei มาดัดแปลงเป็นละครหรือซีรีส์
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะจีนไม่ได้ประกาศกฎหมายฉบับเดียวที่ระบุว่า “ห้าม BL ทุกประเภท” และวรรณกรรม danmei บางส่วนยังคงเผยแพร่ได้ภายใต้การควบคุมเนื้อหา แต่ซีรีส์ที่ดัดแปลงจาก danmei เผชิญข้อจำกัดสูงมากจนแทบไม่สามารถออกอากาศในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ โดยเฉพาะเมื่อแหล่งที่มาของเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง
งานวิจัยเรื่องพัฒนาการเซ็นเซอร์ danmei ในจีน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Continuum เมื่อปี 2567 แบ่งการควบคุมออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ระหว่างปี 2547-2558 ซึ่งเน้นปราบปรามวรรณกรรมออนไลน์และเว็บไซต์ ช่วงปี 2559-2563 ซึ่งการควบคุมขยายไปยังหนังสือและซีรีส์ดัดแปลง และช่วงตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ซึ่งรัฐกำกับทั้งผู้ผลิต แพลตฟอร์ม สื่อ และชุมชนแฟนคลับอย่างเป็นระบบมากขึ้น
จุดเปลี่ยนแรกเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เมื่อซีรีส์ออนไลน์เรื่อง “Addicted” ถูกถอดออกจากแพลตฟอร์มจีนก่อนออกอากาศครบ แม้ได้รับความนิยมสูงและขึ้นเป็นหนึ่งในรายการที่มีผู้ชมมากที่สุดของ iQIYI ในช่วงเวลานั้น การถอดซีรีส์ทำให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องได้รับการเข้าชมมากกว่า 110 ล้านครั้งบน Weibo ภายในหนึ่งวัน สะท้อนว่าฐานผู้ชมของคอนเทนต์ BL ในจีนมีอยู่จริงแม้พื้นที่เผยแพร่ถูกจำกัด
หลังจากนั้น ผู้ผลิตจีนหันมาใช้วิธีลดทอนความสัมพันธ์เชิงรักจากต้นฉบับให้เหลือเพียงมิตรภาพ ความเป็นคู่หู หรือความผูกพันที่ไม่ระบุสถานะอย่างชัดเจน โมเดลนี้ทำให้ซีรีส์อย่าง “The Untamed” ในปี 2562 และ “Word of Honor” ในปี 2564 สามารถออกอากาศและประสบความสำเร็จในวงกว้าง ก่อนที่มาตรการจะเข้มงวดขึ้นอีกครั้ง
“The Untamed” แสดงให้เห็นศักยภาพทางธุรกิจของ danmei อย่างชัดเจน เพราะไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากการออกอากาศ แต่ขยายไปสู่การรับชมล่วงหน้า เพลง สินค้า นิตยสาร และคอนเสิร์ต
หนังสือพิมพ์ People’s Daily รายงานว่า มีผู้จ่ายเงินประมาณ 2.35 ล้านรายเพื่อรับชมตอนล่วงหน้า และมีผู้ซื้อสิทธิ์ชมการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตมากกว่า 3.26 ล้านราย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า รายได้จากซีรีส์หนึ่งเรื่องสามารถขยายออกไปเป็นระบบเศรษฐกิจแฟนคลับขนาดใหญ่ได้
อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน 2564 สำนักงานบริหารวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติจีน หรือ NRTA ประกาศให้ต่อต้านกระแส “dangai” อย่างชัดเจน โดยจัดประเด็นนี้ไว้ในกลุ่มเดียวกับปัญหาการยึดติดกับกระแสความนิยม ความวุ่นวายของวัฒนธรรมแฟนคลับ ค่าตัวนักแสดงที่สูงเกินไป และสิ่งที่รัฐมองว่าเป็นค่านิยมด้านความงามที่ไม่เหมาะสม
ก่อนมาตรการดังกล่าว มีซีรีส์ดัดแปลงจาก danmei มากกว่า 60 เรื่องอยู่ระหว่างการผลิตหรือเตรียมออกอากาศ ตามรายงานของ Sixth Tone ซีรีส์หลายเรื่องจึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แม้บางโครงการจะซื้อสิทธิ์ คัดเลือกนักแสดง และถ่ายทำเสร็จแล้วก็ตาม
มาตรการหลังปี 2564 ยังทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เพิ่มการเซ็นเซอร์ตัวเอง บางแห่งนำหมวด danmei ออกจากหน้าแรก ทำให้ค้นหาผลงานได้ยากขึ้น หรือขอให้นักเขียนแก้ไขต้นฉบับเพื่อลดความเชื่อมโยงกับโครงการซีรีส์
ขณะที่ในปี 2568 สำนักข่าว AP รายงานว่า ผู้เขียน danmei หลายสิบคนถูกสอบสวน จับกุม หรือตั้งข้อหาจากการผลิตและจำหน่ายเนื้อหาที่ทางการจัดว่าไม่เหมาะสม เว็บไซต์บางแห่งปิดตัวหรือลบผลงานจำนวนมาก แต่ AP ระบุว่าไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดได้อย่างอิสระ
จึงกล่าวได้ว่า จีนไม่ได้กำจัด danmei ออกจากระบบทั้งหมด แต่สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การนำ danmei มาพัฒนาเป็นซีรีส์กระแสหลักมีความเสี่ยงสูง ตั้งแต่ขั้นซื้อสิทธิ์ ระดมทุน ผลิต ไปจนถึงรออนุมัติออกอากาศ
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับคำนวณว่าการจำกัด danmei สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจจีนเป็นเงินเท่าใด เพราะปัจจุบันไม่มีข้อมูลที่แยกมูลค่าตลาด danmei อย่างเป็นทางการ และอุตสาหกรรมนี้มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจจีนโดยรวม แต่ในระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ความเสียหายและต้นทุนค่าเสียโอกาสเกิดขึ้นผ่านหลายช่องทาง
ประการแรกคือเงินลงทุนที่กลายเป็นต้นทุนจม โครงการซีรีส์ต้องมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่การซื้อสิทธิ์วรรณกรรม เขียนบท เตรียมงาน คัดเลือกนักแสดง สร้างฉาก ถ่ายทำ ไปจนถึงกระบวนการหลังการผลิต หากผลงานไม่ผ่านการอนุมัติหรือถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด เงินลงทุนส่วนนี้ย่อมไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดตามแผนได้
สำหรับแพลตฟอร์มสตรีมมิง ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ที่ต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงรายได้จากสมาชิก โฆษณา การรับชมแบบจ่ายเพิ่ม และการขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ ซีรีส์เป็นธุรกิจที่ความสำเร็จของผลงานเพียงไม่กี่เรื่องสามารถชดเชยต้นทุนของผลงานที่ไม่ประสบความสำเร็จได้ การห้ามหรือจำกัดคอนเทนต์ที่มีฐานแฟนคลับเดิมจึงทำให้แพลตฟอร์มสูญเสียสินค้าที่มีโอกาสสร้างผู้สมัครสมาชิกใหม่ได้รวดเร็ว
ประการที่สองคือการสูญเสีย “มูลค่าทวีคูณของ IP” เพราะรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้หยุดอยู่ที่หนังสือหรือซีรีส์หนึ่งเรื่อง แต่สามารถต่อยอดไปสู่การ์ตูน แอนิเมชัน เกม เพลง ละครเวที สินค้า และกิจกรรมแฟนคลับ
รายงานของสำนักข่าวซินหัวระบุว่า ตลาดการอ่านวรรณกรรมออนไลน์ของจีนมีมูลค่า 50,210 ล้านหยวนในปี 2568 ขณะที่ตลาดการดัดแปลงทรัพย์สินทางปัญญาจากวรรณกรรมออนไลน์มีขนาดมากกว่า 360,000 ล้านหยวน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าของวรรณกรรมออนไลน์ทุกประเภท ไม่ใช่ danmei โดยเฉพาะ จึงไม่สามารถนำมาคำนวณความเสียหายจากการจำกัด BL โดยตรงได้ แต่ช่วยให้เห็นว่าการห้ามดัดแปลงวรรณกรรมประเภทหนึ่งหมายถึงการตัดโอกาสจากห่วงโซ่ IP ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ารายได้จากการอ่านต้นฉบับมาก
ประการที่สามคือผลต่อแรงงานสร้างสรรค์ นักเขียน ผู้เขียนบท ผู้กำกับ นักแสดง ทีมผลิต บริษัทบริหารศิลปิน และผู้ให้บริการด้านเทคนิคต่างพึ่งพาความต่อเนื่องของโครงการ เมื่อความเสี่ยงด้านกฎระเบียบเพิ่มขึ้น นักลงทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หันไปลงทุนในประเภทอื่น หรือย้ายการผลิตออกนอกจีน ทำให้บุคลากรในประเทศสูญเสียงานและโอกาสสะสมประสบการณ์
ประการที่สี่คือการสูญเสียโอกาสด้านการส่งออกวัฒนธรรม จีนมีอุตสาหกรรมวรรณกรรมออนไลน์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยปี 2567 มีผู้อ่านในประเทศประมาณ 575 ล้านคน และผู้อ่านต่างประเทศ 352 ล้านคนในกว่า 200 ประเทศ มูลค่าตลาดต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 5,070 ล้านหยวน
การจำกัด danmei จึงเท่ากับจีนเลือกไม่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาบางส่วนที่มีฐานแฟนคลับนานาชาติเป็นเครื่องมือส่งออกภาษา วัฒนธรรม และ Soft Power
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ไม่ได้ไหลออกจากจีนทั้งหมด เจ้าของลิขสิทธิ์จีนยังสามารถขายสิทธิ์ให้ผู้ผลิตต่างชาติ ขณะที่แพลตฟอร์มจีนอย่าง iQIYI และ WeTV สามารถลงทุนในซีรีส์ไทยและสร้างรายได้จากสมาชิกในตลาดต่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น “My Stand-In” เป็นซีรีส์ภาษาไทยซึ่งดัดแปลงจากเว็บโนเวลจีนและผลิตเป็นผลงานออริจินัลของ iQIYI
ส่วน “Meet You at the Blossom” เป็นผลงานร่วมผลิตระหว่างจีนกับไทยซึ่งดัดแปลงจากวรรณกรรมจีน และเผยแพร่ในตลาดระหว่างประเทศ
โมเดลเหล่านี้ทำให้เงินทุนและเจ้าของ IP ฝั่งจีนยังมีส่วนแบ่งรายได้ แต่การถ่ายทำ การจ้างทีมงาน การจัดกิจกรรม และผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งย้ายมาเกิดในไทยหรือประเทศอื่น
ในมุมของรัฐบาลจีน การยอมเสียโอกาสทางการค้าอาจเป็นสิ่งที่รับได้ หากแลกกับเป้าหมายด้านการกำกับค่านิยม ลดวัฒนธรรมแฟนคลับที่รัฐมองว่าสุดโต่ง และควบคุมอิทธิพลของแพลตฟอร์มกับดารา ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงไม่ใช่ความผิดพลาดทางเศรษฐกิจโดยบังเอิญ แต่เป็นการให้น้ำหนักแก่เป้าหมายทางสังคมและการเมืองมากกว่ารายได้ของอุตสาหกรรมบางส่วน
ช่องว่างในตลาดจีนเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมซีรีส์วายจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่ธุรกิจบันเทิงที่มีโครงสร้างรายได้ชัดเจน SCB EIC ประเมินว่า รายได้รวมของผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรีส์วายทั้ง BL และ GL ของไทยมีมูลค่ามากกว่า 4,900 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 17% จากปีก่อน
สัดส่วนของซีรีส์วายต่อมูลค่าการผลิตสื่อบันเทิงของไทยเพิ่มจาก 0.7% ในปี 2562 เป็นประมาณ 3.9% ในปี 2568 ขณะที่ไทยมีภาพยนตร์ ซีรีส์ และเรื่องสั้น BL/GL ออกอากาศสะสมมากกว่า 340 เรื่อง และในปี 2567 ผลงานจากไทยมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของซีรีส์วายทั้งหมดที่ออกอากาศในเอเชีย
รายได้ชั้นแรกมาจากการขายลิขสิทธิ์ การร่วมผลิต เงินลงทุนจากแพลตฟอร์ม และรายได้โฆษณา แต่จุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมไทยคือการนำซีรีส์ไปสร้างรายได้ต่อหลังออกอากาศ ผู้ผลิตจำนวนมากทำหน้าที่เป็นทั้งสตูดิโอและบริษัทบริหารศิลปิน จึงสามารถรับรายได้จากงานแสดง งานแฟนมีต คอนเสิร์ต พรีเซ็นเตอร์ เพลง และสินค้าได้พร้อมกัน
นักแสดงจึงไม่ได้เป็นเพียงแรงงานในโครงการหนึ่ง แต่กลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจระยะยาว หากซีรีส์ประสบความสำเร็จ บริษัทสามารถจัดงานในหลายประเทศ ผลิตสินค้าตามฤดูกาล และสร้างรายได้จากฐานแฟนคลับต่อเนื่องแม้ซีรีส์จบไปแล้ว โมเดลนี้ช่วยให้ผู้ผลิตไทยลดการพึ่งพารายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพียงทางเดียว
รายได้ชั้นถัดมาคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบกองถ่าย ตั้งแต่บริษัทเช่าสถานที่ อุปกรณ์ กล้อง แสง เสียง เสื้อผ้า แต่งหน้า การเดินทาง อาหาร ไปจนถึงงานตัดต่อและเทคนิคหลังการถ่ายทำ หากไทยได้รับสิทธิ์ดัดแปลงวรรณกรรมจีนหรือดึงเงินลงทุนจากแพลตฟอร์มจีนเข้ามาผลิตในประเทศ เม็ดเงินส่วนนี้จะกลายเป็นรายได้และการจ้างงานภายในไทย แม้เจ้าของ IP หรือแพลตฟอร์มจะยังเป็นบริษัทจีนก็ตาม
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ระบุว่า อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในภาพรวมมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 119,000 ล้านบาทในปี 2566 และเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี ขณะที่งาน Thailand Content Market 2026 ถูกวางให้เป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติ โดยตั้งเป้าให้เกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 500 คู่ เชื่อมโยงผู้ประกอบการและแพลตฟอร์มทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า 120 ราย
กระทรวงพาณิชย์ระบุด้วยว่า กิจกรรมส่งเสริมตลาดคอนเทนต์วาย 6 โครงการในปีงบประมาณ 2568 มีผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริม 99 ราย และสร้างมูลค่าการเจรจาทางการค้ารวม 5,567.32 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นมูลค่าจากการเจรจาซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่รายได้ที่รับรู้แล้วทั้งหมด แต่สะท้อนความสนใจเชิงพาณิชย์จากต่างประเทศได้อย่างชัดเจน
ในปี 2569 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังเตรียมกิจกรรมเจาะตลาดต่างประเทศอีก 6 โครงการ พร้อมพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้าจากซีรีส์ผ่าน thaitrade.com โดยตรงถึงแฟนคลับต่างชาติ แสดงให้เห็นว่าภาครัฐเริ่มมองรายได้จากสินค้าและแฟนมีตเป็นส่วนหนึ่งของการส่งออกคอนเทนต์ ไม่ใช่เพียงธุรกิจประกอบ
สำหรับตลาดจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง ระบุว่า นักแสดงไทย โดยเฉพาะกลุ่มซีรีส์วายและยูริ มีฐานแฟนคลับจีนที่มั่นคง โดยแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยประมาณ 20-35 ปี อาศัยในเมืองขนาดใหญ่ และมีพฤติกรรมใช้จ่ายตามความผูกพันกับศิลปิน ทั้งการซื้อสินค้า สนับสนุนโฆษณา และเดินทางร่วมกิจกรรม
เมื่อแฟนคลับเดินทางเข้ามาไทย รายได้จึงไม่ได้ตกอยู่กับบริษัทบันเทิงเพียงแห่งเดียว แต่กระจายไปยังสายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า ระบบขนส่ง และสถานที่ท่องเที่ยว บางกลุ่มยังเดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำหรือร้านค้าที่ปรากฏในซีรีส์ ทำให้คอนเทนต์ทำหน้าที่คล้ายโฆษณาการท่องเที่ยวระยะยาว
ข้อได้เปรียบอีกประการคือภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย ทำให้ผู้ผลิตสามารถนำเสนอความสัมพันธ์ของตัวละครได้ตรงกว่าเวอร์ชันที่ต้องผ่านการเซ็นเซอร์ในจีน จุดนี้สร้างความแตกต่างให้ซีรีส์ไทยในตลาดเอเชียและช่วยดึงดูดทั้งผู้ชมและเจ้าของ IP จากต่างประเทศ
แต่ไทยก็มีความเสี่ยง หากพึ่งพาตลาดจีน นักแสดงคู่ใดคู่หนึ่ง หรือรายได้จากแฟนมีตมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ กระแสชาตินิยม ข้อพิพาทกับแฟนคลับ หรือความนิยมของนักแสดงที่ลดลงสามารถกระทบรายได้ได้รวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องสร้าง IP ของตนเอง ยกระดับบทและการผลิต รวมถึงขยายตลาดไปยังญี่ปุ่น ไต้หวัน ลาตินอเมริกา ยุโรป และภูมิภาคอื่นควบคู่กัน
เหตุการณ์ที่สามย่านมิตรทาวน์เริ่มจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ์ในพื้นที่ชมกิจกรรม ฝ่ายผู้ร่วมงานชาวไทยบางส่วนกล่าวหาว่าแฟนคลับหญิงชาวจีนใช้สิ่งของจองพื้นที่ไม่เป็นไปตามกติกาและไม่ให้ความร่วมมือเมื่อถูกขอให้ออกจากบริเวณ ขณะที่แฟนคลับจีนยืนยันว่าเดินทางมารอตั้งแต่ช่วงเช้า มีหลักฐานการจองพื้นที่ และถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม
ทั้งสองฝ่ายยังอธิบายลำดับการปะทะแตกต่างกัน ฝ่ายไทยบางส่วนกล่าวหาว่าผู้เข้าร่วมชาวจีนเป็นฝ่ายใช้กำลังก่อน ส่วนเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นการตอบสนองเพื่อป้องกันตัวหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์
GMMTV แถลงหลังตรวจสอบเบื้องต้นว่า เจ้าหน้าที่ภายนอกที่ได้รับการว่าจ้างมาทำงานใช้กำลังเกินกว่าที่สถานการณ์ต้องการในบางช่วง บริษัทจึงระงับการว่าจ้างชั่วคราว พร้อมยืนยันว่าไม่มีนโยบายเลือกปฏิบัติตามเชื้อชาติหรือสัญชาติ ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยสั่งให้รวบรวมข้อเท็จจริงโดยย้ำว่าต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ต่อมา GMMTV เปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมและเจ้าหน้าที่ต่างยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แต่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ทั้งสองฝ่ายได้พบ พูดคุย และตกลงยุติข้อพิพาท ถอนคำร้องทุกข์ และไม่ติดใจดำเนินคดีต่อกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องออกจากช่องทางส่วนตัวโดยสมัครใจ ส่วนบริษัทได้ยกเลิกการระงับการว่าจ้างเจ้าหน้าที่และมอบหมายงานให้ตามเดิม
ทั้งนี้ การยุติข้อพิพาทหมายความว่าคู่กรณีไม่ดำเนินคดีต่อกันต่อไป แต่ไม่ได้เท่ากับมีคำตัดสินอย่างเป็นทางการว่าฝ่ายใดเป็นผู้เริ่มเหตุหรือฝ่ายใดถูกทั้งหมด การรายงานข่าวจึงยังต้องแยกคำกล่าวอ้างของแต่ละฝ่ายออกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน
เหตุการณ์นี้มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะ GMMTV ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรายการ แต่เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสูงต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรม BL ไทย กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยมอบรางวัลการทูตสาธารณะประจำปี 2568 ให้แก่บริษัท จากผลงานส่งเสริมวัฒนธรรม ภาษา การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ไทยในต่างประเทศ
มูลนิธิไทยระบุว่า ผลงานหลายภาษาของ GMMTV เข้าถึงผู้ติดตามรวมกว่า 520 ล้านคนในแพลตฟอร์มต่าง ๆ และบริษัทเคยจัดกิจกรรมมากกว่า 500 งานในประมาณ 50 พื้นที่ทั่วโลก ตัวเลขนี้สะท้อนว่าประสบการณ์ของแฟนคลับต่างชาติในการเข้าร่วมงานของบริษัทสามารถเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ประเทศไทยได้โดยตรง
ในเชิงเศรษฐกิจ ข้อพิพาทกับแฟนคลับต่างชาติสามารถกระทบรายได้ได้หลายชั้น ตั้งแต่การหยุดซื้อสินค้า ยกเลิกบัตรงานแฟนมีต ลดการรับชมคอนเทนต์ ไปจนถึงการกดดันแบรนด์และแพลตฟอร์มคู่ค้า หากกระแสขยายไปสู่ประเด็นความปลอดภัยหรือการเลือกปฏิบัติ ยังอาจกระทบความตั้งใจเดินทางมาไทยของแฟนคลับบางส่วนได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ากระแสเรียกร้องให้หยุดสนับสนุนส่งผลให้ยอดขาย รายได้ หรือการเดินทางมาไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่ควรสรุปว่ากรณีนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วในระดับกว้าง แต่ควรมองเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าตัวเลขความเสียหายที่เป็นตัวเลข
ดังนั้น บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในไทยจึงอยู่ที่การสร้างระบบจัดงานที่ลดพื้นที่ให้เกิดข้อพิพาท ตั้งแต่การประกาศกติกาหลายภาษา ระบบคิวที่มีหมายเลขและตรวจสอบเวลาได้ การแยกบทบาทเจ้าหน้าที่บริการกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย การอบรมเรื่องการลดความรุนแรงของสถานการณ์ ไปจนถึงการเก็บหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและกำหนดช่องทางอุทธรณ์เมื่อผู้ร่วมงานไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของเจ้าหน้าที่
ผู้จัดงานยังควรมีแผนสื่อสารเหตุการณ์เป็นภาษาไทย จีน และอังกฤษอย่างรวดเร็ว เพราะข้อมูลที่ล่าช้าทำให้คลิปบางช่วงและคำกล่าวอ้างที่ยังไม่ตรวจสอบกลายเป็นเรื่องเล่าหลักในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อเกิดความขัดแย้งแล้ว การสื่อสารที่เน้นสัญชาติหรือเหมารวมพฤติกรรมของคนทั้งประเทศยิ่งเพิ่มความเสียหาย โดยไม่ได้ช่วยให้ข้อเท็จจริงชัดเจนขึ้น
มาตรการควบคุม danmei ของจีนเปิดโอกาสให้ไทยรับทั้งเงินลงทุน งานผลิต ลิขสิทธิ์ สินค้า และนักท่องเที่ยวจากตลาด BL แต่โอกาสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและไม่ได้อยู่กับไทยอย่างถาวร
หากไทยต้องการเปลี่ยนช่องว่างทางนโยบายของจีนให้เป็นความได้เปรียบระยะยาว สิ่งที่ต้องแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงจำนวนซีรีส์หรือความนิยมของนักแสดง แต่รวมถึงความสามารถในการเป็นเจ้าของ IP คุณภาพการผลิต มาตรฐานการจัดงาน และความเชื่อมั่นว่าแฟนคลับทุกสัญชาติจะได้รับการดูแลภายใต้กติกาเดียวกันอย่างปลอดภัยและเป็นธรรม
อ้างอิง: CEA, SCB EIC, DITP, AP, SixthTone, People's Daily, MFA, NRTA, Xinhua, Time, A state against boys’ love? Reviewing the trajectory of censorship over danmei