
ตลาดทองคำเผชิญความผันผวนอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หลังราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศแตะระดับสูงสุดที่ 80,500 บาทต่อบาททองคำ ก่อนที่ราคาจะปรับลดลงต่อเนื่องและลบกำไรที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีออกไปทั้งหมด
จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการที่ตลาดหันมาให้น้ำหนักกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความไม่สงบในตะวันออกกลางมากกว่าแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
เมื่อความขัดแย้งผลักดันให้ราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจมีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับสูงขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ทิศทางราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นสำคัญ หากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลงจนช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ อาจเปิดโอกาสให้เฟดไม่จำเป็นต้องเร่งส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย และช่วยให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งพลังงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงอาจจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำตลอดช่วงที่เหลือของปี
ทองคำไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะโลหะมีค่าสำหรับผลิตเครื่องประดับ แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนนิยมถือครองเพื่อกระจายความเสี่ยงภายในพอร์ตการลงทุน การเคลื่อนไหวของราคาทองคำจึงขึ้นอยู่ทั้งกับอุปสงค์เพื่อการบริโภค ภาวะเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินที่มีผลต่อความต้องการถือครองทองคำของนักลงทุน
นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา หนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำมากที่สุดคือการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย หากตลาดประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย ความน่าสนใจของทองคำเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น แต่หากตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้น ราคาทองคำมักเผชิญแรงกดดัน ดังที่เกิดขึ้นหลังราคาทองคำทำสถิติสูงสุดในช่วงต้นปี 2569
ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ หากตลาดคาดว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น เงินดอลลาร์มักแข็งค่า ส่งผลให้ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น และอาจทำให้ความต้องการซื้อทองคำลดลง ในทางกลับกัน เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่ามักช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ทองคำ
อีกปัจจัยหนึ่งคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และสัญญาณความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มความผันผวนให้แก่เศรษฐกิจโลกและกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อราคาทองคำไม่ได้เป็นบวกในทุกสถานการณ์ หากความขัดแย้งดันราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นจนทำให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น ผลจากดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าอาจมีน้ำหนักมากกว่าแรงซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ด้านอัตราเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าดอกเบี้ย ทองคำมักถูกมองเป็นสินทรัพย์รักษามูลค่า เนื่องจากภาวะดังกล่าวทำให้มูลค่าของเงินลดลง ความต้องการถือครองทองคำจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่หากเงินเฟ้อทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างเข้มงวด ผลที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำอาจแตกต่างออกไป
นอกจากนี้ ราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับความต้องการจากหลายกลุ่ม ทั้งการนำไปผลิตเครื่องประดับ การใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการถือครองเพื่อการลงทุนโดยนักลงทุนรายย่อย กองทุน และธนาคารกลาง โดยความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มเหล่านี้เป็นอีกแรงสนับสนุนต่อราคาทองคำ
ในช่วงต้นปี 2569 ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากรและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจึงเพิ่มการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ตลาดยังคาดว่าเฟดจะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ทองคำ
เมื่อปัจจัยดังกล่าวผสานกับแรงซื้อสะสมจากนักลงทุนหลายกลุ่มและแรงเก็งกำไร ราคาทองคำโลกจึงพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศทำสถิติสูงสุดเช่นกันที่ 80,500 บาทต่อบาททองคำ
อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาทำจุดสูงสุด ตลาดกลับเผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาทองคำลดลงมากกว่า 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความเสี่ยงสูงและยืดเยื้อ แต่แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินได้
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัว ตลาดจึงเริ่มกังวลว่าเฟดอาจมีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย หรืออาจต้องกลับมาดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น ความคาดหวังที่เปลี่ยนไปผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและค่าเงินดอลลาร์ปรับสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดทองคำ
ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. ราคาทองคำโลกเคลื่อนไหวต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงเกือบ 29% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และต่ำกว่าระดับสิ้นปี 2568 ประมาณ 7.8% เท่ากับว่ากำไรที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีถูกลบออกไปทั้งหมด ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศปิดที่ 63,200 บาทต่อบาททองคำ และลดลง 2.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำ แต่เมื่อความขัดแย้งทำให้ราคาพลังงานและความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทิศทางดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์อาจมีอิทธิพลต่อราคาทองคำมากกว่าแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
นักวิเคราะห์ตาม Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่า ราคาทองคำโลก ณ สิ้นปี 2569 จะฟื้นตัวขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองคำแท่งของไทยประมาณ 71,520 บาทต่อบาททองคำ
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของเฟด จึงยังอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเหล่านี้
ฉากทัศน์แรกคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่องก่อนสิ้นปี 2569 และไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแหล่งผลิตหรือเส้นทางขนส่งพลังงาน หากเกิดเงื่อนไขดังกล่าว ราคาพลังงานและแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจผ่อนคลายลง เปิดโอกาสให้เฟดไม่จำเป็นต้องเร่งส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวเข้าใกล้ระดับที่ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้
ฉากทัศน์ที่สองคือความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน กลับมารุนแรง หรือยืดเยื้อจนกระทบต่อการผลิตและการขนส่งพลังงาน เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสินค้านำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อหลายประเทศ ราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้าอาจปรับสูงขึ้นอีกครั้ง และเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัว
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เฟดอาจต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และจำกัดกรอบการปรับขึ้นของราคาทองคำตลอดช่วงที่เหลือของปี
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางและนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาทองคำในระยะปานกลาง แม้ราคาในระยะสั้นจะยังผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ทองคำยังคงมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะแรงซื้อจากธนาคารกลาง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงราคาทองคำในระยะปานกลาง
โครงสร้างความต้องการทองคำแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ความต้องการเพื่อการลงทุน ซึ่งเป็นการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันและกระจายความเสี่ยง และความต้องการที่ไม่ใช่การลงทุน ซึ่งมาจากการผลิตเครื่องประดับและการใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ความต้องการเพื่อการลงทุนมีบทบาทต่อราคาทองคำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังเฟดเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกันยายน 2567 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับสูงขึ้นและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้งในช่วงต่อมา
ณ เดือนมีนาคม 2569 สัดส่วนความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 65% ของความต้องการทองคำทั้งหมดเมื่อไม่รวมตลาด OTC จากประมาณ 48% ในเดือนกันยายน 2567 แรงผลักดันส่วนหนึ่งมาจากการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองของนักลงทุนรายย่อย รวมถึงการลงทุนผ่านกองทุน ETFs ซึ่งมีพฤติกรรมซื้อขายตามความเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าว
แรงซื้ออีกส่วนมาจากธนาคารกลางและสถาบันอื่นๆ โดยนับตั้งแต่ปี 2565 ความต้องการซื้อทองคำเฉลี่ยของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,018 ตันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากค่าเฉลี่ย 509 ตันต่อปีในช่วงปี 2554-2564 ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มลดการถือครองเงินดอลลาร์
ขณะเดียวกัน สัดส่วนมูลค่าทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลางเพิ่มขึ้นจาก 14% ในปี 2565 เป็น 27% ในปี 2568 สอดคล้องกับผลสำรวจของสภาทองคำโลก ซึ่งพบว่า 78% ของธนาคารกลางที่ร่วมตอบแบบสำรวจถือครองทองคำเพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ และมากกว่า 80% ถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง
แรงซื้อเชิงโครงสร้างดังกล่าวจึงยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะปานกลาง แม้ทิศทางราคาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เงินเฟ้อ และการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟดเป็นหลักก็ตาม